
จำนงค์ หนูพันธุ์
ตัวแทนเครือข่ายสลัมสี่ภาคและขบวนคนจนเมืองเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัยล่าอาศัยหน้าองค์การสหประชาชาติ
วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมในทุกปี สหประชาชาติ (UN) กำหนดให้เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก ที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้
ปีนี้ตรงกับที่ 7 ตุลาคม 2567 และเป็นวันที่คนไทยที่ ‘ไม่มีที่อยู่อาศัย’ รวมตัวชุมนุมกันเพื่อเรียกร้องสิทธิในการมีที่อยู่อาศัย โดยปักหลักหน้ากระทรวงคมนาคมเพื่อเรียกร้องการเช่าอยู่อาศัยบนที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกอบด้วย เครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนคนจนเมืองเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัย ประมาณ 2,000 คน
ผู้ชุมนุมได้ยื่นแถลงการณ์และข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงคมนาคม ดังนี้
1. รมว.คมนาคม เป็นประธานการมอบสัญญาเช่าสำหรับชุมชนที่ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจพื้นที่ร่วมกับการรถไฟฯ แล้ว แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาเช่า โดยต้องการให้ทำสัญญาเช่ากับ 13 ชุมชนทันที ได้แก่
- ชุมชนโรงปูนตะวันออก กรุงเทพมหานคร
- ชุมชนหนองไผ่พัฒนา จังหวัดขอนแก่น
- ชุมชนหนองผือ จังหวัดขอนแก่น
- ชุมชนเก่าจาน 2 และชุมชนทุ่งสว่างตะวันออก เฟส 1 จังหวัดอุดรธานี
- ชุมชนทุ่งสว่างตะวันออก เฟส 2 จังหวัดอุดรธานี
- ชุมชนป้อมหก จังหวัดสงขลา
- ชุมชนหลบมุม แปลง 1 และ 3 จังหวัดสงขลา
- ชุมชนประธานคีรีวัฒน์ แปลง 1 , 2 และ 4 จังหวัดสงขลา
- ชุมชนเขารูปช้าง โซน 3 (บ้านการะเกด) จังหวัดสงขลา
- ชุมชนเขารูปช้าง โซน 5-6 (บ้านบางดาน) จังหวัดสงขลา
- ชุมชนปาขี้ทราย จังหวัดตรัง
- ชุมชนบางเป้า จังหวัดตรัง
- แปลงที่ดิน R5 จังหวัดขอนแก่น
ทั้งนี้ ชุมชนลำดับที่ 1-12 ได้มีหน่วยงานภายในของ รฟท. ตรวจสอบที่ดินร่วม (ทด.3) ซึ่ง
เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะทำสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้ว แต่ติดอยู่ที่ขั้นตอนรอความเห็นจากฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้างมาหลายเดือน จึงต้องการให้รัฐมนตรีเร่งรัดให้แล้วเสร็จ
2. ขอให้ รมว. คมนาคม มอบนโยบายให้กระบวนการการเช่าที่ดินของ รฟท.สำหรับ 300 ชุมชน 27,084 ครัวเรือนที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ รฟท. กลับมาอยู่ในหน่วยงานของ รฟท. ตามเดิม เนื่องจากการเช่าที่ดินของชุมชนเป็นการเช่าเพื่อที่แก้ปัญหาอยู่อาศัยไม่ใช่เพื่อการพานิชย์ อีกทั้งเพื่อไม่ต้องให้บริษัทเอสอาร์ที แอสเสท จำกัด มีบุคลากรจำกัด และยังไม่มีปะสบการณ์ในการเช่าที่ดินลักษณะดังกล่าวต้องมารับภาระงานชุมชน
ทั้งนี้ บริษัทเอสอาร์ที แอสเสท ให้บริการรับจ้างบริหารจัดการสัญญาเช่า โดยทรัพย์สินทั้งหมดยังเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย
3. ขอให้ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาแก้ไขสัญญาเช่า ระหว่าง รฟท. และชุมชน เนื่องจากสัญญาเช่าที่เซ็นในปี 2567 มีการเพิ่มเงื่อนไขให้ รฟท. สามารถยกเลิกสัญญาเช่า หากต้องการใช้ที่ดินได้ ซึ่งเป็นการหักล้างเจตนารมณ์ของการให้ชุมชนได้เช่าที่ดิน 30 ปี เพื่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัย เพราะหาก รฟท. สามารถตัดสินใจยกเลิกสัญญาเช่าได้ ย่อมทำให้สัญญาที่ระบุระยะเวลา 30 ปี หมดความหมายเพราะสัญญาถูกยกเลิกได้ง่าย
4. ขอให้ รมว. คมนาคม เป็นประธานในที่ประชุม หารือแนวทางการแก้ปัญหาปัญหาค้างเดิม ได้แก่
4.1 การจัดตัดคืนพื้นที่เช่าและคิดอัตราค่าเช่าใหม่
- ชุมชนริมทางรถไฟพุทธมณฑลสายสอง กรุงเทพมหานคร
- ชุมชนฟ้าใหม่ร่วมใจพัฒนา (บางระมาด) กรุงเทพมหานคร
- ชุมชนสะพานยาว จังหวัดนครศรีธรรมราช
4.2 การแก้ปัญหาค้างชำระค่าเช่าและจัดทำสัญญาใหม่ของชุมชนพระราม 6
4.3 การติดตามต่อสัญญาเช่าให้เป็นปัจจุบัน สำหรับชุมชนที่หมดอายุสัญญาเช่า เพื่อดำเนินการขอระบบสาธารณูปโภคให้กับชุมชน
5. ขอให้ รมว.คมนาคม แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาแต่งตั้งกลไกคณะกรรมการติดตามการ
แก้ปัญหาใน 2 ระดับคือ ระดับกระทรวง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานคณะกรรมการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่กำกับดูแลบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เป็นรองประธานคณะกรรมการ และระดับหน่วยงาน โดยมีผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานคณะทำงาน
ตัวแทนสหประชาชาติและตัวแทนนายกรัฐมนตรีรับหนังสือจากผู้ถูกกดขี่

เครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนคนจนเมืองเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัยยื่นข้อเรียกร้องต่อ UN เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากลเครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนคนจนเมืองเพื่อสิทธิที่อยู่อาศัย ได้อ่านแถลงการณ์ต่อองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้จับตาการทำงานของนโยบายที่อยู่อาศัยในไทย เพราะที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ตามที่องค์การสหประชาชาติได้ระบุไว้

ตัวแทน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกรัฐบาล ได้เดินทางมายังหน้าองค์การสหประชาชาติเพื่อรับข้อเรียกร้องจากประชาชน และรับปากว่าจะดำเนินการติดตามตามที่ประชาชนเรียกร้องเมื่อ 7 ต.ค.67 แต่ระบุว่ากระบวนการอาจล่าช้าบ้างเพราะกำลังแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมภาคเหนือ
ภาษีสูงลิบ ที่ดินแปลงรวมริมทางรถไฟมักกะสัน

ชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน ชุมชนที่ถูกไล่รื้อด้วยโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐคือ รถไฟฟ้าสายสีทอง โดยชุมชนตั้งอยู่ก่อนก่อนที่จะมีโครงการเข้ามา จึงถูกไล่ออกจากพื้นที่เดิมไปอยู่พื้นที่ใหม่ที่รัฐจัดให้แต่เป็นการเช่าที่ดินของการรถไฟฯ แต่ไม่ได้รับสิทธิเป็นเจ้าของ การย้ายชุมชนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเด็กที่ยังเรียนไม่จบ คนทำงานที่ต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อมาทำงานในเมือง อีกทั้งผู้คนในชุมชนเหล่านี้จะต้องจ่าย ‘ภาษีสิ่งปลูกสร้าง’’ โดยคิด ‘ค่าเช่าเหมาแปลง’ ทั้งชุมชน ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยมากขึ้นบนรายได้เท่าเดิม
ทองเชื้อ วระชุน ตัวแทนสลัมสี่ภาค ได้อธิบายถึงราคาเช่าที่อยู่อาศัยตามมติคณะกรรมาธิการปี 2543 กำหนดให้ราคาเช่าที่ดินตารางเมตรละ 20 บาท ต่อปี ในพื้นที่เขตเมืองกรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดอยู่ที่ตารางเมตรละ 7 บาทต่อเมตรต่อปี
ในปี 2566 ได้เปลี่ยนข้อกำหนด พื้นที่ในเมืองเปลี่ยนเป็น 25 บาทต่อตารางเมตรต่อเมตรต่อปี ส่วนต่างจังหวัดเป็น 9 บาทต่อตารางเมตรต่อเมตรต่อปี และตามมาด้วยภาษีที่ดิน ซึ่งในมติปี 2543 ไม่ได้กำหนดยกเว้นไว้ ทำให้ผู้มีรายได้น้อยต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเช่าและภาษีโรงเรือน โดยดูจากความเจริญของที่ดิน
“ปกติถ้าไม่เป็นนิติบุคคล จะจ่ายภาษีก็ต่อเมื่อเป็นที่อยู่อาศัยที่ราคา 50 ล้านขึ้นไป แต่บ้านมั่นคงราคาหลักแสนก็ต้องเสียภาษีด้วย”
กระทรวงการคลังกำหนดเกณฑ์ภาษีสิ่งปลูกสร้างหรือภาษีโรงเรือนไว้ 2 ประเภท คือ สำหรับนิติบุคคลที่คำนวณภาษีตามมูลค่าสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่บาทแรก กับบุคคลธรรมดา ซึ่งจะคิดภาษาต่อเมื่อราคาบ้านสูงกว่า 50 ล้านบาท ถ้าไม่ถึงก็ไม่ต้องเสียภาษี
อย่างไรก็ตาม ประชาชนในบ้านมั่นแม้บ้านจะเล็กมากก็ต้องเสียภาษีในเกณฑ์นิติบุคคล เพราะเงื่อนไขการเช่าที่ของการรถไฟฯ นั้นต้องเป็นในนามสหกรณ์ และเป็นเงื่อนไขของ พอช.ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่สนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัย จึงทำให้ต้องเป็นนิติบุคคลไปโดยปริยาย
ทองเชื้อ อธิบายว่าภาษีสิ่งปลูกสร้างหรือโรงเรือนเป็นไปตามราคาประเมินที่ดิน ทำให้ที่ดินที่เช่าแบบ ‘แปลงรวม’ เพื่อสร้างบ้านมั่นคงต้องเสียภาษีไปด้วย โดยคำนวณจากแปลงย่อยๆ รวมกันทั้งหมดที่เช่าในนามสหกรณ์
“บ้านคนจนที่เช่าอยู่บนที่ดินแปลงรวม สิ่งปลูกสร้างราคาแค่หลักแสน แต่กลับเสียภาษีด้วยเงื่อนไข แบบเดียวกันกับนิติบุคคลที่มีสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน เช่นชุมชนบุญร่มไทรซึ่งอยู่ติดกับรางรถไฟมักกะสัน ก็ประสบปัญหาเดียวกัน”
ทองเชื้อเล่าว่า ชุมชนบุญร่มไทรซึ่งอยู่ติดกับรางรถไฟมักกะสันเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ ต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินปีละ 300,000 บาท และยังต้องเสียภาษีอีกปีละ 270,000 บาทโดยประมาณ
“เราไม่ปฏิเสธการเสียภาษี เราจะเสียภาษีในนามบุคคลทั่วไป ไม่ใช่ในนามสหกรณ์ ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่าแต่ละบ้านมีที่ดินเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างไม่กี่ตารางเมตร แต่เสียภาษีในหลักเกณฑ์นิติบุคคลที่เช่าหรือมีที่ดินจำนวนมาก มันเลยเป็นการสร้างภาระเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม” ทองเชื้อกล่าว
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับชุมชน บุญร่มไทร ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่ในต่างจังหวัดก็ใช้กฎเกณฑ์และเงื่อนไขแบบเดียวกัน แม้จะมีที่อยู่อาศัยเพียงไม่กี่ตารางเมตรก็ตาม
จึงเป็นที่มาของข้อเรียกร้องให้รัฐต้องตรวจสอบและระบุในกฎหมายให้ยกเว้นภาษีสำหรับนิติบุคคลที่เป็นโครงการของรัฐ เช่นบ้านมั่นคง ต้องมีกฎเกณฑ์การเสียภาษีที่เป็นธรรมต่อผู้มีรายได้น้อย ไม่ใช้กฎเกณฑ์แบบเดียวกันกับนิติบุคคลและผู้ที่มีรายได้สูง
คลองเตยขอเช่าที่การท่าฯ 20% คนจนต้องมีสิทธิอยู่ในเมือง


ภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.พรรคประชาชน เขตวัฒนา - คลองเตย ถ่ายรูปร่วมกับผู้ชุมนุมหน้า UN ในวันที่อยู่อาศัยสากล
กรณีการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนในที่ดินการท่าเรือแห่งประเทศไทย ย่านคลองเตย รองปลัดกระทรวงคมนาคม จะนำข้อเรียกร้องของเครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตย นำเสนอต่อรัฐมนตรี ภายใต้คณะกรรมการฯ เพื่อให้ตั้งอนุกรรมการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยย่านคลองเตย โดยมีผู้แทนจากชาวชุมชน ผู้อยู่อาศัยย่านดังกล่าว
“เป็นความกังวลของพี่น้องในชุมชนคลองเตยมาหลาย10 ปี”
ภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.พรรคประชาชน เขตวัฒนา-คลองเตย เล่าว่า เดิมทีจะมีการพัฒนาเป็นท่าเรือเชิงพาณิชย์ โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เคยอยากให้ประชาชนย้ายออก และอดีตนายกเศรษฐา ทวีสิน ให้ย้ายออกบางส่วน ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ผังเมืองที่แต่ก่อนเป็นสีน้ำเงินซึ่งก็คือสาธารณูปโภค ในบริเวณที่ดินท่าเรือเดิม ตอนนี้กลับเปลี่ยนผังเมืองบางส่วนให้เป็นสีแดงคือ กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและพาณิชย์ เคยมีการเวนคืนตาม พ.ร.บ.ท่าเรือ เพื่อการขนส่งคมนาคม
“แต่ชาวบ้านไม่โอเคเพราะเขาเปลี่ยนไปสร้างห้างสร้างโรงแรม เดิมทีชาวบ้านก็ไม่มีที่อยู่อยู่แล้ว พอเขาทำแบบนี้ชาวบ้านจะไปอยู่ไหน” ภัณฑิลกล่าว
ภัณฑิล อธิบายว่า หากจะให้ชาวบ้านย้ายไปหนองจอก ลาดกระบัง มันไกลมาก งานที่พวกเขาทำก็อยู่ใจกลางเมือง เขตเมืองชั้นในขับเคลื่อนด้วยแรงงานคลองเตย เช่น รปภ. แม่บ้านตามสถานที่กลางเมืองอย่างคลองตัน เอกมัย เป็นต้น ชาวบ้านและแรงงานอยู่กันอย่างแออัดควรจะต้องปรับปรุงให้ดีกว่านี้ เอาเงินมาสร้างที่อยู่อาศัยให้มั่นคงดีกว่า
“ไม่ใช่เอะอะก็จะขายที่ให้ต่างชาติหรือนายทุนมาลงทุน”
“ไม่ค่อยมีการมารับฟังจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นการฟอกขาว อ้างว่ามารับฟัง เพราะถ้ารับฟังจริงๆ ก็คงไม่มีประชาชนมายืนประท้วงเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานแบบนี้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก” ภัณฑิลกล่าว
ภัณฑิล เล่าอีกว่า มีปัญหาเกิดขึ้นทับซ้อนหลายโครงการมายาวนานสำหรับชุมชนคลองเตย เช่น การสร้างทางด่วน การสร้างท่าเรือเชิงพาณิชย์ มีโรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมัน ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุย่อมส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยประชาชน จึงเป็นเหตุผลว่า ประชาชนต้องมีที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพสำหรับคนที่รายได้น้อย เพราะหากปล่อยให้นายทุนเข้ามา ที่ดินจะราคาขึ้น ทำให้ประชาชนไม่มีที่อยู่มากขึ้น
ข้อเรียกร้องของคลองเตยคือ ขอเช่าที่ดินจากการท่าเรือ 20% เพื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยของผู้รายได้น้อยโดยพวกเขาต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบ และควรคำนึงถึงความเป็นไปได้จริงในการอยู่อาศัย
ข้อสรุปการเจรจา 6 ชม.

วันที่ 9 ต.ค. 2567 เพจเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้โพสต์รายละเอียดความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างผู้ชุมนุมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรณีการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในที่ประชุมและมีผู้แทนจาก รฟท. และ บริษัทลูกของ รฟท. พร้อมกับผู้แทนชุมชน ใช้เวลากว่า 6 ชม. ในการเจรจา ได้ข้อสรุป ดังนี้
1. จะดำเนินการจัดทำสัญญาเช่าที่ดินให้สำหรับชุมชน
- 22 ต.ค.67 จำนวน 5 สัญญา คือ ชุมชนโรงปูนตะวันออก กรุงเทพมหานคร , ชุมชนหนองไผ่พัฒนา จ.ขอนแก่น , ชุมชนหนองผือ จ.ขอนแก่น , ชุมชนทุ่งสว่างตะวันออก จ.อุดรธานี , ชุมชนเก่าจาน 4 (เก่าจาน 2) และชุมชนทุ่งสว่างตะวันออก (บ้านเดื่อ 1) จ.อุดรธานี
- 29 ต.ค.67 จำนวน 2 สัญญา คือ ชุมชนปาขี้ทราย จ.ตรัง , ชุมชนบางเป้า จ.ตรัง
- หลังจากนั้นจะมีการนัดหมายการลงตรวจพื้นที่เพื่อทำการเช่าที่ดินในอีกหลายพื้นที่
2. กรณีที่ รฟท. จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อบริหารที่ดินในเชิงพาณิชย์ ได้ข้อสรุปว่า ชุมชนทั้ง 300 ชุมชน 27,084 ครัวเรือนที่ประสงค์ขอเช่าที่ดิน รฟท. เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย กระบวนการเช่าที่ดินจนถึงการแจ้งเงื่อนไขการเช่า รฟท.จะเป็นหน่วยงานดำเนินการ ส่วนการลงนามสัญญาเช่าจะเป็นบริษัทลูก และเจตนารมณ์การเช่าที่ดินยังคงเป็นไปตามมติคณะกรรมการ รฟท. เมื่อ 13 ก.ย.43 และ 18 พ.ค.66 ที่ประสงค์ให้ชุมชนได้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และสามารถเช่าที่ดิน รฟท. ในเมืองได้
3. การแก้เนื้อหาสัญญาเช่า จะมีการพูดคุยหลักการกันใหม่หลังจากที่มีการตั้งกลไกการแก้ปัญหาขึ้นมา แล้วจึงนำเรื่องเข้ามาพิจารณาในกลไกดังกล่าวที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน
4. นัดหมายการแก้ปัญหาเร่งด่วน 4 กรณี โดยจะมีผู้แทนจาก รฟท. และผู้แทนบริษัทลูก
5. รองปลัดกระทรวงคมนาคม จะดำเนินการนำองค์ประกอบคณะกรรมการติดตามการแก้ปัญหา ซึ่งมี 2 ระดับ คือ ระดับกระทรวงที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน และระดับหน่วยงานที่มีผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธาน และให้ นัดหมายยกร่างกฎระเบียบในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567
ป้ายผ้าในวันที่อยู่อาศัยโลก

ป้ายกระดาษในวันที่อาศัยโลก
ข้อเสนอ
1. นิติบุคคลที่เป็นโครงการของรัฐ บ้านมั่นคง โฉนดชุมชน และอื่นๆ ให้ทางกระทรวงการคลังให้เก็บภาษีในนามแปลงย่อยไม่ใช่แปลงรวม
2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนำเรื่องนี้เข้า ครม. และในระหว่างที่ยังเจรจาให้ทำเรื่องยกเว้นการเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้างของกลุ่มคนเหล่านี้ที่อยู่ในโครงการของรัฐเสนอชุมชนและที่ดินทำกินรวมถึงบ้านมั่นคง โดยไม่เรียกเก็บในระหว่างที่รอมติ ครม. เพราะหากในช่วงที่มติยังไม่ออกมา และที่ดินเหล่านี้ไม่จ่ายภาษี ผิดกฎหมายอาญา ดังนั้นระหว่างที่มติยังไม่ออกจึงจำเป็นต้องหยุดเก็บภาษี
3. ให้รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเป็นประธาน คณะกรรมการในการแก้ไขปัญหา
ข้อสรุปเบื้องต้นเพื่อหาแนวทางแก้ไขระเบียบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ โดยให้นำข้อเสนอเหล่านี้เข้า ครม.และออกมติจาก ครม. โดยกระทรวงการคลังรับปากผู้ชุมนุมไว้ดังนี้
1. ทางกระทรวงการคลังเห็นด้วยกับข้อเสนอข้อที่หนึ่ง และได้อธิบายว่าตอนนี้อยู่ในระหว่างการร่างระเบียบการเก็บภาษีที่ดินแปลงย่อย ซึ่งตัวแทนผู้เจรจาได้ถามถึงความคืบหน้า พบว่า อยู่ที่ 80% และตอนนี้ก็ผ่านมา 2 ปีแล้ว ระหว่างนี้ยกร่างนี้จะเสร็จประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน ไม่เกินกลางเดือนพฤศจิกายน 2567 ซึ่งตัวแทนเจรจาได้ขอดูร่างนี้วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 โดยมีตัวแทนสามฝ่าย ฝ่ายการเมือง ฝ่ายตัวแทนภาคประชาชน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเรื่องนี้
2. การชะลอการเก็บภาษี ระหว่างที่กำลังหารือเพื่อหาทางออก และจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด
3. ตัวแทนกระทรวงการคลังได้ชี้แจงว่า หากตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการจะทำให้การทำงานล่าช้าและการยกร่างกฎระเบียบอาจดำเนินการได้ช้าลง ทางตัวแทนเจรจาจึงได้ตกลงว่าวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้หากร่างระเบียบสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด กระทรวงการคลังก็สามารถประกาศใช้เกณฑ์ใหม่ได้ทันที
