เมื่อ 29 พ.ค.2569 ทาง 112WATCH เผยแพร่บทวิจารณ์การใช้ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในกรณีของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จากกรณืไลฟ์สดวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จากบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เมื่อ 18 ม.ค. 2564 ที่ศาลชั้นต้นเพิ่งมีคำพิพากษายกฟ้องไปเพราะเห็นว่าเป็นการวิจารณ์การบริหารจัดการของรัฐบาลไม่ได้เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ ซึ่งสะท้อนปัญหาของตัวกฎหมายที่ถูกข้าราชการ นักการเมือง ไปจนถึงประชาชนเอามาใช้เป็นอาวุธในการจัดการกับคนที่ออกมาพูดเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ
112WATCH ระบุว่าการยกฟ้องคดีวัคซีนของธนาธร เผยให้เห็นถึงความย้อนแย้งและข้อบกพร่องร้ายแรงของมาตรา 112 ที่แม้ว่าคำตัดสินของศาลในการยกฟ้องข้อหาทั้งหมดจะเป็นชัยชนะของเหตุผลที่น่ายินดี แต่ไม่ได้กำลังสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างปกติในทางกลับกัน ธนาธรที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านที่สำคัญต้องใช้เวลาสู้ในทางกฎหมายยาวนานถึง 5 ปีที่สุดท้ายศาลพิพากษาว่าการไลฟ์สดของธนาธรมีเป้าหมายโดยตรงไปที่การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลประยุทธ์ และการกล่าวถึงบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ นั้นอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง
การดำเนินคดีกับธนาธรครั้งนี้ได้เปิดเผยให้เห็นว่ามาตรา 112 ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องพระเกียรติยศของพระราชวงศ์อย่างแท้จริง แต่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธโดยข้าราชการ นักการเมือง และกลุ่มเผด็จการทหาร เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองจากการถูกตรวจสอบโดยสาธารณะ ด้วยการนำนโยบายของรัฐ (เช่น การสาธารณสุขและการกระจายวัคซีน) ไปผูกโยงไว้ใต้ร่มเงาของสถาบันฯ เสมือนว่าชนชั้นนำของไทยบังคับให้ประชาชนต้องเลือกว่าจะยอมรับความไร้ประสิทธิภาพของรัฐ หรือการเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีเพียงเพราะตั้งคำถามกับนโยบายเหล่านั้น
112WATCH ระบุว่าที่รัฐใช้มาตรา 112 เพื่อเอาผิดทางอาญากับการไลฟ์สดของธนาธร เป็นการส่งสัญญาณว่าการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงวิกฤตระดับชาติถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายทรยศต่อชาติ กฎหมายดังกล่าวถูกนำมาบิดเบือนเพื่อปิดปากการถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับเรื่องสาธารณสุข งบประมาณแผ่นดิน และการทุจริตคอร์รัปชัน
"กฎหมายนั้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวบทกฎหมายอีกต่อไป แต่ได้กลายสภาพเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของสาธารณชนเสียเอง"
112WATCH ยังชี้ให้เห็นอีกว่า กฎหมายดังกล่าวยังมีหน้าที่เป็น "บทลงทัณฑ์ในตัวเอง (The process is the punishment) " เพราะแม้ว่าสุดท้ายศาลจะยกฟ้องแต่ก็เกิดความเสียหายกับธนาธรไปแล้วทั้งการจำกัดเสรีภาพและตกเป็นเป้าหมายในการถูกกล่าวหาโจมตีจากไอโอของรัฐและต้องเสียเวลาพลังงานไปกับการต่อสู้คดีที่นานกว่า 5 ปี จากกฎหมายที่เปิดช่องให้ใครก็ได้เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ส่งผลให้ตำรวจและอัยการดำเนินคดีอย่างแข็งกร้าว" เพราะกลัวว่าตนเองจะถูกข้อหาขาดความจงรักภักดีหากสั่งไม่ฟ้อง"
นอกจากนั้น 112WATCH ระบุอีกว่าการที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องสำหรับกลุ่มแกนนำการเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจเป็นชัยชนะที่ "เปราะบางและสั้นมาก" เช่นกรณีของปิยรัฐ "โตโต้" จงเทพ สส.พรรคประชาชน ที่ศาลชั้นต้นเคยยกฟ้องคดีป้ายผ้าวิพากษ์วิจารณ์วัคซีนโควิดในปี 2564 แต่ก่อนหน้ามีคำตัดสินคดีของธนาธรเพียง 1 สัปดาห์ ศาลอุทธรณพิพากษากลับให้ลงโทษเป็นเวลา 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา และการที่คดียังถูกส่งขึ้นต่อไปในศาลชั้นที่สูงขึ้นก็เปรียบเสมือนพันธนาการเอาไว้ในระบบทัณฑ์บนและกระบวนการศาลอย่างไม่สิ้นสุด
112WATCH ย้ำข้อเสนอเพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ สร้างหลักประกันความโปร่งใสของรัฐ และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน มาตรา 112 จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปในประเด็นสำคัญ ดังนี้:
- ยกเลิกสิทธิของบุคคลทั่วไปในการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้นำกฎหมายไปใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมือง
- ลดอัตราโทษจำคุกที่สูงเกินกว่าเหตุและไม่ได้สัดส่วนจากโทษสูงสุด 15 ปีลงมาอย่างมีนัยสำคัญ
- บัญญัติให้ชัดเจนในตัวบทกฎหมายว่า การวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดิน การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ และการดำเนินงานของธุรกิจที่มีสถาบันฯ ถือหุ้น ไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
"ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขในเชิงโครงสร้างเหล่านี้ เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนชาวไทยก็จะยังคงตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงและอำนาจตามอำเภอใจของกลุ่มขั้วอำนาจทางการเมืองต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
