ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง 'ธนาธร' ประธานคณะก้าวหน้าข้อหาหมิ่นประมาทกษัตรย์ ม.112 กรณีคลิป “วัคซีนพระราชทานฯ : ใครได้-ใครเสีย?” ว่าเป็นการวิจารณ์ที่มุ่งเน้นกล่าวหาการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลประยุทธ์ที่เป็นการพูดถึงการได้หรือเสียประโยชน์ของรัฐบาลกับประชาชนไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ โดยพูดถึงรัชกาลที่ 10 เพียงส่วนน้อย อีกทั้งการพูดถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทสยามไบโอไซฯ ก็มีพยานจากกระทรวงการคลังเบิกความยืนยันสัดส่วนผู้ถือหุ้นและเป็นการพูดไปตามข้อมูลเท่านั้น
วันที่ 28 พ.ค 2569 ที่ศาลอาญารัชดา มีนัดฟังคำพิพากษาคดีของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่อัยการฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14(3) จากกรณีไลฟ์สดทาง facebook ในประเด็นเรื่องการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจากบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เอสซีจี เมื่อ 18 ม.ค. 2564

เวลา 9.05 น. ธนาธร และผู้ติดตามให้กำลังใจเดินทางถึงศาลอาญา รัชดา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เวลา 9.30 น. ผู้พิพากษาลงห้องพิจารณาและเริ่มอ่านคำพิพากษาโดยสรุปได้ว่า ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องธนาธร เนื่องจากเห็นว่าการไลฟ์สดของธนาธรครั้งดังกล่าวในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทานฯ : ใครได้-ใครเสีย?” นั้น เป็นการกล่าวถึงการบริหารจัดการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 จากบริษัทสยามไบโอไซฯ เพียงบริษัทเดียวเปรียบเสมือนการ “แทงม้าตัวเดียว” ของรัฐบาลหากบริษัทไม่สามารถผลิตวัคซีนได้ทันต่อสถานการณ์ หรือวัคซีนมีปัญหาทำให้เกิดการแพ้ พล.อ.ประยุทธ์จะรับผิดชอบได้หรือไม่และการจัดหาวัคซีนลักษณะเช่นนี้เป็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ของรัฐบาลหรือไม่
นอกจากนั้น ศาลเห็นว่าที่ธนาธรกล่าวถึงบริษัทสยามไบโอไซฯ ว่ามีในหลวงรัชกาลที่ 10 ถือหุ้น 100%นั้น ได้มีพยานจากทางกระทรวงการคลังมาเบิกความในข้อเท็จจริงว่าบริษัทดังกล่าวในรายนามผู้ถือหุ้นมีชื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวถือหุ้นอยู่ 99% โดยมีชื่อบุคคลอื่นอีก 1% อยู่ การพูดดังกล่าวจึงไม่ใช่การดูหมิ่น หมิ่นประมาท
ทั้งนี้ ศาลเห็นว่าการพูดในไลฟ์สดของธนาธรนั้นเป็นเพียงการกล่าวที่มุ่งเน้นกล่าวหาถึงการบริหารจัดการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์และมีการพูดถึงบริษัทวัคซีนหลายแห่งที่เกี่ยวข้องโดยมีการกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนที่ว่า “ใครได้ใครเสีย” นั้น ก็เป็นการพูดถึงประโยชน์หรือผลเสียก็เป็นการพูดถึงพล.อ.ประยุทธ์ หรือประชาชนที่จะได้รับผลจากการจัดหาวัคซีน
ศาลจึงเห็นว่า การไลฟ์ของธนาธรเป็นการพูดวิจารณ์การบริหารจัดการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการดูหมิ่นหมิ่นประมาทอาฆาตมาร้ายพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ศาลจึงให้ยกฟ้อง
เรียกร้อง ตร. อัยการ กล้าหาญที่จะยืนยันหลักกฎหมาย ไม่ส่งต่อคดีปิดปาก-การเมือง
ธนาธรให้สัมภาษณ์หลังฟังคำพิพากษาว่า ศาลพิพากษาโดยยืนยันว่าสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับวัคซีนเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารของรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นการล่วงละเมิดต่อพระมหากษัตริย์
“โดยส่วนตัวก็โล่งใจแต่ก็ต้องบอกว่า ยังมีนักโทษการเมืองอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัวยังคงอยู่ในคุก พวกเขาไม่ได้เป็นอาชญากรในความหมายของคำ เขาไม่ได้ไปข่มขืนใคร ไม่ได้ไปฆาตกรรมกรรม ขโมยของวิ่งราว พวกเขาแค่คิดและพูด ดังนั้นผมคิดว่ายังจำเป็นต้องมีการต่อสู้เพื่อให้สิทธิให้ความเป้นธรรมกับบุคคลเหล่านี้ที่ยังอยู่ในคุก”
ธนาธรกล่าวต่อว่า คำพิพากษาวันนี้ของศาลนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ประธานศาลฎีกาให้นโยบายไว้ว่า คดีที่เป็นคดีการเมือง คดีฟ้องปิดปาก คดีเหล่านี้ให้ยกฟ้อง ส่วนตัวเขาเห็นจากการมาศาลหลายครั้ง ประเทศได้เสียทรัพยากรไปมากจากคดีการเมืองทั้งเวลาของผู้พิพากษา ทนายความ เจ้าหน้าที่ศาล อัยการ ทั้งที่คดีเหล่านี้ไม่ควรเป็นคดี
“อยากเรียกร้องกับกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการ คดีไหนเป็นคดีการเมืองที่ไม่มีมูลอย่าเอาใจฝ่ายการเมือง ยืนยันให้หนักแน่นกล้าหาญ ยืนยันในหลักการไว้ ถ้าไม่ฟ้องตั้งแต่ชั้นตำรวจ ไม่ส่งฟ้องตั้งแต่ชั้นอัยการ การที่มีคดีการเมืองมารกรุงรังศาลก็จะแบ่งเบาภาระผู้พิพากษาให้ไปทำงานในคดีอื่นๆ ที่จำเป็นต้องได้รับความเป็นธรรมอย่างเร่งด่วน จึงขอส่งเสียงดังๆ ฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมว่าการปกป้องกระบวนการยุติธรรมให้เคร่งครัดต่อหลักการ หลักกฎหมายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อบ้านเมืองที่สุด” ธนาธรกล่าว

ธนาธรให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่รออยู่บริเวณหน้าอาคารศาล
แต่คลิปยังโดนห้ามเผยแพร่
นอกจากในส่วนคดีอาญาของธนาธร ก่อนหน้านี้ เมื่อ 15 มิ.ย. 2566 ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งยืนยันให้ระงับการเผยแพร่คลิปเดียวกันนี้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เดิมที กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้อ้างอำนาจตามมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอให้สั่งปิดกั้นการเข้าถึงคลิปดังกล่าว อ้างว่ามีเนื้อหาที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และศาลได้ดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวเมื่อ 29 ม.ค.2564 แล้วมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่
ทางธนาธรได้ยื่นเรื่องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งระงับการเผยแพร่ เพราะเห็นว่าเป็นการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยไม่เคยให้เขาได้ชี้แจงต่อศาล ศาลจึงมีคำสั่งให้ไต่สวนใหม่โดยให้ธนาธรเข้าร่วม จนต่อมาวันที่ 8 ก.พ.ปีเดียวกันศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่ง และมองว่าการตีความคำว่า "อาจกระทบต่อความมั่นคง" ต้องตีความอย่างเคร่งครัด และเป็นภาววิสัย ข้อเท็จจริงเท่าที่ธนาธร พูดถึงเพียงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถือหุ้นบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ มิได้ทำให้พระองค์เสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่นหรือเกลียดชัง หรือไม่เป็นที่เคารพสักการะแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้น เพราะเห็นว่าคลิปมีเนื้อหากระทบความมั่นคง และต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งตามศาลอุทธรณ์เพราะเห็นว่า การเผยแพร่คลิปอาจทำให้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันฯ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าไลฟ์ของธนาธร เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือไม่
