ข่าวสืบสวนร่วมกันระหว่าง Myanmar Now และประชาไท แกะร่องรอยเหตุสะเทือนขวัญเกี่ยวกับการสังหาร ทรมานแรงงานทาสในเมืองสแกมเมอร์ทางใต้ของเมืองเมียวดี เหยื่อที่ปฏิเสธทำงานอาจหมายถึงความตาย โดยผู้รอดชีวิต พยาน และแหล่งข่าวระบุว่า แก๊งสแกมเมอร์ในเมืองใหม่ ‘KK Park’ทางใต้ของเมียวดี ฆ่า ทรมาน และโยนศพเหยื่อลงแม่น้ำเมย โดยไม่มีใครต้องรับผิด
ศพลอยมาเกยตื้นริมฝั่งแม่น้ำเมย ในตอนแรก ชาวบ้านที่พบคิดว่าเป็นแค่ถุงขยะขนาดใหญ่ แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ขึ้น รูปร่างนั้นค่อยๆ ชัดเจน ขึ้นอืด ไร้ลมหายใจ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราวกลางเดือนเมษายน เมื่อเขาและชาวบ้านคนอื่นๆ มาคิดได้ว่าได้พบเจอกับอะไรอยู่
“เมื่อประมาณ 20 วันที่ผ่านมา เราก็เจอผู้ชายอีกคน” แหล่งข่าวรายหนึ่งเล่าถึงศพที่พบล่าสุดในช่วงเดือนกันยายน “นี่เห็นกับตา เขาตายคว่ำหน้าอยู่ในน้ำ ผิวขาว ตัดผมสั้นเกรียน ร่างท้วม”
ศพพัดมาเกยบริเวณที่ชาวบ้านใช้จับปลาและทำไร่ กลิ่นเหม็นคละคลุ้งอย่างรวดเร็ว และแทนที่จะรายงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งมักไม่มาตรวจสอบและไม่มีใครไว้ใจใครอยู่แล้ว พวกชาวบ้านก็ใช้ไม้ยาว ๆ ดันศพให้ลอยออกไปให้พัดหายไปกับกระแสน้ำ
ห่างกันแค่เหนือน้ำอีกไปไกล นี่คือเมืองสแกมเมอร์ “KK Park” ตั้งตระหง่านริมฝั่งเมย มีข่าวฉาวโฉ่ว่ามีเหตุทรมาน ฆาตกรรม และการหายสาบสูญมาอย่างยาวนาน และศพนี้ ก็เป็นเพียงรายล่าสุดเท่านั้น
“ไม่นานมานี้ ก่อนสงกรานต์ มีคนตายลอยน้ำมาตรงนี้อีกศพ” ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ KK Park โซน 1 ระบุ เขาอ้างว่าไม่มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ไม่ว่าจะตำรวจหรือทหาร และเท่าที่รู้ก็คือศพคงลอยไปตามน้ำ และพวกชาวบ้านก็ไม่อยากเห็นเพราะมันน่ากลัว
แม้จะมีรายงานข่าวความรุนแรงในแหล่งสแกมเมอร์เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการฆาตกรรมยังมีอยู่อย่างจำกัด จากการทำข่าวเชิงลึกร่วมกันของ เมียนมา นาว และประชาไท พบว่า มีศพนิรนามถูกพบริมแม่น้ำเมยบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณ KK Park โซน 1 และ 2 แต่แทบไม่มีใครทราบว่าพวกเขาถูกฆ่าอย่างไร
หลายคนเชื่อว่าศพเหล่านี้เหยื่อคือชาวจีนที่ถูกกักขังไว้ในภายในฐานสแกมเมอร์แห่งนี้ ที่อยู่ทางใต้ของเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ที่บางครั้งพวกเขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำเพื่อหลบหนีเข้ามาฝั่งไทย ทำให้สัญญาณเตือนดังขึ้น ก่อนที่การ์ดติดอาวุธจะตามไปลากตัวกลับมา บางศพจึงถูกโยนทิ้งไว้ตามริมตลิ่ง ซึ่งทุกวันนี้กำลังกลายเป็นสุสานเงียบของเหยื่อไร้ชื่อ
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ รวมถึงอดีตการ์ดประจำตึกสแกมเมอร์ ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวถึงวิธีการลงโทษและสังหารเหยื่อ ก่อนจะนำศพไปกำจัด เราตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้กับชาวบ้านที่เคยพบศพลอยน้ำ และผู้เชี่ยวชาญต่อต้านการค้ามนุษย์ที่ยืนยันว่าการหายสาบสูญยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แหล่งข่าวหลายรายขอสงวนนามด้วยความกลัวว่าจะถูกเอาเรื่อง
แทบไม่มีเหตุการณ์ใดในฝั่ง KK Park เมืองใหม่ทางใต้ของเมียวดีที่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านหวาดกลัวเกินกว่าจะพูดถึงเรื่องนี้ หลายคนเชื่อว่าทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายความมั่นคงต่างก็เพิกเฉย หรือมีเอี่ยวเสียเอง การไม่มีบันทึกหรือรายงานใด ๆ สะท้อนบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและสภาพไร้ขื่อแปที่ปกคลุมพื้นที่แห่งนี้อยู่

ชาวบ้านระบุว่า มีศพลอยน้ำโผล่ขึ้นมาหลายครั้งในช่วงริมน้ำเมย ฝั่ง อ.แม่สอด ตรงข้ามกับคอมเพล็กซ์ KK Park ทางใต้ของเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า (ภาพ: คาเลบ ควินลีย์/Myanmar Now)

ชายสองคนยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียง ในอาคารที่ปิดล็อกทางเข้าออกและคุ้มกันแน่หนาภายในกลุ่มอาคาร “KK Park 1” ทางตอนใต้ของเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก จากจุดนี้ไม่กี่เมตร มีการพบศพลอยแม่น้ำเมย (ภาพ: ซอ แดเนียล/Myanmar Now)
KK Park โซน 1 เป็นอาคารคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านริมแม่น้ำเมย มองไปที่ระเบียงอาคาร มีผู้ชายบางคนออกมายืนพิงหน้าต่างติดเหล็กดัด สูบบุหรี่ระหว่างช่วงพัก อาคารสูงถูกเสริมความแข็งแรงรอบด้าน มีการวางลวดหนามบนกำแพง กล้องวงจรปิดสอดส่องทุกทิศทุกทาง บนหลังคามีเสาและจานรับสัญญาณ Starlink อยู่หลายจุด ขณะที่ในอาคารมีเสียงเครื่องปั่นไฟคำรามอย่างต่อเนื่อง
ผู้ที่อาศัยอยู่ไม่ไกลจากใต้เงาตึกหลังนั้นระบุว่า แม้จะไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน แต่ก็รู้ได้ว่านี่คือสถานที่อันตรายและไม่อยากข้องแวะด้วย
“เราคิดว่ามันคงเหมือนสถานที่เล่นพนันอะไรแบบนั้น แต่เราไม่เห็นข้างใน เข้าไปก็ไม่ได้” หญิงชาวพม่ารายหนึ่งกล่าว “บางครั้งมีคนพยายามหนี เราจะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนดังลั่น แต่พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น ก็ถูกลากกลับไปทุกที”
ชาวบ้านอีกรายเล่าว่า การพบศพลอยน้ำแทบกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
“สามเดือนที่แล้ว เราเจอศพสามศพตรงจุดเดียวกัน” เขากล่าว “สองปีที่ทำงานอยู่ในแม่สอด ผมเห็นศพตรงนี้กับตาอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดศพ”
อีกแหล่งข่าวหนึ่งบอกกับ เมียนมา นาว ระบุว่า บางศพมีร่องรอยคล้ายถูกจงใจสังหาร บางรายถูกมัดมือไพล่หลังใส่กุญแจมือ และบางครั้งพบศพหลายศพผูกติดกันด้วยเชือก
เจคอบ ซิมส์ (Jacob Sims) นักวิจัยรับเชิญภายใต้โครงการเอเชียเซ็นเตอร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านองค์กรสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุจำนวนการสังหารหรือรูปแบบการกระจายของเหตุการณ์ทั้งหมดได้ แต่จำนวนที่พบอย่างต่อเนื่องบ่งชี้ถึงรูปแบบที่ชัดเจน ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการดำเนินธุรกิจอาชญากรรมในภูมิภาคนี้
แม้แก๊งอาชญากรข้ามชาติจะเป็นผู้ลงมือสังหารหลัก แต่คำให้การหลายส่วนโยงไปถึงบทบาทของกองกำลังติดอาวุธในพม่า ทั้งกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA และกองกำลังพิทักษ์ชายแดน/กองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือ BGF/KNA ที่ถูกกล่าวหาว่าคุ้มครองกลุ่มสแกมเมอร์เพื่อแลกผลประโยชน์ ทั้งช่วยดูแลอาคารที่ตั้งของแหล่งสแกมเมอร์ อำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายขนคนข้ามแดน และปกป้องแกนนำขององค์กรอาชญากรรมให้รอดพ้นจากการถูกจับกุม
“การโยนศพลงแม่น้ำสะท้อนว่าพวกเขาไม่เกรงกลัวผลลัพธ์ใด ๆ” ซิมส์ระบุ “มันคือการเอาหลักฐานไปทิ้งไว้กลางสาธารณะ พฤติกรรมนี้พบได้ทั้งในเมียวดีและกัมพูชา แสดงถึงความมั่นใจของอาชญากรที่พ้นจากการรับผิดโดยสิ้นเชิง”
ไม่มีใครหนีรอดได้
อ.แม่สอด จ.ตาก เมืองชายแดนไทย-พม่า พื้นที่ที่เต็มไปด้วยการผ่านทางและความตึงเครียด คนหลบหนีสงครามข้ามแดนเข้ามาหลบภัย แรงงานข้ามชาติเข้ามารับจ้างทำงานค่าแรงถูก และเครือข่ายลักลอบขนสินค้าเถื่อน ตั้งแต่พลอย อาวุธ ไปจนถึงยาบ้า ล้วนต้องผ่านพื้นที่นี้
ท้องถนนเต็มไปด้วยร้านค้า ตลาดขายของจากพม่า เอ็นจีโอ เซฟเฮาส์ ให้ภาพเมืองที่ไม่มีวันหลับ และซ้อนทับกันหลายมิติ ด้านหนึ่งคือศูนย์กลางด้านมนุษยธรรม อีกส่วนหนึ่งคือแหล่งซื้อขายของเถื่อนในเงามืด เมืองนี้เป็นฐานของนักกิจกรรมและสื่อพลัดถิ่นจากพม่ามายาวนาน เป็นทั้งทางรอดของผู้หนีภัยจากสงครามกลางเมืองจากพม่า และแถวหน้าของเศรษฐกิจผิดกฎหมายในภูมิภาค
ในจากการสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่พำนัก หรือเคยพำนักอยู่ในแม่สอดตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ ทีมผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลว่ามีการฆาตกรรมต่อเนื่องเกิดขึ้นในเมืองใหม่แหล่งอาชญากรรมของคนจีน โดยเฉพาะใน KK Park
ซามูเอล* (นามสมมติ) อดีตการ์ดรักษาความปลอดภัย ภายในตึกสแกมเมอร์ที่ฉาวโฉ่แห่งหนึ่งในฝั่งเมียวดี เล่าว่า เขาพบเห็นการทรมานเป็นระบบ การสังหาร และความร่วมมือกันระหว่างแก๊งจีนเทากับกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่น เขาถูกจ้างให้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่กลับต้องมาเป็นประจักษ์พยานของความโหดร้ายที่ทำให้ผู้คนหลายพันชีวิตถูกขังอยู่ภายใน
“พอเข้ามาแล้ว ไม่มีทางออก ถ้าทำยอดไม่ได้ หรือหาคนมาให้หลอกไม่ได้ ก็จะถูกส่งให้การ์ดจัดการ จากนั้นก็ถูกตีด้วยเหล็กกับเครื่องช็อตไฟฟ้า” ซามูเอลบอก
“มันเป็นเหมือนคุก ที่ไม่มีใครหนีรอด ฐานสแกมเมอร์ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลัง BGF พวกการ์ดอย่างพวกผมไม่ถูกเลี้ยงดูแบบแย่นัก แต่ถ้านายหรือหัวหน้าแก๊งสั่งให้ทำร้ายใคร เราก็ต้องทำ” ซามูเอลอธิบายต่อ
“ถ้าเกิดไม่ทำ นายก็จะไม่ไว้ใจเรา ส่วนคนที่ยอมทำตามคำสั่ง ก็ต้องเป็นผู้ลงมือทรมาน เขาบังคับให้เราดูตอนเหยื่อถูกซ้อมด้วย”
ซามูเอลเล่าว่า ในแต่ละวันมีการกำหนดเป้าของงานต้มตุ๋นหลอกลวงอย่างเคร่งครัด หากทำไม่ได้ ครั้งแรกจะถูกเตือน จากนั้นถูกหักค่าจ้าง และถ้ายังทำยอดไม่ได้ ก็ถูกซ้อมหนัก คนที่ทนไม่ไหวมักพยายามหนี แต่ไม่มีใครหนีพ้น
ผู้ที่หนีถูกจับได้ จะถูกขังในห้องมืดแคบ ๆ ไม่มีน้ำหรืออาหารให้กิน จนกว่าจะยอมทำงานต่อถึงจะได้กินหรือดื่ม หลังจากถูกปล่อยตัว หลายคนก็ยังพยายามหนีอีก แต่ก็มักถูกจับกลับมา หรือถูกฆ่าทิ้งทันที ตามคำให้การของซามูเอล

หนึ่งในอาคารที่อยู่ใน KK Park ที่เหยื่อถูกกักขังและบังคับให้ทำงานอย่างยาวนาน หลายคนถูกค้ามนุษย์เข้ามา และบางรายถูกสังหาร (ภาพ: ซอ แดเนียล / Myanmar Now)
“นายเอาศพมาเรียงอยู่หน้าตึกให้เป็นบทเรียน” เขากล่าว “ทุกคนถูกสั่งให้ดู พวกเจ้านายจะบอกว่า ‘นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าคุณหนี’ บางครั้งศพจะถูกใส่โลงฝัง แต่บ่อยครั้งกว่านั้นคือถูกโยนลงแม่น้ำเมย”
แหล่งข่าวอีกรายที่มีข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับการสังหารและขอสงวนชื่อเพราะกลัวถูกเอาคืน เล่าว่าเคยเกิดเหตุโหดร้ายหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งชายหนุ่มที่ถูกขังไว้ในตึกสแกมเมอร์ โทรหาแม่ด้วยอาการตกใจและบอกว่าไม่ปลอดภัย แต่วันต่อมา ศพของเขาถูกพบที่ฝั่งไทยของแม่น้ำเมย ต่อมามีรายงานว่าชาวจีนเป็นผู้เก็บศพไป พร้อมเตือนแม่ผู้ตายว่าอย่าไปแจ้งเจ้าหน้าที่ และให้เผาศพทันที
“แม้เราพิสูจน์ได้เพียงเคสเดียว ก็อาจเปิดโปงเครือข่ายที่ใหญ่กว่านี้ได้” แหล่งข่าวที่มีส่วนร่วมในการสืบสวนกล่าว
แต่การพิสูจน์ว่าผู้ใดเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารเหล่านี้เป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากขาดหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และคำให้การของพยานที่ยากจะยืนยันในภายหลัง เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและกลุ่มต่อต้านการค้ามนุษย์จึงมีความยากลำบากในการตามจับผู้กระทำความผิด
จูดาห์ ทานา ผู้อำนวยโครงการ Global Advance Projects องค์กรทำงานด่านหน้าต่อต้านการค้ามนุษย์ กล่าวว่า ความโหดร้ายที่กระทำต่อผู้ถูกกักขังเพื่อกดดันไม่ให้หนีนั้น นับวันก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“มันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แถมซาดิสม์วิปริตมากขึ้น มีการถ่ายคลิปเพื่ออวดหัวหน้าแก๊งว่า ‘นี่คือสิ่งที่ผมทำ’” ทานากล่าว “และต่อมามันก็กลายเป็นการฆาตกรรมด้วย พวกเขาถ่ายคลิปจริง ๆ เช่น ใช้ฝักบัวน้ำร้อนลวกคนราวเจ็ดนาทีจนตาย”
ทานาอธิบายว่า ถึงแม้การสังหารในแหล่งสแกมเมอร์จะไม่เกิดขึ้นทุกวัน แต่ก็เกิดขึ้นบ่อยพอที่จะสร้างความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง แม้จำนวนการฆาตกรรมจะไม่สูง แต่ความสม่ำเสมอก็เพียงพอที่จะสร้างความหวาดหวั่นให้กับเหยื่อทุกคนที่อยู่ข้างใน
“ถ้าคุณอยู่ในทีมสแกมเมอร์ 13 คนและเป้าหมายของพวกคุณคือหาเงิน 400,000 ดอลลาร์ให้กลุ่ม เพียงแค่เอาหนึ่งคนออกไปฆ่า แล้วหันกลับมาบอกคนที่เหลือว่า ‘คุณจะเป็นรายต่อไปถ้าไม่ทำงาน’” เขากล่าว

ภาพถ่ายดาวเทียมของเมืองสแกมเมอร์ KK Park ทางตอนใต้ของเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง (ภาพ: Google Earth)
เมืองคนบาป
พื้นที่เมืองใหม่ KK Park และเมืองชเวก๊กโก่ ซึ่งอยู่นอกเมืองเมียวดี ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยกองกำลังกะเหรี่ยง BGF และกลายเป็นที่อื้อฉาวในฐานะแหล่งค้ามนุษย์ ใช้แรงงานบังคับ และฉ้อโกงทางการเงินออนไลน์ ผู้นำของกองกำลัง BGF และ DKBA ถูกสงสัยมาโดยตลอดว่ามีส่วนให้ความคุ้มครองให้แก๊งอาชญากรรมฉ้อโกงเหล่านี้
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่นานาชาติเริ่มให้ความสนใจความไม่ชอบมาพากลตามแนวชายแดนไทย-พม่า กองกำลังกะเหรี่ยง BGF และกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธอื่นๆ ได้จัดการประชุมฉุกเฉินร่วมกับชาวจีนที่ทำธุรกิจอยู่ในพื้นที่ของตน เพื่อขอรับรองว่าพวกเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการฉ้อโกงหลอกลวงหรือการค้ามนุษย์ ไม่กี่เดือนต่อมา ได้มีการเปิดปฏิบัติการบุกตรวจค้นศูนย์หลอกลวงทั่วเมืองเมียวดี รวมถึงเมืองใหม่อื้อฉาวทั้งชเวก๊กโก่ และ KK Park
แต่ทั้งการกลับมาของการค้ามนุษย์เป็นล่ำเป็นสันในเมืองเมียวดี และการขยายการก่อสร้างของตึกสแกมเมอร์ ก็เป็นสิ่งขัดแย้งกับคำอ้างของผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยง BGF และ DKBA ที่ว่า พวกเขากำลังพยายามควบคุมอาชญากรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะเชื่อว่าพวกเขามีความตั้งใจจริงในการจัดการกับอาชญากรรมหรือการละเมิดที่เกิดขึ้นภายในเมืองสแกมเมอร์เหล่านี้
หลังการกวาดล้างเมื่อต้นปี 2568 สิ้นสุด มีผู้ถูกปล่อยตัวประมาณ 5,000–6,000 คน และได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศของตน ขณะเดียวกัน ชาวจีนหลายร้อยคนที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมก็ถูกจับกุม อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าวิกฤตนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยยังมีผู้คนอีกหลายแสนคนที่ถูกกดขี่ใช้แรงงานในเมืองสแกมเมอร์ที่อยู่ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 100,000 คน ที่ทำงานสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนไทย–พม่า
ทีมผู้สื่อข่าวยังตรวจพบอาคารสแกมเมอร์แห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นในปีนี้ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านพะลอโด เขตเมืองเมียวดี โดยมีทหารติดอาวุธในเครื่องแบบที่มีตราสัญลักษณ์ DKBA คุ้มกันอย่างแน่นหนา ชาวบ้านระบุว่าพวกเขาเห็นเยาวชนจำนวนมาก บางคนอายุน้อยเพียง 13 ปี อยู่ภายในตึกแห่งนั้น

ตึกสแกมเมอร์หลังใหม่ สร้างขึ้นกลางหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งคุมพื้นที่โดยกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA พยานในพื้นที่ระบุว่าเห็นเด็กอายุน้อยถูกค้ามนุษย์อยู่ในแหล่งสแกมเมอร์แห่งนี้ (ภาพ: ซอ แดเนียล/Myanmar Now)
แม้จะมีการกวาดล้างหลายครั้ง แต่ตึกสแกมเมอร์แห่งใหม่ ก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเงียบ ๆ ทั่วพื้นที่เมียวดี ทว่าเมืองใหม่ KK Park ยังคงเป็นแหล่งสแกมเมอร์ที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าน่ากังวลที่สุด เพราะเชื่อกันว่ายังเป็นสถานที่ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นอยู่
เอมี มิลเลอร์ ผู้อำนวยการภูมิภาคขององค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ Acts of Mercy กล่าวว่า “มีเมืองสแกมเมอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ตรงแนวชายแดนแห่งนี้ เริ่มต้นจาก KK Park แล้วขยายต่อไปจนกลายเป็น KK Park โซน 1, 2, 3 และ 4 ตอนนี้เรามี KK Park โซน 5 และโซน 6 แล้ว”
มิลเลอร์กล่าวถึงเหล่าหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์ด้วยว่า “เหมือนหลุดมาจากบ้านเมืองป่าเถื่อนโหดร้าย ไร้ซึ่งความเป็นคนโดยสิ้นเชิง เหยื่อที่รอดชีวิตทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า (หัวหน้าแก๊ง) ไม่มีความเป็นมนุษย์เอาเสียเลย” มิลเลอร์ได้ยินเหยื่อที่ได้รับความช่วยเหลือเล่าเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงวิธีที่แก๊งชาวจีนกระทำกับเหยื่อแรงงานสแกม
มิลเลอร์อธิบายว่า แก๊งค้ามนุษย์ผู้ค้ามนุษย์ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าเหยื่อที่ถูกกักตัวในตึกสแกมเมอร์ เพราะเหยื่อถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้ แต่จะใช้การข่มขู่และความรุนแรงเพื่อควบคุมแรงงานทาสสแกมเมอร์เหล่านี้แทน ซึ่งการเสียชีวิตจำนวนมากมักเกิดจากการทุบตีหรือทรมานอย่างหนักมากกว่าจะเป็นการตั้งใจสังหาร
เธอกล่าวด้วยว่า แม้การฆ่าอย่างเป็นกิจวัตรจะบ่อนทำลายรูปแบบธุรกิจเช่นนี้ แต่ก็ยังมีการฆ่าเหยื่อแรงงานสแกมเมอร์ยังเกิดขึ้นอยู่ และยังมีการฆ่าตัวตาย เป็นอีกเหตุสลดหนึ่ง โดยเฉพาะในตึกสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ที่บริหารโดยชาวจีนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งมีเหยื่อบางรายกระโดดตึกหรือแขวนคอตาย ทีมของเธอมักได้รับการขู่ฆ่าตัวตายจากคนที่ติดอยู่ข้างใน และบางครั้งก็พบเห็นเหตุการณ์จริงด้วย
“มีทั้งการทรมานทางจิตใจและทางร่างกายเกิดขึ้นมากมาย” มิลเลอร์กล่าว พร้อมเสริมว่า การทำร้ายถูกใช้ทั้งเพื่อเป็นการลงโทษและเพื่อกระตุ้นให้เหยื่อทำงานหนักขึ้น “และยังมีความโหดร้ายสุดวิปริตแฝงอยู่ในสถานที่ไร้ขื่อแปเหล่านี้ ที่พวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจ”
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- แก๊งสแกมเมอร์ย้ายฐานจากชเวก๊กโก่ หลังเจอสถานการณ์ไม่เป็นใจ
- ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี: ทุนสีเทาลอดเร้นรัฐและข้อคำนึงก่อนเปิดเสรีบ่อนการพนัน
- จบภารกิจ หลิว จงอี้ เตรียมส่งกลับคนจีนเกี่ยวพันสแกมเมอร์ กัณวีร์-โรม กังวลไทยไร้ข้อมูลสืบต่อ
- เปิดกลลวงงานสบายรายได้ดี หลอกวัยรุ่นเกาหลีใต้ไปเป็นแรงงานทาส ‘สแกมเมอร์’ ในกัมพูชา
- คุยกับ 'กัณวีร์ สืบแสง' เมื่อสแกมเมอร์พม่ายังไม่ตาย ชูข้อเสนอ '4 ตัด' ปราบขบวนการ
- เผยคัดกรองต่างชาติหนีเข้าไทยจาก KK Park ไปแล้ว 124 คน เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ 2 คน

เมืองใหม่ชเวก๊กโก่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าแทบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นจากเงินที่มาจากการหลอกลวงทางออนไลน์ ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย–พม่า ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก พื้นที่ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีเหยื่อจากการค้ามนุษย์หลายพันคนถูกกักขังอยู่ (ภาพ: คาเล็บ ควินลีย์ / Myanmar Now)

พ.อ.ซอชิดตู่ ผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยง BGF (ซ้าย) เข้ารับรางวัลเกียรติยศจาก พล.อ. มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า เมื่อเดือนมกราคม 2566 กองกำลัง BGF ซึ่งอยู่ฝ่ายเดียวกับกองทัพพม่า มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองศูนย์หลอกลวงที่ดำเนินการโดยชาวจีนในรัฐกะเหรี่ยง (ที่มา: แฟ้มภาพ/Myanmar Now)
ช่องว่างทางกฎหมาย และการลอยนวลพ้นผิด
ภาสกร ญี่นาง และ รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า มีช่องว่างของเขตอำนาจศาลไทย และประกอบกับการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ทำให้คดีฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับฐานสแกมเมอร์ชายแดนหลายกรณีไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้
อาจารย์ภาสกร ญี่นาง อธิบายว่า กฎหมายไทยจะสามารถดำเนินคดีได้ก็ต่อเมื่อส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร แต่หากการฆาตกรรมเกิดขึ้นทั้งหมดในฝั่งพม่า “ศพที่ลอยน้ำมา (ตามแม่น้ำเมย) เป็นแค่หลักฐานที่เข้ามาอยู่ในฝั่งไทย” ซึ่งโดยผลของหลักดินแดนในกฎหมายอาญา รัฐไทยทำอะไรไม่ได้
ภาสกรระบุว่า กฎหมายไทยอาจมี “จุดเกาะเกี่ยวให้บังคับใช้กฎหมาย” หากผู้ตายหรือผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย หรือหากมีการหลอกลวงหรือชักชวนให้เหยื่อไปทำงานตั้งแต่ในประเทศไทย และอีกช่องทางเอาผิดในประมวลกฎหมายอาญาก็ระบุไว้ในมาตรา 7 ว่า หากความผิดนั้นกระทำนอกราชอาณาจักรแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง การก่อการร้าย ก็ต้องรับโทษในราชอาณาจักร
รศ.ดร.ทศพล เสริมว่า ทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 7 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ สามารถใช้บังคับได้หากความรุนแรงเกิดจากขบวนการค้ามนุษย์ โดยเน้นย้ำว่าจำเป็นต้องมีการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ หลีกเลี่ยงการสมรู้ร่วมคิด และตรวจสอบการทุจริตที่เกี่ยวข้อง “เมื่อเกิดคดีใหญ่ หรือรัฐไทยถูกกล่าวหาว่าปล่อยปะละเลย รัฐไทยก็ต้องทำให้เห็นว่ามีการเอาจริงเอาจัง มีการป้องกันไม่ให้เกิดการขนคนผ่านทางหลวง ด่านข้าม พิสูจน์ให้เห็นว่าไทยไม่มีส่วนร่วมกับการค้ามนุษย์” ทศพลกล่าว
นักวิชาการด้านกฎหมายยังเห็นตรงกันว่าการทุจริตคืออุปสรรคสำคัญที่สุด โดยทศพลเห็นว่าอาชญากรรมข้ามชาติสามารถอยู่รอดได้เพราะการ “สร้างสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ” เขาเสนอด้วยว่า ทางการควรจัดทำบัญชีดำเครือข่ายเหล่านี้ ตรวจสอบผู้เดินทางอย่างเข้มงวด และควบคุมด่านพรมแดนอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้พาคนข้ามแดนผ่านไทยไปตายในดินแดนอื่นได้
โครงการ KK Park ถูกระบุว่าเป็น จุดศูนย์กลางของความรุนแรง ในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยบริหารโดยนักลงทุนชาวจีนที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรม และดำเนินงานภายใต้การคุ้มครองของกองกำลังกะเหรี่ยง BGF และ DKBA ซึ่งกลายเป็นฐานใหญ่ของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ออนไลน์
ทางตอนเหนือของเมียวดี เป็นที่ตั้งของเมืองใหม่ชเวก๊กโก่ที่ตั้งตระหง่านริมแม่น้ำเมย ที่นี่ก็ถูกกล่าวหาว่ามีการฉ้อโกงและใช้ความรุนแรงไม่ต่างกัน โครงการพัฒนาเมืองใหม่นี้อยู่ภายใต้บริษัท หยา ไท่ อินเตอร์เนชันแนล ที่ก่อตั้งโดย เฉอ เจ้อเจียง (She Zhijiang) นักธุรกิจชาวจีนและผู้ต้องหาหลบหนีคดี ซึ่งถูกจับโดยทางการไทยในปี 2565 โดยขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ และมีข่าวทางการจีนต้องการให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
พ.อ.ซอชิดตู่ (Saw Chit Thu) ผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยง BGF ก็ถูกมองว่าเป็น ผู้เล่นหลัก ในเครือข่ายนี้ เขาถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับกลุ่มที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารพม่าและเครือข่ายอาชญากรรมจีน โดยมีแรงจูงใจจากผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าความต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังของตน
กองกำลังกะเหรี่ยง DKBA เองก็ได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจหลอกลวงเหล่านี้เช่นกัน โดยให้ที่ดินและการคุ้มครองกับผู้ประกอบการชาวจีน พร้อมเพิ่มกำลังพลและเข้มงวดการควบคุมแนวชายแดนมากขึ้น
ข้อมูลจากศพที่ถูกพบและคำให้การของผู้รอดชีวิตแต่ละราย สะท้อนให้เห็นถึง การใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกันเป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ในระหว่างที่ผู้สื่อข่าวกำลังรวบรวมข้อมูลจนถึงก่อนการนำเสนอข่าวในภาคภาษาอังกฤษ ผู้สื่อข่าวได้ขอสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงฝั่งไทยซึ่งปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยอ้างว่าเป็นเรื่องความมั่นคง นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังติดต่อขอสัมภาษณ์ตำรวจในพื้นที่ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ โดยการนัดหมายสัมภาษณ์ถูกเลื่อนออกไป
กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคเป็นธรรม ยอมรับว่าแม้จะมีการกวาดล้างหลายครั้ง แต่การทรมานและการสังหารยังคงเกิดขึ้นภายในศูนย์สแกมเมอร์ฝั่งพม่าอย่างต่อเนื่อง
กัณวีร์ ซึ่งมีบทบาทประสานงานช่วยเหลือเหยื่อสแกมเมอร์ และรวบรวมหลักฐานภาคสนาม เปิดเผยว่า เครือข่ายอาชญากรรมได้กลับมาดำเนินการอีกครั้งทั้งที่ ชเวก๊กโก่ และ KK Park พร้อมทั้งมีแหล่งสแกมเมอร์แห่งใหม่เกิดขึ้นที่เมืองพญาตองซู หรือด่านเจดีย์สามองค์ ทางตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยง
“ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาอีกครั้ง… และอาจใหญ่กว่าเดิมด้วยซ้ำ” เขากล่าว โดยอ้างถึงเหตุช่วยเหลือคนไทย 16 คนจากฝั่งเมียวดีเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มที่เหยื่อชาวไทยถูกล่อลวงไปค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น โดยเขาประเมินว่าในแต่ละวันมีเคสทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นห้าถึงสิบกรณีต่อวัน
เขายังได้เปิดคลิปวิดีโอการทำร้ายเหยื่อแรงงานสแกมเมอร์คนไทยให้ผู้สื่อข่าวดู โดยระบุว่าคลิปที่ได้ มาจากฝั่งกัมพูชา พร้อมกล่าวด้วยว่าในแหล่งสแกมเมอร์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลัง DKBA ซึ่งมีการช่วยเหลือเหยื่อได้ 262 คนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่าร้อยละ 80 ของเหยื่อมีบาดแผลให้เห็นอย่างชัดเจน
“เราเคยได้ยินว่ามีการเสียชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่คอนเฟิร์มว่าเท่าไร มีแน่นอน โดนขนาดนั้น” กัณวีร์กล่าวกับผู้สื่อข่าว
เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และ ตำรวจสากล (Interpol) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการสอบสวนคดีข้ามพรมแดนและเพิ่มการคุ้มครองเหยื่อ เขายังเสนอให้รัฐบาลไทยใช้ กลไกการคัดกรองระดับชาติ (National Screening Mechanism) แบบเชิงรุก เพื่อระบุเหยื่อค้ามนุษย์และรวบรวมข้อมูลจากผู้รอดชีวิต
“รัฐบาลไทยต้องยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ” เขากล่าวเพิ่มเติม “ประเทศไทยได้กลายเป็นทั้ง จุดผ่านทางและแหล่งต้นทาง ของเครือข่ายหลอกลวงและทรมานระดับภูมิภาค เราต้องตัดทุกสายใยที่ทำให้อาชญากรรมเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้”
กลับมาที่แม่สอด ซามูเอล อดีตการ์ดรักษาความปลอดภัยในตึกสแกมเมอร์ ยังคงพยายามหางานที่มั่นคงและสุจริตกว่าเดิม ใบหน้าของเหยื่อที่ถูกทรมานและถูกฆ่ายังตามหลอกหลอนเขา เป็นเครื่องเตือนใจถึงเหตุผลที่เขาไม่อาจอยู่ในโลกแห่งนั้นได้อีกต่อไป ถึงกระนั้น ความสิ้นหวังก็เป็นสิ่งที่พาเขาเข้าไป และความสิ้นหวังเช่นกัน ก็ยังคงพาคนอื่น ๆ ให้เข้ามาติดอยู่ในกับดักเดียวกัน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
“หลังจากทำงานอยู่ที่นั่นมาพอสมควร ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมถูกบังคับให้ทำมันไม่ถูกต้อง” เขากล่าว “จากภายนอก คนอาจเห็นแค่ตึกกาสิโน แต่เบื้องหลังนั้นเป็นความดำมืด เป็นสถานที่ทำงานสุดเลวร้าย ผมจึงตัดสินใจออกมา”
หมายเหตุ – ล่าสุดในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ที่กองทัพพม่าเดินหน้าตรวจค้นเมืองใหม่ KK Park และใช้ระเบิดถล่มอาคาร KK Park อย่างต่อเนื่อง จนมีผู้ที่เคยอยู่ในเมืองเหล่านี้หลบหนีเข้าไปอยู่ในเมืองเมียวดี รวมทั้งข้ามฝั่งเข้ามาในฝั่งไทย
