Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

5 ก.พ. 2568 ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี และหญิงไทยที่เป็นผู้เสียหาย ให้สัมภาษณ์กรณีการช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกหลอกไปอุ้มบุญที่ประเทศจอร์เจียแต่ถูกบังคับรีดไข่ ในรายการเจาะข่าวเด็ด ทางช่อง Mono29 ออกอากาศผ่านยูทูบ

ขณะนี้ยังมีหญิงชาวไทยอีกจำนวนกว่า 100 ชีวิตรอการช่วยเหลือ โดยมีผู้ร่วมขบวนการทั้งชาวไทยและชาวจีน

ทางด้านไทยพีบีเอสรายงานว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เบื้องต้นสั่งให้ตำรวจกองการต่างประเทศ ประสานกับตำรวจสากลในการขยายผลเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย หลังจากที่ได้ร่วมมือกับมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือมาได้เบื้องต้นแล้ว 3 คน เมื่อช่วยเหลือกลับมาก็จะเข้าสู่กระบวนซักถาม และคัดแยกว่าเกี่ยวข้องกับผู้ใดและเป็นความผิดในเรื่องใดก็จะต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย

ส่วนผู้ร่วมขบวนการที่พบว่าเป็นแอดมินคนไทยและมีการหลอกพาไป โดยมีคนไทยรอรับตัวอยู่ที่ประเทศจอร์เจียนั้น เบื้องต้นจะต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นความรับผิดชอบของพื้นที่ใด โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ค้ามนุษย์เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบอยู่ แต่หากไปเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นต้องดำเนินการไปกฎหมายนั้น หรืออาจจะพิจารณารวมเป็นเรื่องเดียวกันนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบให้แน่ชัด

โฆษณา - Advertising

จุดเริ่มต้นการช่วยเหลือ

ปวีณากล่าวว่าจุดเริ่มต้นของการเดินไปทางไปช่วยเหลือ คือวันที่ 17 กันยายน 2567 หญิงไทยหนึ่งในผู้เสียหายที่หาเงินมาไถ่ถอนตัวเองจนหลุดจากแก๊งค้ามนุษย์นี้ได้ก่อนใคร เดินทางเข้ามาที่มูลนิธิและขอให้ช่วยเหลือเพื่อนหญิงไทยอีก 3 คนที่จอร์เจีย

ปวีณากล่าวว่า หญิงไทยที่เป็นผู้เสียหายเดิมทีแค่อยากหางานทำ ไปดูในเฟซบุ๊กเห็นว่ามีงานอุ้มบุญที่ต่างประเทศ ได้เงินหลายแสน จึงตัดสินใจไป แต่เมื่อไปถึงพบว่าไม่ได้เป็นแบบที่คิด ถูกบังคับขายไข่ โดยมีการฉีดยาเข้าไปเพื่อที่จะบำรุงฮอร์โมน บำรุงไข่ เพื่อนำไข่ที่ได้ไปขายต่อเพื่อทำเด็กหลอดแก้วในประเทศที่ 3

เมื่อทราบเรื่อง ทางมูลนิธิฯ จึงประสานกับครอบครัวของผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 25 กันยายน 2567 ปวีณาพาญาติของผู้เสียหายไปร้องเรียนที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ แล้วพบว่าประเทศจอร์เจียไม่มีสถานทูต จึงมีการขอความช่วยเหลือไปยัง พล.ต.ต. สุระพันธุ์ ไทยประเสริฐ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อประสานให้ตำรวจสากลระหว่างประเทศเข้าช่วยเหลือ

ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ทีมงานตำรวจสากลจอร์เจียบุกเข้าไปที่บ้านของจีนเทา ช่วยหญิงไทย 3 คนตามที่มีรายชื่อออกมาได้สำเร็จ

โฆษณา - Advertising

“พอไปถึงมันไม่มีอุ้มบุญ มีแต่ขายไข่ เวลาขายเนี่ยส่งไปประเทศที่สาม ประเทศอะไร แล้วไข่เนี่ย จะไปทำเด็กหลอดแก้ว เด็กทารกเหล่านี้จะเอาไปทำอะไร เด็กเหล่านั้นเขาจะมีชีวิตรอดไหม เราห่วงใยทั้งผู้หญิงด้วย เด็กด้วยการขายไข่คือการขายอวัยวะ คือการค้ามนุษย์ ผิดกฎหมายอยู่แล้ว”ปวีณากล่าว

เสียงจากผู้เสียหาย

หญิงไทยที่เป็นผู้เสียหายเล่าในรายการว่า จุดเริ่มต้นคือทางฐานะทางบ้านยากจนจึงตั้งใจจะหางานทำ และไปเจอเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับงานอุ้มบุญ มีเงินเดือน 15,000-20,000 บาท รับประกันว่าถูกกฎหมาย หลังคลอดลูกจะให้เงินก้อนกลับบ้าน เมื่อไปถึงพ่อแม่ของเด็กจะมาทำสัญญากับเรา และเราก็จะอยู่ดีกินดี ซึ่งเพจดังกล่าวได้ปิดไปแล้วเมื่อวานนี้หลังจากที่มีการออกข่าว

ผู้เสียหายเล่าต่อไปว่า ตนเองรู้ข้อมูลเกี่ยวกับงานอุ้มบุญตั้งแต่ต้นปี 2567 และตัดสินใจไปช่วงปลายปีที่แล้ว รอเวลาเดินเรื่องประมาณหนึ่งเดือน

ผู้เสียหายเล่าต่อไปว่า เมื่อไปถึงจอร์เจีย เจอกลุ่มคนจีนมารับไป มีโอกาสเข้าไปบ้านพักหลังหนึ่ง มีคนไทยอยู่ 60 กว่าคน ซึ่งตนคาดว่ามีทั้งคนสมัครใจไปและถูกหลอกไป วันแรกที่ไปถึงบ้านหลังนั้น ตนมีโอกาสไปเจอคนไทยที่กลับมาจากโรงพยาบาล หญิงคนนั้นร้องไห้กลับมาแล้วนั่งปรับทุกข์กับเพื่อนที่อยู่มาก่อนประมาณ 4-5 คน ตนเองได้ฟังแล้วก็ไม่สบายใจ จึงเดินไปคุยกับหญิงคนดังกล่าว หญิงคนนั้นจึงบอกว่าเธอมาที่นี่เพื่ออุ้มท้อง แต่ว่าสภาพร่างกายไม่ไหว และทางคนจีนก็ไม่ได้ให้กลับ โดยพยายามจะให้เธอรักษาตัว แต่เธออยากกลับ ถ้าไม่ทำตามเขาบอกต้องจ่ายเงินประมาณ 70,000 บาทเพื่อแลกกับการปล่อยตัวออกมา

โฆษณา - Advertising

ผู้เสียหายเล่าต่อไปว่า ตอนนั้นตนรู้สึกกลัว เมื่อรู้แล้วว่าถูกหลอกจึงขอคนจีนเดินทางกลับ และมีปากเสียงกันเล็กน้อย คนจีนบอกว่าถ้าอยากกลับต้องจ่ายเงิน ตนก็พยายามหาเงินมาไถ่ตามที่ถูกเรียก แต่เขาก็เพิ่มยอดเงินขึ้นไปอีก ตนก็รีบหารีบจ่ายพร้อมพยายามหว่านล้อมคนจีนให้ปล่อยตนไป มิเช่นนั้นจะทางครอบครัวตนจะแจ้งความดำเนินคดี สุดท้ายลงเอยที่ตนจ่ายไป 70,000 บาทและได้ออกมา รวมเวลาอยู่บ้านหลังนั้นทั้งหมด 4 วัน

ทำไมต้องจอร์เจีย

ผู้เสียหายเล่าถึงการเดินทางว่าไปยังจอร์เจียว่า มีคนไทยพาบินไปตั้งแต่ที่ไทย มีหญิงไทยที่บินไปพร้อมกันอีก 10 คน บวกกับคนคุม 1 คน รวมตนเองเป็น 12 คน บินจากสนามบินอู่ตะเภา เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่อู่ตะเภาก็ไม่ได้ถามอะไร โดยเครื่องบินไปจอดที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากนั้นเปลี่ยนเครื่องไปลงที่ประเทศอาร์เมเนีย พักอาร์เมเนีย 4 วัน ทำทีเป็นนักท่องเที่ยว หลังจากนั้นก็เข้าจอร์เจียโดยรถไฟ เมื่อถึงจอร์เจีย มีคนจีนมารับ ถูกนำตัวไปตรวจร่างกาย ฉีดยา 2 เข็ม ถามว่าเป็นการบังคับไหม ตนก็คิดว่าเขาบังคับ เพราะไม่ได้มีการบอกว่ายาอะไร และตั้งแต่ถึงจอร์เจียก็ถูกยึดพาสปอร์ต และถูกขู่ว่าถ้าตนไปแจ้งตำรวจ ตนจะถูกจับเพราะไม่มีพาสปอร์ต ทั้งยังขู่ด้วยว่าถ้าหนีจะถูก ‘บอส’ ตัดนิ้ว

ทางด้านปวีณากล่าวว่า ทางมูลนิธิฯ ช่วยเหลือกรณีการค้ามนุษย์คนไทยในหลายประเทศ แต่ละที่ก็มีขั้นตอนในการประสานงานต่างกันไป ถ้าเป็นพม่า ทางทีมงานจะขอความช่วยเหลือผ่านทางคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา (TBC), ทหาร หรือหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ

ปวีณากล่าวต่อไปว่าในกรณีจอร์เจีย ถือเป็นประเทศที่ค่อนข้างอิสระ ตนคาดว่าเหตุผลที่กลุ่มจีนเทาเลือกจอร์เจียในการปฏิบัติการ เพราะไม่ต้องทำวีซ่าและสามารถอยู่ได้นาน ซึ่งทางทีมงานของตนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายกลับมา แต่ในการป้องกันเหตุหรือทลายกลุ่มแก๊งจีนเทา คงต้องเป็นความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ จึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย

โฆษณา - Advertising
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising