การรถไฟฯ เป็นหน่วยงานที่มีที่ดินจำนวนมาก และ ครม.เคยมีมติให้ปล่อยเช่าราคาถูก เช่ายาว เพื่อให้คนจนเมืองในพื้นที่ต่างๆ ได้มีที่อยู่อาศัย โดยพ่วงกับการทำสัญญากับ พอช.เพื่อได้เงินสนับสนุนสร้างบ้าน 25 ตร.ม.ราคาไม่เกิน 2 แสน กระทั่ง รฟท.รัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนมาตลอด เริ่มตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารที่ดินเชิงพาณิชย์ สัญญาเช่ากับชุมชนคนจนเมืองถูกโอนมาที่บริษัทและปรับเปลี่ยนจาก เช่า 30 ปี เป็น 3 ปี, พร้อมยกเลิกได้, ไม่มีการเยียวยาการรื้อถอน แถมยังจะเก็บภาษีโรงเรือนรวมเป็นแปลงใหญ่ที่แพงลิบ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ชุมชนต่างๆ จึงรวมกันในนาม ‘ขบวนคนจนเมืองเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัย’ เดือดร้อนหนักเบื้องต้น 48 ชุมชน และที่ต้องการสัญญาที่เป็นธรรมรวมแล้วราว 300 ชุมชน ปักหลักอยู่หน้ากระทรวงคมนาคมตั้งแต่ 18 ก.พ. หลังเจรจากันมาหลายรอบไม่คืบ
รอบนี้ยืนยันจะรอเจ้ากระทรวง ‘สุริยะ’ กลับจาก ครม.สัญจรลงมาเคลียร์เอง เพราะพวกเขาเสี่ยงจะถูกไล่ออกจากที่ดินและไม่มีทางไป
รายงานนี้ไล่เรียงเรื่องราวปัญหาอันสลับซับซ้อน ข้อเรียกร้อง รวมถึงเสียงของคนในชุมชนบางส่วน โดยเฉพาะชุมชน กม.11 เขตจตุจักร ที่รัฐบาลประกาศเป็นหนึ่งในพื้นที่โครงการ ‘บ้านเพื่อคนไทย’ รองรับเฟิร์สจ็อบเบอร์ให้มีบ้านตัวเองในราคาถูก แต่คนจนที่อยู่มาก่อนส่งเสียงถามว่า แล้วจะเอาพวกเขาไปไว้ไหน เขาก็อยากมีบ้านเช่นกัน

บ้านคนจนบนที่ดินการรถไฟฯ
3 วันแล้วที่ขบวนคนจนเมืองเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัย ได้ปักหลักชุมนุมหน้ากระทรวงคมนาคม (18 ก.พ.) เรียกร้องให้ รมว.คมนาคมตั้งกลไกระดับกระทรวง ที่หมดวาระไปตามรัฐบาลเศรษฐา เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนผู้มีรายได้น้อยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
แม้ในวันแรกสายฝนจะโปรยตั้งแต่เช้า แต่ผู้ชุมนุมประมาณ 2,000 คน ยืนยันจะรอ ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเดินทางไปประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา กลับมาจากสงขลาเพื่อเข้าประชุมร่วมกัน และยืนยันจะปักหลักชุมนุมจนกว่าจะได้สัญญาเช่าที่เป็นธรรมจากการรถไฟฯ
เรื่องราวการประท้วง สืบเนื่องจากเมื่อ 13 กันยายน 2543 มีมติ ครม.ให้ชุมชนที่อาศัยอยู่บนที่ดินการรถไฟฯ สามารถทำสัญญาเช่ากับการรถไฟได้ โดยมีการสำรวจพบว่ามี 61 ชุมชน ที่ต้องการเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจุบันมีชุมชนที่ต้องการเช่าบนที่ดินรถไฟฯ เพิ่มเป็น 300 ชุมชน แต่ไม่สามารถเช่าได้ เนื่องจากมติ ครม.เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ระบุให้การรถไฟฯ โอนการบริหารจัดการที่ดินให้บริษัท เอสอาร์ทีเอส แอสเสท ซึ่ง รฟท.จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในปี 2564 เพื่อบริหารที่ดินเชิงพาณิชย์ และมีอำนาจในการดูแลสัญญาของผู้เช่าเดิมและผู้เช่าใหม่ ทำให้เกิดสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คือ
สัญญาการเช่าสามารถยกเลิกได้ตลอด หากมีโครงการของรัฐต้องการใช้พื้นที่ และผู้เช่าต้องดำเนินการรื้อถอนคืนพื้นที่ให้เหมือนเดิม โดยไม่ได้รับค่าชดเชย เยียวยา
สัญญาการเช่าอยู่ที่ 3 ปี ต่างจากเดิมสัญญาเดิมกับ รฟท.ที่ระบุว่าชุมชนเช่าเพื่ออยู่อาศัย 30 ปี
สัญญาใหม่ของบริษัทดังกล่าวส่งผลให้การเข้าโครงการบ้านมั่นคงของสถาบันพัฒนาชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ทำได้ยากขึ้น
โครงการบ้านมั่นคง ของ พอช. จะสนับสนุนให้เบิกจ่ายเงินเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยได้ ซึ่งที่ผ่านมาชุมชนในสัญญาเดิมกับการรถไฟฯ ก็ได้ใช้กลไกของ พอช.นี้เอง โดยชุมชนจะต้องรวมกลุ่มเป็น ‘สหกรณ์’ และรับเงินจากโครงการบ้านมั่นคงเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย กำหนดให้มีขนาดบ้านที่ 25 ตร.ม. ราคาไม่เกิน 200,000 บาท เหตุที่ต้องรวมกลุ่มเป็นนิติบุคคลในลักษณะ ‘สหกรณ์’ เพราะเป็นเงื่อนไขของ พอช.ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่สนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัย
เมื่อบริษัทเอสเอสอาร์ทีเอสเข้ามาบริหาร สัญญามีอายุแค่ 3 ปี ชาวบ้านมองว่าเป็นเวลาที่สั้นเกินไปในการสร้างบ้าน เป็นความไม่มั่นคงในการสร้างที่อยู่อาศัย และบริษัทแห่งนี้ยังตีความการเป็นสหกรณ์ชุมชนผู้เช่าที่ดินว่าเป็นนิติบุคคล ในสัญญาเช่าจึงมีการเก็บภาษีที่ดินไปตามราคาประเมินที่ดิน ภาษีสิ่งปลูกสร้างเทียบเท่าบ้านราคา 50 ล้าน
ทั้งนี้ สำหรับระบบภาษีนั้น ถ้าเป็นนิติบุคคลจะมีการคำนวณภาษีตามมูลค่าสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่ราคาบาทแรก ขณะที่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา จะคิดภาษีต่อเมื่อราคาบ้านสูงกว่า 50 ล้านบาท
ปัญหาก็คือ ชุมชน 300 แห่งต้องจดทะเบียนสหกรณ์เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของ พอช. แต่ในความเป็นจริงการเช่าของแต่ละครัวเรือนมีเพียง 25 ตร.ม.บ้านราคา 200,000 บาท ชุมชนต่างๆ จึงต้องออกมาเรียกร้องให้คิดค่าเช่าที่ดินและภาษีในเกณฑ์บุคคลธรรมดา เพราะชุมชนเช่าเพื่ออยู่อาศัย
ภายใน 300 ชุมชนนี้ ยังมี 48 ชุมชนที่ไม่มีสัญญาเช่า เนื่องจากบริษัทเอสอาร์ทีเอสฯ กับ การรถไฟฯ ต่างปัดความรับผิดชอบในการออกสัญญาที่เป็นธรรม ซึ่งหากไม่มีสัญญาเช่าก็จะไม่ผ่านเกณฑ์การสร้างบ้านมั่นคงกับ พอช. และต้องรออย่างไร้หลักประกันเรื่องที่อยู่อาศัยจนกว่าจะถึงปีหน้า
ในการชุมนุมจึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ดังนี้
- โอนอำนาจหน้าที่ในการเช่าที่ดินการรถไฟฯ จาก บริษัท เอสอาร์ทีเอส แอสเสท บริษัทลูกของการรถไฟฯ คืนสู่การดำเนินการโดยการรถไฟฯ และให้รัฐมนตรีเร่งรัดอนุมัติสัญญาเช่าที่ดิน 48 ชุมชน ภายในวันที่ 31 มีนาคม นี้ เพื่อให้ทันการใช้งบประมาณประจำปี 2568
- ตั้งกลไกระดับกระทรวง เพื่อแก้ปัญหาการเช่าที่ดินของการรถไฟฯ ให้เป็นสัญญาที่เป็นธรรมต่อผู้เช่า โดยเครือข่ายแต่ละพื้นที่จะขอแบ่งที่ดินการรถไฟฯ เพื่อเช่าเป็นที่อยู่อาศัย ผ่านการทำโครงการบ้านมั่นคงกับพอช. ราคามูลค่าสิ่งปลูกสร้างหลังละไม่เกิน 200,000 บาท และจ่ายภาษีที่ดินแปลงย่อย ไม่คิดแบบแปลงรวมซึ่งภาษีจะสูงมาก พื้นที่ปลูกสร้างคิดเป็นพื้นที่ 15% จาก 100% ของที่ดินการรถไฟ หากมีความจำเป็นต้องย้ายชุมชนขอย้ายไม่ไกลจากที่เดิมภายในรัศมี 5 กม. และห่างจากริมทางรถไฟไม่เกิน 80 ม. (เพื่อรองรับรถไฟรางคู่ในอนาคต ) และแก้ปัญหาของการรถไฟฯและบริษัทเอสอาร์ทีเอ แอสเสท แก้ปัญหาเดิมของชุมชนพุทธมณฑลสาย 2 และ ชุมชนฟ้าใหม่ บางระมาด กรุงเทพฯ
- แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน เพื่อสร้างกลไกการติดตามการแก้ปัญหา 300 ชุมชน
บ้านคนชนชั้นกลาง บนที่อยู่เดิมของคนจน
สำอางค์ บัวอาจ
"ตอนแรกเราพยายามขอเช่าที่ดินกับการรถไฟฯ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าและได้รับหมายศาลให้ย้ายออก ภายใน 15 วัน โดยที่เราไม่มีสิทธิเลือกพื้นที่ "
สำอางค์ บัวอาจ ประธานชุมชนริมคลองกม. 11 เขตจตุจักร ซึ่งมีจำนวน 166 ครัวเรือน เล่าว่า ในปี 2563 มีสมาชิกชุมชนโดนหมายไล่รื้อให้ย้ายออกภายใน 15 วัน ไม่มีการจัดหาพื้นที่รองรับ ไม่มีการแจ้งเตือน ให้ย้ายออกทันที โดยอาณาบาล (ผู้รับผิดชอบด้านกฎหมาย) ของการรถไฟฯ และหน่วยงานอื่นๆ มีการเอาบัตรผู้สูงอายุไปใช้เป็นหลักฐานในการออกหมายศาล โดยอ้างว่าเราเป็นผู้บุกรุก ตอนแรกบอกว่าจะเอาบัตรไปจัดหาที่อยู่อาศัยให้ทั้งหมด 15 คน แต่ปรากฏว่าได้หมายบังคับคดีแทน
“เราอยู่ตั้งแต่ก่อนมีตึกกระทรวงพลังงานและ ปตท. ก็เหมือนปลูกบ้านในป่า”
สำอางค์เล่าว่า ชุมชนอยู่มานานหลายชั่วอายุคน แต่เมื่อถูกบังคับออกจากพื้นที่จึงร่วมกับกลุ่มสลัม 4 ภาค เพื่อขอเช่าที่ดินกับการรถไฟฯ และจะเข้าโครงการบ้านมั่นคงของ พอช.
“กระทรวงคมนาคมมีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยบนที่ดินการรถไฟปี 2563”
คณะกรรมการชุดแรกๆ เสนอให้ย้ายไปที่หลักหก แต่ชุมชนปฏิเสธ เหตุผลคือ ลูกหลานต้องย้ายโรงเรียน และคนในชุมชนส่วนมากทำงานเป็นแม่บ้านที่ตึก ปตท. และค้าขายรอบ กม.11
“เราเลยเสนอว่าจะไม่ย้ายออกจากรัศมีเดิม 5 กม. ชุมชนตกลงจะไปอยู่ใต้ทางด่วน กม.11 ”
สำอางค์อธิบายว่า ตอนแรกการรถไฟฯ ตกลง แต่ภายหลังกลับคำ เพราะถ้าให้เอกชนเช่าที่ดินตรงนี้การรถไฟฯ จะได้กำไรมากกว่าการให้คนจนเช่า
"การรถไฟฯ มองที่อยู่อาศัยคนจนเป็นสินค้า" สำอางค์ กล่าว
สำอางค์ให้ความคิดเห็นต่อโครงการบ้านเพื่อคนไทยของรัฐบาลแพทองธาร ชิณวัตร ซึ่งจะใช้พื้นที่ชุมชนริมคลอง กม.11 สร้างโครงการบ้านเพื่อคนไทย เพราะช่วยให้แรงงานโดยเฉพาะแรงงานจบใหม่ที่เพิ่งมีบ้านเดินทางมาทำงานในเมืองง่าย แต่ไม่ได้นึกถึงคนจนที่อยู่มาก่อน และไม่สามารถเข้าถึงการผ่อนบ้าน 4,000 ต่อเดือนได้ด้วยเงื่อนไขทางการเงิน เช่น ไม่มีสลิปเงินเดือน รายได้ไม่มั่นคง เพราะประชาชนในชุมชนส่วนใหญ่ทำอาชีพอิสระ เก็บของเก่า แม่ค้า ไม่ผ่านคุณสมบัติทางการเงิน
“เราก็ขอเช่ามาโดยตลอด แต่ไม่คืบหน้า สิ่งที่ได้คือการไล่ด้วยหมายศาล และซ้ำเติมด้วยโครงการบ้านเพื่อคนไทย แต่ไม่ได้เพื่อคนจนหาเช้ากินค่ำแบบพวกเรา” สำอางค์กล่าว
สำอางค์เล่าว่า นอกจากนี้ชุมชนได้รับข้อเสนอจากการรถไฟฯ ให้อยู่อาศัยรูปแบบตึกสูง ซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้อยู่อาศัย และราคาต่อห้องหลักล้าน เป็นมูลค่าที่สูงเกินไป
14 มี.ค. 2566 มติกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยบนที่ดินรถไฟฯ ได้รับรอง สนับสนุนที่อยู่อาศัย จัดสรรพื้นที่ใหม่ไม่เกิน 5 กม.จากที่เดิม ภายใต้โครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนในที่ดินรถไฟที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง มีระยะเวลาโครงการภายใน 5 ปี จะต้องได้สัญญาเช่าจากรถไฟฯ หากสิ้นสุดระยะเวลาโครงการแล้ว การรถไฟฯ จะ “ไม่เปิดให้ชุมชนในที่ดินรถไฟสามารถเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัยได้อีก”
29 ก.พ. 2567 การรถไฟฯ โอนภารกิจการบริหารการเช่าที่ดินและการดูแลสัญญาเช่าที่ดินของชุมชนในที่ดินรถไฟให้บริษัทลูก เอสอาร์ที แอสเซท แต่บริษัทลูกอ้างว่าไม่สามารถทำได้ เพราะตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์การบริหารที่ดินการรถไฟฯ ในเชิงพาณิชย์ ขั้นตอนการอนุมัติสัญญาเช่าของชุมชน 300 แห่งซึ่งมีหลักการการใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมจึงล่าช้า ซึ่งถ้าการอนุมัติสัญญาเช่าในรอบนี้สำหรับ 48 ชุมชนไม่ทันวันที่ 28 มี.ค. 2568 งบประมาณทำโครงการบ้านมั่นคงขององ พอช.จะถูกตัดไปด้วย
ทั้งนี้ บริษัท เอสอาร์ทีฯ ได้ทำสัญญาเช่ากับองค์กร พอช. จากนั้น พอช. ทำสัญญาเช่าช่วงกับสหกรณ์ที่ชุมชนจัดตั้งขึ้น
บริษัทได้แก้หลักการเนื้อหาในสัญญาเช่าที่ดินระหว่างการรถไฟฯ กับพอช. โดย พอช.จะนำที่ดินดังกล่าวมาให้ชุมชนเช่าช่วงต่อ แต่สัญญาเช่าสามารถยกเลิกได้ตลอดเวลา หากต้องการใช้ที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ชุมชนต้องคืนพื้นที่สภาพเดิม โดยชุมชนในฐานะผู้เช่าที่ใช้ประโยชน์ที่ดินต้องรับภาระการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเองและไม่มีค่าชดเชย
“เราต้องการกลไกแก้ไขปัญหาให้ชุมชนอย่างจริงจัง เพราะการเจรจาต่อรองที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจน”
สำอางค์สะท้อนว่า ในสมัยนายกปัจจุบัน การประชุมแต่ละครั้งของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯ จะส่งรองปลัดกระทรวงคมนาคม ‘สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์’ มารับหน้าผู้ชุมชน โดยที่สุริยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่เคยเข้าร่วมประชุมแก้ไขปัญหานี้เลย ดังนั้น ประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาฯ ที่จะให้ตั้งขึ้นในครั้งนี้จึงต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน เพื่อจะได้สร้างความชัดเจนและสั่งการ ทั้งการรถไฟฯ บริษัท เอสอาร์ทีเอสฯ ได้
“เราต้องการสัญญาเช่าที่ดินแปลงที่จะย้ายไปในพื้นที่ใหม่บริเวณโชติวัติ ตรงข้ามบางซ่อน เป็นพื้นที่รองรับ 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบางซื่อ ชุมชนริมคลองกม.11 และชุมชนพัฒนากม.11 โดยขั้นตอนหลักฐานในการเช่า และทด.3 ให้การรถไฟฯ เป็นผู้จัดการ ส่วนการจัดเก็บค่าเช่าในราคา 25 บาทต่อตารางเมตรให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเอสอาร์ทีเอส แอสเสท” สำอางค์ อธิบาย
ไม่คืนเงินค่าเช่าที่ดินของชุมชนหลังเรียกคืนพื้นที่
จักรธรณินทน์ อินทะเสน จากตัวแทนเครือข่ายรถไฟสายใต้ ตะวันตก
ชุมชนพุทธมณฑล สาย 2 ริมถนนเรียบทางรถไฟชัยพฤกษ์ เขตตลิ่งชัน มีสัญญาเช่าในพื้นที่ดังกล่าวและเริ่มจ่ายค่าเช่าทันทีที่ได้รับสัญญาเช่าในปี 2547 เป็นชุมชนที่ได้สัญญาทำสัญญาเช่าตามมติครม.ปี 2543
หลังได้สัญญามาประมาณ 2 ปี ชุมชนก็ต้องขยับห่างจากรถไฟมากขึ้น เพราะมีการเดินท่อก๊าซ และต่อมาการรถไฟต้องการใช้พื้นที่สัญญาเช่า จึงเกิดการฟ้องร้องระหว่างการรถไฟฯ และชุมชน จนคดีสิ้นสุด ปี 2564 ศาลตัดสินให้ชุมชนต้องย้ายชุมชนไปที่พุทธมณฑล สาย 2 ไปที่ พุทธมณฑลสาย 1 กาณจนภิเษกแทน โดยที่ชุมชนได้สร้างบ้านมั่นคงไปแล้วครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จะก่อสร้างทั้งหมด บนที่ดินตามสัญญาเช่าและจ่ายค่าเช่าผ่าน พอช. มาตลอด ท้ายที่สุดเมื่อต้องย้ายก็ไม่ได้รับค่าเช่าร่วม 10 ปีคืน
พุทธมณฑล สาย 1 ชุมชนย้ายมาบนพื้นที่ใหม่ เพื่อสร้างบ้านมั่นคง แต่ภายหลังบริษัทเอสอาร์ทีเอส ฯ ที่เข้ามาดูแลสัญญาแทนการรถไฟฯ กลับประกาศไม่ให้ขนสิ่งปลูกสร้างเข้าไปแม้จะอยู่ในโครงการบ้านมั่นคง ของพอช. ทำให้ต้องทำสัญญาใหม่ คาดว่าการชุมนุมครั้งนี้จะสามารถผลักดันให้สัญญาแล้วเสร็จได้ภายในเดือนมีนาคม 2568
“นับตั้งแต่การย้ายออกของชุมชนพุทธมณฑลสายสองปี 2547 จนมาถึงชุมชนบางละมาด ก็เป็นเวลา 10 ปีแล้วที่เราจ่ายค่าเช่าโดยที่เราไม่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และต้องคอยย้ายออก ถมที่แล้วย้ายออก ในช่วงที่บริษัทดูแล มันจึงจำเป็นต้องให้การรถไฟฯ เป็นผู้ดูแลสัญญาแทนบริษัทนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมติ ครม.ปี 2543”
จักรธรณินทน์ กล่าวว่า ชุมชนพุทธมณฑลสาย2 ได้อยู่ในรายชื่อชุมชนที่เช่าที่ดินการรถไฟฯ เพื่ออยู่อาศัยในปี 2543 จนถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่ได้สัญญาเช่าที่เป็นธรรมและยังไม่ได้ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง
วรรณา พุ่งเกาะ สมาชิกเครือข่ายรถไฟสายใต้ ตะวันตก พุทธมณฑลสาย 2
แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ
“ตอนนี้การรถไฟฯ ให้สัญญาอายุ 3 ปี จากเดิมที่เป็นสัญญา 30 ปี เราต้องการมากกว่า 3 ปี ตอนนี้การรถไฟฯ ให้บริษัทลูกมาทำสัญญา ทำให้มีปัญหา และบริษัทสามารถยกเลิกสัญญาเมื่อไหร่ก็ได้”
วรรณาเล่าว่า ปัจจุบันค่าเช่าบนพื้นที่รับรองใหม่ ที่ชมุมชนบางละมาด ราคาอยู่ที่ 2,000 ต่อปี ระยะเวลาเช่าอยู่ที่ 3 ปี ซึ่งภายในระยะเวลา 3 ปีของสัญญาไม่สามารถสร้างบ้านให้เสร็จทันได้ จึงอยากเช่าโดยตรงกับรถไฟไทยตามเดิมเพื่อที่จะมีสัญญาเช่า 30 ปี เพราะแท้จริงแล้วการรถไฟฯ เป็นเจ้าของพื้นที่ เพราะเงื่อนไขของบริษัท เอสอาร์ทีเอสฯ ไม่ได้เข้าใจคนจน ทำให้คนจนไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยราคาถูกได้

จักรธรณินทน์ อธิบายถึงชุมชนบางละมาด ซึ่งอยู่ในเครือข่ายรถไฟสายใต้ ตะวันตก และได้ทำสัญญากับการรถไฟฯ และได้ทำโครงการบ้านมั่นคง กับพอช. ปี 2557 หลังเช่ามาประมาณ 2 ปี ถมดินเตรียมสร้างบ้านเสร็จ การรถไฟฯ แจ้งว่าจะต้องย้ายออกทั้ง 50 หลังคาเรือน เพราะจะมีการสร้างเกือกม้าที่กลับรถเป็นทางยาว ทำให้ 50 หลังคาเรือนที่เข้าโครงการบ้านมั่นคง ไม่สามารถใช้ทำบ้านมั่นคงในพื้นที่ใหม่ และค่าใช้จ่ายในการถมที่ดินก็ไม่ได้รับคืน รวมเป็นเงิน 200,000 กว่าบาท
“แต่บ้านใหญ่นามสมมุติ อรทัย กลับได้สัญญาก่อน และเป็นการเช่าทับซ้อนกับที่ที่ชุมชนขอเช่ามาก่อนนานมาก”
จักรธรณินทน์ สะท้อนการทำงานสองมาตรฐานของการรถไฟฯ เพิ่มเติมว่า ในขณะที่ชุมชนยังต่อรองเรื่องที่ราคาเช่าที่ดิน ภาษีที่ดิน และสัญญาเช่าอยู่อาศัยบนที่ดินการรถไฟฯ กลับมีนายทุนได้สัญญาก่อนแล้วในพื้นที่ที่ชุมชนขอเช่ามานาน
“ จะให้เราจ่ายค่าเช่าที่ดินตรงไหน และสัญญาจะได้เมื่อไหร่ จะให้เราจ่ายค่าเช่าไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีที่อยู่อาศัยและสัญญาเช่าที่ชัดเจน เป็นธรรมได้อย่างไร” จักรธรณินทน์ กล่าว

อันที่จริงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ปี 1966 ที่ไทยให้สัตยาบรรณไว้ ในมาตรา 11 (1) มีหลักการเรื่องสิทธิพลเมืองกับที่อยู่อาศัยที่ระบุว่า
"รัฐที่ลงนามในสัตยาบันนี้ ตระหนักในสิทธิของพลเมืองทุกคนที่จะเข้าถึงมาตรฐานการดำรงชีวิดเพื่อตัวเองและครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย การมีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ และมีการปรับปรุงมาตรฐานการดำรงชีพให้ดีขึ้นเสมอ”
ข้อตกลงนี้อธิบายถึงความหมายของคำว่า ที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ มีองค์ประกอบด้วยกัน 7 ข้อ
1. ความมั่นคงในทางกฎหมาย ได้รับการปกป้องจากกฎหมายจากการถูกบังคับไล่รื้อ การคุกคาม
2. เป็นที่อยู่อาศัยที่สามารถเข้าถึงการบริการพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับสุขภาพ ความมั่นคง ความสะดวก และทางโภชนาการ เช่น น้ำดื่มที่สะอาด แสงสว่าง ระบบการระบายน้ำ/ของเสีย
3. มีราคาที่เข้าถึงได้ รัฐบาลประเทศต่างๆ ควรมีการอุดหนุนแก่ครัวเรือนที่เข้าไม่ถึง
4. เป็นที่อยู่ที่มีคุณภาพสามารถอยู่อาศัยได้
5. เป็นที่อยู่อาศัยที่สามารถเข้าถึงได้โดยคนทุกกลุ่มในสังคม ไม่มีการกีดกันคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
6. ที่ตั้งของที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงการจ้างงาน การบริการสาธารณสุข โรงเรียน ฯลฯ
7. สอดคล้องตามบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของผู้คนกลุ่มต่างๆ
ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็บัญญัติในหมวด 6 นโยบายแห่งรัฐ มาตรา 71 ระบุตอนหนึ่งว่า รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม จัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพ ฯลฯ
คำถามคือ รัฐได้ทำตามข้อกำหนดเหล่านี้แล้วจริงหรือไม่
รองปลัดสั่งปิดประตูกระทรวง ห้ามผู้ชุมนุมใช้ห้องน้ำ
ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัย ได้ปักหลักชุมนุมหน้ากระทรวงคมนาคมตั้งแต่วันที่ 18 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 3 วันแล้ว แต่ดูเหมือนยังไม่มีทีท่าจะว่าได้เจรจากับเจ้ากระทรวง และข้อเรียกร้อง 3 ข้อของผู้ชุมนุมยังไม่ได้รับการตอบรับ เบื้องต้นผู้ชุมนุมยืนยันว่าจะชุมนุมกันต่อไป

อย่างไรก็ดีในวันที่ 18 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากผู้ชุมนุมว่า วิทยา ยาม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคมได้สั่งปิดประตูกระทรวง เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมใช้ห้องน้ำ
นายจำนงค์ หนูพันธุ์ ปราศรัยยืนยันว่า การชุมนุมเป็นสิทธิ เสรีภาพของประชาชน แต่กระทรวงคมนาคมเจรจายาก เพราะรัฐมนตรีสุริยะ ไม่มาเป็นกรรมการแก้ปัญหา และรองปลัดฯ ยังไม่เคารพสิทธิของประชาชนด้วยการปิดประตู ห้ามใช้ห้องน้ำในกระทรวง ทั้งที่ห้องน้ำเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนสามารถเรียกร้องได้
“รถห้องน้ำจาก กทม.มี 1 คัน ไม่เพียงพอต่อคน 2,000 คน วิทยาใหญ่จากไหน ถึงกีดกันสิทธิประชาชน” จำนงค์ กล่าว
ท้ายที่สุด ตัวแทนผู้ชุมนุได้มีการสร้างห้องน้ำ ชื่อ “สุขาประชาชนเพื่อรองปลัดวิทยา” “ส้วมวิทยา” โดยสร้างห้องน้ำไว้ที่ประตูกระทรวงคมนาคม และประกาศจัดพิธีเปิด “สุขาประชาชนเพื่อรองปลัดวิทยา” โดยมีตัวแทนผู้ชุมนุมตัดริบบิ้น และทดลองใช้ห้องน้ำทันที
เวลาประมาณ 14.00 เจ้าหน้าที่ของ กทม.ได้เข้ามาแจ้งว่า ได้นำรถห้องน้ำมาเพิ่มอีก 1 คันสำหรับผู้ชุมนุม
ผู้ชุมนุมเดินเท้ากดดัน
ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัยระดมพลหน้าองค์การสหประชาชาติ
ล่าสุด 20 ก.พ.2568 เวลาประมาณ 8.30 น. ขบวนคนเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัยได้ระดมพลร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค และชุมชนผู้ได้ผลกระทบริมรางรถไฟหรือ ชมฟ. รวมประมาณ 300 คน เดินเท้าจากหน้าองค์การสหประชาชาติ เพื่อร่วมกดดันให้ ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ รัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคมมาแก้ปัญหาการเช่าที่อยู่อาศัยบนที่ดินการรถไฟฯ หลังจากขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัยปักหลักชุมชนหน้ากระทรวงคมนาคมมาเป็นวันที่ 3 แล้ว
ตัวแทนขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัยร่วมกันปราศรัยยืนยันว่า นับตั้งแต่มีมติ ครม.ปี 2543 ได้ประกาศให้ชุมชนที่อยู่อาศัยบนที่ดินการรถไฟฯ เช่าที่ดินผ่านสัญญาเช่า 25 บาทต่อ ตร.ม. โดยมีเกณฑ์ว่าจะต้องทำสัญญาเช่าผ่านการรวมตัวเป็นสหกรณ์ชุมชน เพื่อทำสัญญาเช่าที่ดินรวมกันเป็นชุดโดยเช่าตรงกับการรถไฟ และเข้าโครงการบ้านมั่นคงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.เพื่อรับงบประมาณในการสร้างบ้านมั่นคงหลังละไม่เกิน 200,000 บาท และจ่ายค่าเช่าที่ดินการรถไฟฯ ผ่านสหกรณ์ชุมชนส่งให้ พอช. แต่ปัจจุบันกลับมีปัญหา การรถไฟฯไม่ทำสัญญเช่ากับชุมชน 48 แห่ง และได้มอบอำนาจการจัดการที่ดินการรถไฟฯในเชิงพาณิชย์และดูแลสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยบนที่ดินรถไฟ ให้บริษัทลูก โดยบริษัทได้เปลี่ยนสัญญาให้มีอายุเพียง 3 ปี สามารถยกเลิกสัญญาได้ทุกเมื่อ หากรัฐต้องใช้พื้นที่ทำโครงการ โดยผู้เช่าหรือชุมชนจะต้องคืนพื้นที่สภาพเดิม โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเยียวยาการรื้อถอน และยังตีความให้การรวมตัวเป็นสหกรณ์ชุมชนเพื่อเข่าที่อยู่อาศัยเป็นนิติบุคคล จึงจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีโรงเรือน ตามราคาประเมินที่ดิน

ตัวแทนผู้ชุมนุมยืนยันว่า นี่เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพราะการรวมเป็นสหกรณ์เพื่อเป็นนิติบุคคลไม่ได้ทำสัญญาเพื่อการพาณิชย์ แต่เป็นการเช่าเพื่ออยู่อาศัย รัฐจะต้องสนับสนุนให้คนจนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย แต่บริษัทดังกล่าวและการรถไฟฯ ยังปัดความรับผิดชอบในการแก้ไขสัญญา
จากการรอคอยมาตลอด 3 วัน ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ และผู้ชุมนุมยืนยันจะปักหลักชุมนุมต่อไป อย่างไรก็ดี ช่วงเย็นหลังการเจรจาวันที่ 19 ก.พ.รองปลักระทรวงคมนาคมได้ตกลงรับปากว่าจะทำงานแก้ไขปัญหาร่วมกัน และจะมาเจรจากับประชาชนที่หน้ากระทรวงคมนาคมด้วยตนเอง
ตัวแทนเจรจาปราศรัยว่า การตกลงร่วมแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมนั้นได้รับปากโดยรองปลัดกระทรวงคมนาคมมาหลายครั้ง แต่ขาดเพียงขั้นตอนเดียวคือ การลงลายเซ็นอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่ออนุมัติข้อเสนอต่างๆ ตามที่รองปลัดรับปากและเป็นหลักประกันว่าการกลไกแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง



