Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

112WATCH สัมภาษณ์นักกิจกรรมไทย ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลและนักกิจกรรมที่เชียงใหม่ ผู้เริ่มกิจกรรมยืนหยุดขังมากว่า 3 ปีเพื่อเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมต่อนักโทษการเมืองและยกเลิกกฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ พูดถึงประเด็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในรัฐบาลของไทยในปัจจุบันที่ไม่ได้ดีขึ้นแม้ว่าจะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วและนักกิจกรรมทางการเมืองยังถูกปราบปรามและติดคุกเพิ่มขึ้น

112 Watch : คุณมองว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของไทยในช่วงหลังจากการเลือกตั้งปี 2023 เป็นอย่างไร

ภัควดี : ประชาชนชาวไทยมีความหวังสูงมากต่อการเลือกตั้งในปี 2567 พรรคก้าวไกลมีการรณรงค์ให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ขณะที่พรรคเพื่อไทยพยายามแสดงว่าตัวเองมีจุดยืนอนุรักษ์นิยมและกษัตริย์นิยม แต่ก็ยังเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการบังคับใช้ตัวกฎหมาย ดังนั้น พวกเราเลยเชื่อว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในไทยควรจะดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ควรแย่ลงหลังจากการเลือกตั้ง

แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับแตกต่างออกไป พรรคก้าวไกลถูกกีดกันไม่ให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้ว่าจะรวมเสียงข้างมากในสภาได้ แต่ก็ถูกวุฒิสภาขวางไม่ให้จัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคเพื่อไทยก็ได้แสดงตัวอย่างชัดเจนว่าต้องการจัดตั้งรัฐบาลกับชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมและพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขาไว้ใจ เช่น การปราบปรามนักกิจกรรมและผู้เห็นต่างกับชนชั้นนำ

โฆษณา - Advertising

ดังนั้น สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนหลังจากการเลือกตั้งจึงไม่ดีขึ้นเลย และในบางมุมก็แย่ลง จำนวนของนักโทษการเมืองเพิ่มขึ้น ดังนั้น จำนวนโทษจากการตัดสินคดีการเมืองก็เพิ่มสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ขณะนี้ อานนท์ นำภา ทนายสิทธิมนุษยชน ถูกลงโทษจากกฎหมายอาญามาตรา 112 ถึง 20 ปีจากการวิจาณ์บทบาทสถาบันกษัตริย์ต่อการเมืองไทย มงคล ถิระโคตร พ่อค้าออนไลน์ถูกตัดสินจำคุก 54 ปี 6 เดือนจากคำตัดสินด้วยกฎหมายมาตรานี้และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 ซึ่งเกิดจากการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียไม่กี่โพสต์บนเฟซบุ๊ก เกือบทุกคนที่ถูกตัดสินด้วยกฎหมายมาตรานี้ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว ในช่วงที่พูดคุยกันระหว่างสัมภาษณ์นี้มีนักโทษการเมืองในเรือนจำกว่า 33 คนและอีกหลายสิบคนที่ต้องหลบหนีไปที่อื่น

ชนชั้นนำของประเทศไทยเรียนรู้ว่าการทำร้ายนักกิจกรรมอย่างโหดร้ายแบบเปิดเผยทำให้ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์ในสายตาสังคมระหว่างประเทศ แม้ว่าในความเป็นจริงยังมีการฆ่าและบังคับสูญหายในไทย ทว่า พวกเขาจะพยายามทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นให้น้อยที่สุดเพื่อหลบเลี่ยงจากการจับตามองของสังคมระหว่างประเทศ ชนชั้นนำเลือกที่จะใช้เรือนจำเป็นวิธีการทรมานแบบที่มีความรุนแรงต่ำ เรือนจำของไทยถูกรับรู้อย่างกว้างขวางทั่วโลกว่ามีสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่และปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างไม่เหมาะสม นักกิจกรรมหลายคนป่วยหนักและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ปีที่แล้ว บุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมเยาวชนหญิงตายในเรือนจำหลังจากอดอาหารประท้วง สาเหตุการตายของเธอยังเป็นที่สงสัยต่อสังคมและยังไม่ได้รับการสืบสวนอย่างเพียงพอ เราคิดว่านี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นักกิจกรรมหลายคนเลือกที่จะหลบหนีออกไป

รัฐบาลได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับสาธารณชนในประเด็นเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนหรือไม่?

รัฐบาลผสมในปัจจุบันไม่ได้มีนโยบายใดที่ทำเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่ย่ำแย่ลงหลังจากการรัฐประหารปี 2557 ที่แย่ไปกว่านั้นคือบางพรรคร่วมรัฐบาลกลับมีจุดยืนชัดเจนในการขัดขวางพัฒนาการด้านประชาธิปไตย พวกเขาขัดขวางการทำให้นักกิจกรรมได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นธรรม พรรคแกนนำรัฐบาลเพียงแค่มองข้ามประเด็นปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยและหันไปเน้นเรื่องประเด็นทางเศรษฐกิจแทน ซึ่งพยายามจะทำให้คนมองว่า “ปากท้องต้องมาก่อน” นอกจากนี้ยังมีหลักฐานมากมายว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเบี่ยงเบนความเห็นของสาธารณชนให้สนับสนุนรัฐบาล บางกรณีก็ใช้ทรัพยากรของรัฐมาสนับสนุนกิจกรรมพวกเขา

ไม่เพียงแค่นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกปราบปรามเท่านั้น ทว่า นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมก็ถูกฟ้องปิดปากเช่นกัน (SLAPP Strategic Lawsuit against Public Participation ) การที่ประเทศไทยไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสความผิดปกติ (whistleblower) ในประเทศทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นเหยื่อจากการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ชนชั้นนำในประเทศไทยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มอย่างเหนียวแน่นทั้งสถาบันกษัตริย์, กองทัพ และนายทุนผูกขาดต่างก็มีความสัมพันธ์อันแนบแน่น

ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจึงเป็นปัญหาที่ผูกโยงเข้าด้วยกันไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดสิ่งหนึ่งแยกกันได้ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เช่น กลุ่มทุน กองทัพ และระบบกระบวนการยุติธรรม เพราะว่าอำนาจเหล่านี้ต่างเสริมกำลังกันในการต้านทานและกดปราบผู้ที่มาท้าทาย เสรีภาพในการแสดงความเห็นจะเป็นเป้าหมายแรกของพวกเขาที่ต้องการทำลาย การที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ต้องการจะปฏิรูปสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้และความพยายามที่จะขัดขวางกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทำให้เข้าใจได้ว่าสัญญาณที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคใหม่ที่ดีขึ้นนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก

แกนนำการประท้วงในปี 2563 และ 2564 ยังถูกถูกดำเนินคดีและจับกุม ผู้คนในสังคมมีปฏิกิริยาต่อปรากฎการณ์นี้อย่างไร?

บางครั้งมันยากที่จะประเมินว่าคนที่มีปฏิกิริยาอย่างไร เพราะหลายครั้งเราไม่สามารถออกจากอคติส่วนตัวของฝ่ายเดียวกันได้ (Echo Chamber) อย่างไรก็ตาม โซเชียลมีเดียยังเป็นพื้นที่หลักของการประเมินความเห็นทั่วไปของสาธารณชน เราต้องรู้ก่อนว่าโซเชียลมีเดียมีคนหลายชนชั้นมารวมกัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทุกชุด แม้กระทั่งเผด็จการทหารก็ยังฟังเสียงจากโซเขียลมีเดีย มันอาจบอกได้ว่าโซเชียลมีเดียอาจไม่ได้สะท้อนความเห็นของคนส่วนใหญ่ ทว่า ในทุกวันนี้พื้นที่นี้ก็เป็นที่ที่สามารถส่งเสียงให้ดังที่สุดได้

เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่า ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นมาในปี 2563-2564 ค่อย ๆ เสื่อมลงไปอย่างช้า ๆ ประเด็นอื่นในสังคมก็ดึงความสนใจจากประเด็นทางการเมือง เช่น เศรษฐกิจที่ถดถอย น้ำท่วมในหลายจังหวัด ฯลฯ ทว่า ก่อนที่ถึงสิ้นปี 2567 สื่อไทยที่ได้รับความสนใจที่สุดในไทยคนหนึ่งได้ตั้งคำถามในเฟซบุ๊กว่าบุคคลใดควรเป็นบุคคลแห่งปี และชื่อของอานนท์ นำภา นักกิจกรรมไทยได้รับการเสนอชื่อมากที่สุดกว่า 9,000 คน

คนไทยรู้กันดีว่าต้องไม่แสดงความเห็นทางการเมืองของตัวเองในที่สาธารณะโดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แต่สิ่งนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก การที่คนไม่ยืนเคารพเมื่อเข้าโรงภาพยนตร์เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวจากขบวนการเคลื่อนไหวประชาธิปไตย เราเชื่อว่ายิ่งนักกิจกรรมได้รับความอยุติธรรม ประชาชนก็จะยิ่งโกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ และตั้งคำถามต่อการอำนวยความยุติธรรมของศาล เช่น คำตัดสินของศาลในคดีของนักกิจกรรมถูกเอาไปเทียบกับคดีของผู้มีอิทธิพลทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผู้ซี่งไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียวจากการถูกตัดสินจำคดีแต่ได้ไปพักที่โรงพยาบาลแทนเรือนจำ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยืนหยุดขังที่เชียงใหม่เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2567

ทางเราทราบว่าคุณไม่ได้อาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานครฯ เราสงสัยว่าความคิดเห็นทางการเมืองของคนที่อยู่ในภูมิภาคอื่น ๆ ในไทยต่างจากคนกรุงเทพหรือไม่?

เราอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองของไทย ตัวเราและเพื่อนของเราทำกิจกรรมที่ชื่อว่า “ยืนหยุดขัง” มามากกว่า 3 ปีในบ้านของเรา ข้อเรียกร้องของเราก็คือต้องไม่มีนักโทษการเมือง ไม่ดำเนินคดีต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองและยกเลิกกฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ เรายืนกันทุก 1 ชั่วโมง 12 นาที ทุกวันเสาร์ที่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ตลอดเวลาที่เรายืนอยู่จะมีคนที่ผ่านไปมาเข้ามาคุยด้วยและให้กำลังใจพวกเรา รถหลายคันที่ขับผ่านจะจอดและชู 3 นิ้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการสนับสนุนในจุดยืนของพวกเรา เราคิดว่าสำหรับจุดยืนในเรื่องการเมืองระดับชาติของคนเชียงใหม่แทบไม่ต่างอะไรกับคนกรุงเทพ

ทว่า สิ่งที่ต่างมากคือพวกเราเรียกร้องให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากกว่า เมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาทั้งที่มากกว่าหรือน้อยกว่าเรา ประเทศเรามีระดับการกระจายอำนาจที่แย่มากจนเทียบไม่ได้กับประเทศอย่างอินโดนีเซีย, อินเดีย และประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้ ประเทศไทยผู้ว่าราชการจังหวัดยังถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลส่วนกลางที่กรุงเทพ และผู้คนในท้องถิ่นแทบไม่มีสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ของพวกเขา คนกรุงเทพได้สิทธิเหนือคนต่างจังหวัดมาอย่างยาวนาน ทั้งในแง่เศรษฐกิจ, การเมือง, วัฒนธรรม, การศึกษา, หรือแม้กระทั่งเรื่องภาษา คนกรุงเทพบางกลุ่มยังมองว่าคนต่างจังหวัดยังไม่มีความสามารถพอที่จะปกครองตัวเองได้ และเราคิดว่าคนกรุงเทพยังมีความคิดที่ผิดอีกอย่างคือการที่พวกเขาเชื่อว่าการให้คนในพื้นที่ตัดสินใจด้วยตัวเองจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน

คุณได้มีส่วนในการเรียกร้องความยุติธรรมและเสรีภาพในการแสดงออกมายาวนาน คุณอยากเห็นเรื่องใดที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ในประเด็นเกี่ยวกับการเรียกร้องความยุติธรรมและเสรีภาพในการแสดงออก?

สำหรับเป้าหมายระยะสั้น เราอยากเห็นการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมต่อนักโทษทางการเมืองทุกคน เราควรหาทางที่จะทำให้ผู้คนตระหนักว่า การปฏิรูปสถาบันสำคัญ ๆ อย่างสถาบันกษัตริย์, หน่วยงานความมั่นคง และระบบยุติธรรมมีผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ไม่ควรมีใครรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ผู้อยู่อาศัยในประเทศของเขา ถ้าคุณต้องการชีวิตที่ดีขึ้น คุณไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากส่งเสียงของคุณออกมา หรือคุณยอมเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงที่แสนเชื่องให้ชนชั้นนำเอาเปรียบคุณได้เสมอ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising