ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาให้ 'พิรงรอง' กรรมการ กสทช. มีความผิด ม.157 จำคุก 2 ปี ไม่รอการลงโทษ จากกรณีที่ กสทช. ออกหนังสือถึงผู้ประกอบการทีวี 127 แห่ง ตรวจสอบการนำรายการขึ้นแพลตฟอร์ม True ID โดยศาลพิเคราะห์ กสทช.ยังไม่ได้กำหนดมาตรการเรื่อง OTT และการออกหนังสือถึงช่องทีวีมีเจตนากลั่นแกล้งทรู
6 ก.พ.68 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งขัน ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาคดีที่บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม True ID ยื่นฟ้อง พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จากกรณีให้สำนักงาน กสทช.ออกหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลและวิทยุ 127 แห่งให้ตรวจสอบการแพร่เสียงแพร่ภาพผ่านการให้บริการกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (IPTV) และแอพพลิเคชั่น True ID ที่ให้บริการภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Over The Top หรือ OTT) โดยมีการระบุว่าทางบริษัททรูยังไม่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.
พิรงรอง รามสูต (ที่มา: สำนักงาน กสทช.)
ทางฝ่ายทรูฯ ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีฟ้องว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลย ส่งผลให้ผู้ให้บริการ TV ที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช.เกิดความเข้าใจผิดว่าโจทก์กระทำผิดกฎหมายจนชะลอการทำสัญญากับทรูสร้างความเสียหายให้กับบริษัท ทั้งที่ กสทช.ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุมการให้บริการแบบ OTT การให้บริการของบริษัทจึงไม่ต้องขอรับอนุญาต และทรูฯ เห็นว่าการกระทำดังกล่าวมีพฤติการณ์ที่แสดงถึงความมีอคติ และความไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากพิรงรอง มีการพูดในที่ประชุมทั้งคำว่าตลบหลัง และล้มยักษ์ ซึ่งหมายถึงบริษัท
ทั้งนี้ ศาลได้พิจารณาถึงประเด็นที่ประชุมของอนุกรรมการที่พิรงรอง เป็นประธานการประชุมประเด็นการตรวจสอบการให้บริการของ True ID โดยในที่ประชุมมีการแสดงความเห็นกันแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากยังมีผู้ให้บริการรายอื่นที่ให้บริการในลักษณะเดียวกัน ถ้าไม่ดำเนินการตรวจสอบก่อนและยกเพียงกรณีของ True ID เพียงรายเดียวอาจส่งผลกระทบตามมา ที่ประชุมจึงมีมติให้ทางสำนักงานไปศึกษาก่อนนำเรื่องกลับเข้าที่ประชุมอีกครั้ง
ศาลระบุว่าเห็นได้ว่าที่ประชุมยังไมไ่ด้มีมติให้ทางบริษัททรู ต้องมาขออนุญาต อีกทั้ง กสทช. ก็ยังไม่ได้มีการนิยามถึงการให้บริการแบบ OTT จึงรับฟังได้ว่าทาง กสทช.ยังไม่ได้กำหนดมาตรการสำหรับการดำเนินการแบบ OTT การให้บริการของทรูจึงยังไม่ต้องขออนุญาต
อย่างไรก็ตาม ต่อมาทาง กสทช.ได้ดำเนินการออกจดหมายถึงผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์และวิทยุ 127 แห่งที่ได้รับใบอนุญาต
นอกจากนั้น ศาลเห็นว่ามีพยานจากสำนักงาน กสทช.มาเบิกความว่า พิรงรอง ได้เร่งรัดให้ทางสำนักงานออกหนังสือถึงผู้ประกอบการทั้ง 127 แห่งด้วย แต่พยานเห็นว่าไม่ได้มีมติที่ประชุมให้ดำเนินการดังกล่าวทำให้การประชุมครั้งต่อมาจำเลยได้มีการตำหนิในที่ประชุม จากนั้นได้มีประชุมรับรองรายงานการประชุมแล้วมีการแก้ว่าให้ทำหนังสือถึงผู้ประกอบการ
ศาลได้อ่านข้อความที่เป็นประเด็นที่ทางฝ่ายบริษัทนำมาเป็นหลักฐานกล่าวหาว่า พิรงรองมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทให้ได้รับความเสียหายด้วย โดยในข้อความดังกล่าวเป็นประเด็นที่พิรงรอง กล่าวถึงการประเด็นการบังคับใช้กฎหมายและกฎ Must Carry กสทช.ที่ผู้ได้รับใบอนุญาตบริการโทรทัศน์จะต้องปฏิบัติตามว่าทำได้หรือไม่อย่างไร และการที่ทรูเปิดบริการ OTT ผ่านแอป True ID โดยในข้อความที่ศาลอ่านนั้นก็มีคำว่า "ตลบหลัง" และ "ล้มยักษ์" อยู่ด้วย
ทั้งนี้ ศาลระบุด้วยว่าข้อต่อสู้ของพิรงรอง ที่ให้การว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าว ไม่ได้มีการไปเร่งรัดสำนักงานให้ส่องจดหมายออก รวมถึงการพูดดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นหลังการประชุมนั้น เป็นการให้การกลับไปกลับมา ศาลจึงเห็นว่าด้วยพยานหลักฐานจำเลยมีความผิดตามฟ้อง
ศาลจึงพิพากษาว่า พิรงรอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
หลังศาลอ่านคำพิพากษาทางทนายความได้ดำเนินการทำเรื่องขอประกันตัวต่อไป
'สภาผู้บริโภค' หวั่นสร้างบรรยากาศความกลัว
สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ให้สัมภาษณ์หลังร่วมฟังคำพิพากษาว่า รู้สึกผิดหวังเพราะคิดว่าคำพิพากษาจะเป็นประโยชน์ แต่ก็ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญาทั้งที่เป็นคดีแรกที่ถูกดำเนินคดี เธอเชื่อว่าพิรงรอง น่าจะอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดีต่อไป
เลขาฯ สภาผู้บริโภค มองว่า กสทช.คนหนึ่งจะทำหน้าที่เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะว่าจะทำให้ กสทช.ที่เหลือหวาดกลัวที่จะทำหน้าที่เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้บริโภคเมื่อทำไปแล้วจะได้อะไร ต้องมาถูกฟ้องคดี เป็นเรื่องที่เราเองก็รู้สึกผิดหวังมาก
อย่างไรก็ตาม สารีตั้งข้อสังเกตว่าตามมาตรา 27 ของ พ.ร.บ. กสทช. ที่ระบุชัดว่า กสทช.มีหน้าที่ลงโทษและบังคับใช้กฎหมายหากมีการละเมิดกฎระเบียบ กสทช. แต่ก็ไม่ทราบถูกนำมาใช้ในการพิจารณาคดีมากน้อยแค่ไหนเพราะไม่ได้มีการสืบพยาน แล้ว กสทช.เองก็ยังมีกฎ Must Carry อยู่ก็ได้ขอให้ผู้ได้รับใบอนุญาตดำเนินการตามกฎหมายด้วย
สารีกล่าวว่าหลังจากนี้สภาผู้บริโภคคงต้องไปทำการศึกษาสำรวจดูว่า กิจการแบบเดียวกับของทรูนี้ดำเนินกิจการกันอย่างไรเกิดการรุกรานสิทธิผู้บริโภคหรือไม่ มีกฎกติกาอย่างไรที่ใช้กันอยู่ ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไรเนื่องจากเป็นภาระหน้าที่ของสภาผู้บริโภคโดยตรง ทางด้านผู้บริโภคก็สามารถหาทางเลือกหรือทางออกได้ถ้าไม่ชอบโฆษณาก็ไปร้องเรียนที่สภาผู้บริโภคได้
“พวกเราก็อยากให้กำลังใจอ.พิรงรองและหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมในท้ายที่สุด แล้วก็มีอะไรที่จะสนับสนุนการทำงานคุ้มครองผู้บริโภค อันนี้หมายถึง กสทช.ทุกคนไม่ใช่เฉพาะกับอ.พิรงรอง ถ้าจะทำงานคุ้มครองผู้บริโภค เรายินดีที่จะสนับสนุนอยู่แล้ว” เลขาฯ สภาผู้บริโภคกล่าว
ก่อนจบสัมภาษณ์สารี ได้กล่าวเปิดประเด็นให้นักข่าวไปติดตามตรวจสอบว่าเมื่อวานนี้ (5 ก.พ.) มีคนใน กสทช.เสนอให้พิรงรอง ลาออกจากการเป็นกรรมการเพื่อแลกกับการถอนฟ้องคดี
ให้ประกัน มีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ
เมื่อ 11.27 น. ศาลอนุญาตให้ประกันตัว วางหลักทรัพย์ค้ำประกัน 120,000 บาท โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ดังนั้น จึงยังไม่มีผลกระทบต่อการดำรงตำแหน่งคณะกรรมการ กสทช.
ทั้งนี้ เนื่องด้วยการเป็นกรรมการ กสทช. มีการกำหนดลักษณะต้องห้าม คือ การเป็นบุคคลที่ถูกพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาล ดังนั้น หากพิรงรอง ไม่ได้รับสิทธิให้ประกันตัวระหว่างรอการอนุมัติการอุทธรณ์ ก็จะต้องสิ้นสภาพการเป็น กสทช. ทันที
หลังได้รับการปล่อยชั่วคราว พิรงรอง เดินทางลงจากบันไดศาล โดยผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปสัมภาษณ์ถึงประเด็นที่ศาลลงโทษ เเละกระแสข่าวการถูกกดดันให้ลาออก แต่ทางผู้ติดตามได้พาขึ้นรถกลับ โดยระบุว่าขอไม่ให้สัมภาษณ์เนื่องจากให้สัมภาษณ์ไปช่วงเช้าเเล้ว
สำหรับคดีนี้มีมูลเหตุมาจากเมื่อปี 2566 โดยมีผู้ร้องเรียนมายัง กสทช. กรณีที่บนแอปพลิเคชัน ‘ทรูไอดี’ โดยมีผู้ให้บริการคือบริษัท ทรูดิจิทัล กรุ๊ป มีโฆษณาแทรกในช่องรายการทีวีดิจิทัลของผู้ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. หรือฟรีทีวี ทั้งนี้ บริษัท ทรูดิจิทัล เป็นคนรับเอาสัญญาณถ่ายช่องทีวีดิจิทัลมาฉายในแพลตฟอร์มของ True ID
ดังนั้น คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ โดยมีพิรงรอง เป็นประธาน ได้พิจารณาและออกหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจำนวน 127 ราย หรือก็คือ ‘ใบเตือน’ ให้ตรวจสอบการนำภาพไปเผยแพร่ในโครงข่ายหรือนำไปแพร่ภาพในแพลตฟอร์มใด และใบแนบท้ายระบุให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามประกาศของ กสทช. เมื่อปี 2555 หรือกฎ ‘Must Carry’ คือต้องไม่มีเนื้อหาหรือโฆษณาใดๆ แทรกในรายการทีวีดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต กสทช. ที่แพลตฟอร์มเอาไปฉาย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหนังสือไม่ได้ส่งไปยังทรูดิจิทัลโดยตรง แต่ทรู อ้างว่าตัวเองได้รับความเสียหาย จึงเป็นที่มาของการฟ้องพิรงรอง ในข้อหามาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฟ้องให้พิรงรอง หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการ กสทช. โดยทันที แต่ศาลได้ยกคำร้องดังกล่าวไปก่อนแล้ว เนื่องจากไม่พบการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อทรู
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คกก.นิสิตนิเทศ จุฬาฯ แถลงปกป้อง ชวนติด #saveพิรงรอง
ก่อนหน้าจะมีคำพิพากษาดังกล่าว คณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย ได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อแสดงจุดยืนปกป้องพิรงรอง ในฐานะกรรมการ กสทช. ที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค และเชื่อว่าการออกหนังสือตักเตือนของพิรงรอง เป็นไปตามหน้าที่อันสุจริตของกรรมการ กสทช.
แถลงการณ์ของคณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศฯ ได้แสดงความกังวลต่อการฟ้องร้องดังกล่าวอาจเข้าข่ายการใช้กฎหมายปิดปาก (SLAPP) ที่จะนำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงลบต่อการกำกับดูแลกิจการฯ ภายใต้ กสทช. และยังสร้างบรรยากาศหวาดกลัวในสังคมจากการฟ้องร้องสื่อมวลชน
ต่อมา ทางเพจคณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศฯ ได้โพสต์เชิญชวนให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ ร่วมกันโพสต์ข้อความให้กำลังใจพิรงรอง โดยติดแฮชแท็ก #saveพิรงรอง #freeกสทช
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบจากเว็บไซต์ trend24 ซึ่งจับกระแสแฮชแท็กบนโซเชียลแพลตฟอร์ม ‘X’ เผยว่า ตั้งแต่เวลาประมาณ 9.00 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ มีคนทวีตติดแฮชแท็ก #saveพิรงรอง จำนวน 88,308 ทวีตแล้ว
ภาพจากเว็บไซต์ trend24
คำพิพากษาฉบับย่อจากศาล
จากนั้นในช่วงบ่ายมีการเผยแพร่จดหมายข่าวของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ออกมาโดยมีเนื้อหาดังนี้
วันนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2568) เวลา 09.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดฟัง คําพิพากษา ในคดีหมายเลขดําที่ อท 147, 71/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 164/2566, 26/2568 ระหว่าง บริษัททรู ดิจิทัล กรุ๊ป จํากัด โจทก์ นางสาวพิรงรอง รามสูต จําเลย เรื่อง เจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน True ID ประเภท Over The Top หรือ (โอทีที) ผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะที่ไม่มีการบริหารจัดการโครงข่ายเป็นการเฉพาะ ซึ่งคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ไม่เคยกําหนดให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มดังกล่าว ต้องขอรับใบอนุญาตจาก กสทช.จําเลยเป็นกรรมการใน กสทช.และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบ โดยกระทําการเร่งรัดสั่งการหรือดําเนินการให้สํานักงาน กสทช.ทําหนังสือแจ้งไปยังผู้ให้บริการประกอบ กิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ในนามสํานักงาน กสทช. ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการ ทันที โดยที่ กสทช. ยังไม่ได้มีการพิจารณามีมติหรือมีคําสั่งการในเรื่องดังกล่าว
จําเลยได้กล่าวในที่ประชุม คณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะล้มกิจการ ของโจทก์ โดยกล่าวทํานองว่า วิธีการที่เราจะจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ไปทําที่โจทก์โดยตรง แต่ไปทําที่ช่องรายการที่ รับใบอนุญาตจาก กสทช. เป็นการใช้วิธีตลบหลัง
โดยในที่ประชุมมีผู้เข้าประชุมไม่เห็นด้วยกับวิธีการของจําเลย เนื่องจากเป็นการกระทําเฉพาะการให้บริการแอปพลิเคชัน True ID ของโจทก์ แต่จําเลยพยายามโน้มน้าวและ รวบรัดการพิจารณา และก่อนจบการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ จําเลยให้เตรียมความพร้อมที่จะล้มหรือ ระงับการให้บริการแอปพลิเคชัน True ID ของโจทก์ โดยใช้คําพูดว่า “ต้องเตรียมตัวจะ จะล้มยักษ์” และ ต่อมาจําเลยได้ให้สํานักงาน กสทช. แจ้งไปยังผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ทุกรายทราบเกี่ยวกับการให้บริการแอปพลิเคชัน True ID ของโจทก์เพียงรายเดียวว่ายังไม่ได้เป็นผู้รับอนุญาต ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์และยังมิได้แสดงความประสงค์ขอรับใบอนุญาตตามขอบเขตการ ได้รับบริการประเภทโครงข่ายไอพีทีวี
การกระทําของจําเลยดังกล่าวทําให้ผู้ที่ได้รับหนังสือแจ้งของจําเลย มีความเข้าใจว่า โจทก์จงใจกระทําผิดกฎหมายไม่แสดงความประสงค์ขอรับใบอนุญาต ทั้งที่จําเลยทราบ ข้อเท็จจริงว่า การให้บริการแพลตฟอร์มโอทีที ในรูปแบบแอปพลิเคชัน True ID กสทช. ยังมิได้กําหนด หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เป็นการเจตนาปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการกระทําความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 157
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน True ID มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยแอปพลิเคชัน True ID เป็นการให้บริการประเภทผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะหรือโอทีที และ เป็นการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วไปซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ไม่เคยกําหนดให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันหรือ แพลตฟอร์มดังกล่าวต้องขอรับใบอนุญาตแต่อย่างใด
จําเลยเป็นกรรมการใน กสทช. มีอํานาจหน้าที่จัดทําแผน แม่บทการบริหารคลื่นความถี่ระหว่างกําหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจาย เสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม กําหนดลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียงกิจการ โทรทัศน์ และจําเลยยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์มี อํานาจหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ ข้อพิจารณา กลั่นกรอง และให้ความเห็นเกี่ยวกับการอนุญาตและกํากับดูแลการ ประกอบกิจการโทรทัศน์ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่ กสทช. มอบหมาย
จําเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานตาม กฎหมาย ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 25
ในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาต ด้านกิจการโทรทัศน์ ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 จําเลยทําหน้าที่เป็นประธาน ในที่ประชุม โดยมีวาระที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการตรวจสอบการแพร่เสียงแพร่ภาพผ่านการให้บริการกล่องรับ สัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และแอปพลิเคชัน True ID โดยในที่ประชุมได้มีการแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะหรือพฤติการณ์ในการให้บริการของ True ID แต่ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ประกอบกับที่ประชุมเห็นว่า ปัจจุบันมีผู้ให้บริการในลักษณะโอทีที เช่นเดียวกับ True ID จํานวนมาก ซึ่งไม่ได้ เป็นผู้รับใบอนุญาตและไม่ได้รับการกํากับดูแลจาก กสทช. การนําเอาประเด็นลักษณะของการให้บริการของ True ID มาพิจารณาเพียงรายเดียวอาจส่งผลต่อการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ในอนาคตได้
แสดงให้เห็นว่า ในการประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ คราวดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป เกี่ยวกับการให้บริการ True ID ของโจทก์ว่าจะต้องขอรับใบอนุญาตจาก กสทช. หรือไม่ อย่างไร อีกทั้งก่อนที่จําเลยจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. มีข้อมูลระบุว่า บริการ True ID ของโจทก์เป็นบริการโอทีทีและยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมายในการกํากับดูแลการประกอบกิจการดังกล่าว สอดคล้องกับคําชี้แจง ข้อเท็จจริงของสํานักงาน กสทช. ที่ยื่นต่อศาลในคดีนี้ว่า กสทช. ยังไม่ได้มีการประกาศกําหนดนิยามของคําว่าโอทีทีไว้เป็นการเฉพาะ
ต่อมาได้มีหนังสือไปยังผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ แต่ปรากฏว่าในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 เจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการได้จัดทําบันทึก และร่างหนังสือของสํานักงาน กสทช. ตาม เสนอเข้าสู่ระบบงานสารบัญทางคอมพิวเตอร์ของสํานักงาน กสทช. ให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาตามขั้นตอน นาง ก. ซึ่งทําหน้าที่กลั่นกรองงานให้แก่รองเลขาธิการ กสทช. ทําให้นาง ก. ได้สอบถามเหตุผลและความจําเป็นในการทําบันทึกและร่างหนังสือของสํานักงาน กสทช. จะต้องระบุชื่อ การให้บริการ True ID ของโจทก์เป็นการเฉพาะ ซึ่งได้รับแจ้งว่า จําเลยเป็นผู้สั่งการและเร่งรัดให้จัดทําบันทึก และร่างหนังสือดังกล่าว และ กสทช. ได้มีหนังสือไปยังผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ รวม 127 ราย
ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2566 มีการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ครั้งที่ 4/2566 ซึ่งจําเลยได้ทําหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม จําเลยได้มีการต่อว่าและตําหนิฝ่ายเลขานุการที่มี การจัดทําหนังสือโดยไม่ได้ระบุหรือเจาะจงถึงการให้บริการ True ID ของโจทก์ และในรายงานการประชุม ของคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ครั้งที่ 3/2566 ไม่ได้มีมติให้สํานักงาน กสทช. จะต้องมีหนังสือแจ้งไปยังผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์โดยระบุเจาะจงถึงบริการ True ID ของโจทก์ แต่ตามบันทึกรายงานการประชุมกลับมีการระบุว่าที่ประชุมมีมติรับรองรายงานการประชุม ครั้งที่ 3/2566 และเห็นควรมีหนังสือแจ้งผู้ให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงการ ประชุมคณะอนุกรรมการ ครั้งที่ 4/2566 ไม่ได้มีมติดังกล่าวแต่อย่างใด อันเป็นการทําเอกสารรายงานการประชุมอันเป็นเท็จ
เมื่อพิจารณาประกอบกับถ้อยคําที่จําเลยได้กล่าวในการประชุมคณะอนุกรรมการดังกล่าว ครั้งที่ 3/2556 ที่ใช้ถ้อยคําทํานองพยายามโน้มน้าวและรวบรัดการพิจารณา อีกทั้งก่อนจบการ ประชุมของคณะอนุกรรมการ จําเลยให้เตรียมความพร้อมที่จะล้มหรือระงับการให้บริการแอปพลิเคชัน True ID ของโจทก์ โดยใช้คําพูดว่า “ต้องเตรียมตัวจะ จะล้มยักษ์” และจําเลยก็ยอมรับว่า คําว่า “ยักษ์” หมายถึงโจทก์
ถ้อยคําดังกล่าวเป็นการสื่อความหมายชัดเจนว่า ประสงค์ให้กิจการของโจทก์ได้รับความเสียหายพฤติการณ์ของจําเลยดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เจตนามุ่งประสงค์กลั่นแกล้งโจทก์ และใช้อํานาจหน้าที่ของตนไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกําหนด ทําให้โจทก์ได้รับความ เสียหาย เพราะภายหลังจากมีหนังสือดังกล่าวแจ้งไปยังผู้ประกอบการรวม 127 รายแล้ว มีผู้ประกอบกิจการหลายรายได้ชะลอหรือขยายระยะเวลาเข้าทํานิติกรรมกับโจทก์
การกระทําของจําเลยจึงเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนพยานหลักฐานของจําเลยไม่มีน้ําหนักหักล้างพยานหลักฐานของ โจทก์ได้ พิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จําคุก 2 ปี



