Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 6 ปี ‘ทิวากร’ คดี ม.112 เหตุโพสต์เสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว”-ข้อความเรียกร้องยุติคดี 112 ศาลพิเคราะห์ว่า แม้เสื้อจะใช้คำว่า 'สถาบันกษัตริย์' แต่พิจารณาจากโพสต์อื่นๆ มองว่ามุ่งหมายถึง ร.10 และการบอกว่าหมดศรัทธา ทำให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจว่า 'กษัตริย์' ประพฤติปฏิบัติไม่ดี ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง 
  • ส่วนกรณีข้อความเรียกร้องให้ระงับการใช้มาตรา 112 และปล่อยแกนนำคณะราษฎร 4 คน ถือว่าเป็นการใส่ความกษัตริย์ ว่ามีอำนาจสั่งปล่อยตัวได้ ทั้งที่กษัตริย์ไม่มีอำนาจสั่งยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อยตัวแกนนำผู้ต้องหา ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากรูปภาพและข้อความ จึงเป็นการใส่ความที่น่าจะทำให้กษัตริย์เสียชื่อเสียง และเกียรติยศ จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ผิดมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมฯ และสั่งให้ริบเสื้อของกลาง
  • ด้านศูนย์ทนายฯ ตั้งข้อสังเกต ไม่มีการแจ้งจำเลยและทนายล่วงหน้าว่าจะมีการอ่านคำพิพากษา
  • ปัจจุบัน ทิวากร ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นมาแล้ว 632 วัน หรือ 1 ปี 8 เดือน 22 วัน และยังเหลือโทษคุมขังอีกกว่า 4 ปีจากโทษดังกล่าว

 

7 พ.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับแจ้งวันนี้ (7 พ.ค.) ทิวากร วิถีตน อดีตวิศวกรและเกษตรกรชาวขอนแก่น วัย 50 ปี ถูกเบิกตัวจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ไปยังศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร ในช่วงเดือน ก.พ. 2564 โดยทั้งตัวจำเลย และทนายความไม่ทราบนัดฟังคำพิพากษานี้มาก่อน

ต่อมา พบว่าศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้จำคุก 6 ปี และพิพากษาแก้ให้ริบเสื้อยืดของกลางทั้งสามตัว ถือเป็นการสิ้นสุดคดีที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี โดยปัจจุบันทิวากรถูกคุมขังมาแล้ว 632 วัน และยังเหลือโทษที่ต้องคุมขังอีกกว่า 4 ปี

ถูกเบิกตัวฟังคำพิพากษา ทิวากร-ทนายความ ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า

สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับการอ่านคำพิพากษาในวันนี้คือ ทั้งทิวากรและทนายความไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าว่ามีนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ ทิวากรเข้าใจเพียงว่าเขาถูกเบิกตัวออกมาในเรื่องการพิจารณาขอประกันตัวเท่านั้น เนื่องจากอาทิตย์ที่ผ่านมา เพิ่งมีการยื่นขอประกันตัวระหว่างฎีกาเป็นครั้งที่ 14

เมื่อมาถึงห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลสอบถามทิวากรว่าต้องการให้ทนายความเข้าร่วมรับฟังการพิพากษาด้วยหรือไม่ เมื่อทิวากร แจ้งความประสงค์ว่าต้องการให้ทนายความอยู่ด้วย จึงมีการติดต่อให้ทนายความทราบอย่างกะทันหัน จนเมื่อเวลา 10.30 น. ผู้พิพากษาจึงได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลฎีกา ยืนจำคุก มองข้อความสื่อถึง ร.10 - ใส่ความ ดูหมิ่นกษัตริย์ - ริบเสื้อของกลาง

ก่อนหน้านี้ คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายได้ยื่นฎีกา ฎีกาของโจทก์ลงวันที่ 8 ม.ค. 2568 เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ตามมาตรา 112 แต่คัดค้านในประเด็นเดียวคือ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้มีคำสั่งริบเสื้อยืดของกลางด้วย

ขณะที่ฎีกาของฝ่ายจำเลยลงวันที่ 13 ก.พ. 2568 โต้แย้งใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นแรก คำว่า สถาบันกษัตริย์ฯ ที่จำเลยใช้นั้นหมายถึงสถาบันในฐานะองค์กร ไม่ได้มุ่งถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันโดยเฉพาะ เพราะหากประสงค์จะกล่าวถึงพระมหากษัตริย์องค์ใดโดยตรง จำเลยจะระบุชื่อโดยตรงเสมอ และพยานโจทก์บางปากก็เบิกความทำนองเดียวกันว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่รัชกาลที่ 10 

ในประเด็นการตีความองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 จำเลยโต้แย้งว่ามาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้น กฎหมายไม่ได้ระบุถึง "สถาบันพระมหากษัตริย์" เป็นองค์ประกอบความผิด ซึ่งในกฎหมายอาญาจะต้องตีความโดยเคร่งครัด

ประการสุดท้าย ข้อความทั้ง 3 โพสต์เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาและไม่มีถ้อยคำหยาบคาย เสนอแนะความคิดเห็นถึงสถาบันกษัตริย์ด้วยเจตนาหวังดี

อย่างไรก็ตามคำพิพากษาศาลฎีกามีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ และมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรต้องริบเสื้อยืดของกลางหรือไม่

ศาลฎีกา เห็นว่า แม้คำว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” จะมีความหมายรวมถึงอดีตพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ แต่ย่อมหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ปัจจุบันด้วย จำเลยเบิกความรับเองว่าคำว่า “สถาบันกษัตริย์ฯ” ที่พูดถึงหมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์องค์ปัจจุบัน องคมนตรี ประธานองคมนตรี ราชเลขานุการ และราชองครักษ์ระดับสูง นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาโพสต์วันที่ 11 และ 18 ก.พ. 2564 ก็แสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยมุ่งถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น เห็นว่า ข้อความ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” มีความหมายว่าหมดความเชื่อ และสิ้นศรัทธาในพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยองค์ปัจจุบันและสถาบันกษัตริย์ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยไม่ดี ทำให้จำเลยหมดความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ การลงรูปภาพและข้อความของจำเลย จึงทำให้พสกนิกรของพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็น เชื่อหรือเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ประพฤติปฏิบัติไม่ดี จนทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสียและพสกนิกรเสื่อมศรัทธา และทำให้รู้สึกต่อพระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ในทางที่ไม่ดี

ส่วนข้อความที่เรียกร้องให้ระงับใช้มาตรา 112 และให้ปล่อยแกนนำทั้ง 4 คน เห็นว่าเป็นการใส่ความเท็จว่าพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสั่งการดังกล่าวได้ เพราะความจริงแล้วพระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีพระราชอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งให้ใช้หรือระงับการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่มีพระราชอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีใดๆ ได้ การลงรูปภาพและข้อความของจำเลยจึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และเสื่อมเสียพระเกียรติยศ

การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนประเด็นเสื้อยืดของกลาง เห็นว่าเสื้อยืดทั้งสามตัวที่ยึดได้จากจำเลย ซึ่งมีข้อความสกรีนว่า “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” เป็นทรัพย์ที่บุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) สมควรริบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำวินิจฉัยให้ริบ แต่ไม่ได้พิพากษาให้ริบนั้นไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้ให้ริบเสื้อยืดของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ พรชัย พุ่มกำพล, ทินกร ก่อเพียรเจริญ และอำนาจ เย็นยิ่ง

632 วันในเรือนจำ - คดีสิ้นสุด เหลือโทษอีกกว่า 4 ปี

สำหรับคดีนี้มี พ.ต.ท.สุรัตน์ วันทะมาตย์ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ท่าพระ เป็นผู้กล่าวหา เมื่อเดือนกันยายน 2565 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษายกฟ้องทิวากรทุกข้อหา โดยวินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยโพสต์กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ในฐานะองค์กร ไม่ได้ระบุถึงพระมหากษัตริย์องค์ใดโดยเฉพาะ ทั้งคำว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และให้คืนเสื้อยืดของกลางแก่จำเลย 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา จนเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษา โดยเห็นว่ามีความผิดในทั้งสามข้อความ วินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวมุ่งถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน และมีลักษณะลดคุณค่า ใส่ความ อันเป็นการดูหมิ่นหมิ่นประมาท โดยลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษหนึ่งในสาม เหลือจำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา 

จากนั้น ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวทิวากรระหว่างฎีกาเรื่อยมา แม้จะมีการยื่นขอประกันตัวทั้งหมดรวม 14 ครั้ง ก่อนที่สุดท้ายในวันนี้ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 

หลังจากรับฟังคำพิพากษา ทิวากรกล่าวว่าตนไม่ทราบมาก่อนว่าวันนี้จะเป็นนัดฟังคำพิพากษา และรู้สึกว่าคำพิพากษาที่ออกมาไม่เป็นธรรม แต่ก็ไม่รู้สึกประหลาดใจนัก เพียงแต่รู้สึกตื่นเต้นเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ส่วนตัวขณะนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะสื่อสารเรื่องราวอะไรบ้าง เพราะคำพิพากษาฎีกาและสิ่งที่ได้รับในกระบวนการยุติธรรมก็น่าจะสะท้อนได้มากพอแล้ว

ปัจจุบัน ทิวากร ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นมาแล้ว 632 วัน หรือ 1 ปี 8 เดือน 22 วัน และยังเหลือโทษคุมขังอีกกว่า 4 ปีจากโทษดังกล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง