Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลัง กมธ.การยุติธรรมและการกฎหมาย วุฒิสภา เปิดเผยว่าช่วงปลายเดือน ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา มีการตรวจสอบพื้นที่เกือบ 1,800 ไร่ ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ซึ่งมีเบาะแสว่ากลุ่มทุนจีนต้องการพื้นที่ไปทำสวนทุเรียนแบบแปลงใหญ่ - ชวนดูข้อค้นพบจากงานวิจัย 'การครอบครองที่ดินข้ามพรมแดนของทุนจีน กรณีสวนทุเรียนในภาคตะวันออก' โดย Land Watch Thai และ EEC Watch ชี้ทุนจีนพยายามจะควบคุมกลไกการตลาดทุเรียนไทยในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำ (ผู้ผลิต) กลางน้ำ (ล้งรับซื้อผลผลิต) ถึงปลายน้ำ (ตลาดปลายทาง)

กมธ. วุฒิสภา เผยกลุ่มทุนจีนบุกรุกป่าทำสวนทุเรียน ในพื้นที่ จ.จันทบุรี


ภาพการลงพื้นที่ตรวจสอบของ กมธ.การยุติธรรมและการกฎหมาย วุฒิสภา เมื่อช่วงต้นปี 2568

ช่วงเดือน ก.พ. 2568 กมธ.การยุติธรรมและการกฎหมาย วุฒิสภา เปิดเผยข้อมูลจากชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ ที่พบว่าตั้งแต่ปลายปี 2567 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2568 ได้รับเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย กรณีการบุกรุก ยึดถือครอบครอง เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตมาอย่างต่อเนื่อง และจากการที่ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ดำเนินการตรวจสอบในหลายพื้นที่ พบว่าบางส่วนมีการอ้างเอกสารสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน บางส่วนอ้างหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งจะต้องทำการตรวจสอบอย่างรอบคอบ รัดกุม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องมาใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย และในส่วนที่พบการกระทำผิดกฎหมาย และได้มีการดำเนินคดีไปแล้ว จำนวนหลายคดี เป็นคดีในพื้นที่ป่าไม้ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ รวมทั้งพื้นที่ที่มีการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาลในรูปแบบแปลงรวม หรือ นโยบาย คทช.

ซึ่งจากการตรวจสอบและการสืบสวนของ กมธ.การยุติธรรมและการกฎหมาย วุฒิสภา พบว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนักการเมือง และอดีตนักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งกลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่ต้องการมากวาดซื้อที่ดินทำเลสวย เหมาะต่อการปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะการทำสวนทุเรียนจำนวนมากและค่อนข้างมีเนื้อที่เป็นแปลงขนาดใหญ่ ซึ่งมีคดีรายใหญ่พื้นที่นับพันไร่ที่น่าสนใจมาจากกลุ่มทุนจีนร่วมกับคนไทย

โฆษณา - Advertising

ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งความกล่าวโทษไปแล้ว จำนวน 2 คดีประกอบด้วย (1) คดีตรวจยึดพื้นที่ เนื้อที่ 105 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา ซึ่งอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง บ้านเขาฆ้อง หมู่ที่ 5 ต.พวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และ (2) คดีการตรวจยึดพื้นที่ เนื้อที่ 1,848 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา ซึ่งอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าจันทร์ตาแป๊ะ และป่าเขาวังแจง เนื้อที่ 1,785 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง เนื้อที่ 62 ไร่ 3 งาน 74 ตารางวา บ้านสุขใจ หมู่ที่ 7 ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และบ้านชำตาเรือง หมู่ที่ 7 ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

กมธ.การยุติธรรมและการกฎหมาย วุฒิสภา ยังระบุว่า จากการขยายผลการตรวจสอบพบว่าขบวนการกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าแบบผิดกฎหมายนั้น บางแปลงคดีมีกลุ่มนายทุนชาวจีนมีส่วนสนับสนุนด้วย โดยเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมามีการตรวจสอบพื้นที่เกือบ 1,800 ไร่ ในพื้นที่ อ.แก่งหางแมว และ อ.เขาเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ที่มีเบาะแสว่าเป็นของกลุ่มทุนจีนและคนไทยต้องการพื้นที่ไปทำสวนทุเรียนแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกรณีนี้น่ากังวล และ กมธ.ที่เกี่ยวข้องจะรับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นกรณีศึกษา โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะที่มีการระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่นั้น กมธ.การกฎหมายและยุติธรรม วุฒิสภา จะรับไปศึกษาข้อเท็จจริงรวมถึงการติดตามเรื่องดังกล่าวต่อไป

เปิดงานวิจัย 'ทุนจีนรุกสวนทุเรียนไทย' ได้อย่างไร?

จากงานวิจัย ‘การครอบครองที่ดินข้ามพรมแดนของทุนจีน กรณีสวนทุเรียนในภาคตะวันออกของประเทศไทย จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด’ จัดทำโดย Land Watch Thai และ EEC Watch เผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. 2567

งานวิจัยนี้เน้นการศึกษา ภาพรวมเกษตรกรรมทุเรียนในภาคตะวันออกของไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการรุกคืบของทุนจีนที่เริ่มต้นจากการควบคุมการส่งออก และขยายอิทธิพลสู่การครอบครองที่ดินเพื่อผลิตทุเรียนเอง โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.จันทบุรี จ.ระยอง และ จ.ตราด ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทุเรียนหลักของประเทศ โดยรายละเอียดที่น่าสนใจของงานวิจัยมีดังนี้

โฆษณา - Advertising

เส้นทางการผูกขาดผ่านล้งจีน

ที่มาภาพ: งานวิจัย ‘การครอบครองที่ดินข้ามพรมแดนของทุนจีน กรณีสวนทุเรียนในภาคตะวันออกของประเทศไทย จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด’ จัดทำโดย Land Watch Thai และ EEC Watch

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า การเข้ามาของทุนจีนในตลาดทุเรียนไทยเริ่มต้นในปี 2560 เมื่อนักธุรกิจชาวจีนเริ่มเข้ามาตั้ง "ล้ง" หรือโรงคัดบรรจุเพื่อส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน โดยในช่วงแรกจะเข้ามาสั่งซื้อจากพ่อค้าคนกลางคนไทยก่อน เมื่อเห็นว่าได้กำไรดีมาก จึงเริ่มเข้ามาซื้อที่ดินตั้งล้งและเป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงเริ่มซื้อที่ดินโดยผ่านนายทุนไทยทำสวนทุเรียนเอง

จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร ณ เดือน พ.ค. 2567 พบว่ามีจำนวนโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) ที่ส่งออกไปจีนรวมทั่วประเทศ จำนวน 2,122 ราย โดยในสามจังหวัดพื้นที่กรณีศึกษามีจำนวน 988 ล้ง และเฉพาะ จ.จันทบุรี มีจำนวนมากถึง 909 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2559 ที่มีเพียง 122 ราย

ที่น่าตกใจคือ แม้ตามรายชื่อผู้ประกอบการจะเป็นสัญชาติไทยหรือบริษัทไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าของล้งเหล่านี้มีชาวจีนเป็นเจ้าของถึงราวร้อยละ 90 ของจำนวนล้งทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงการใช้นอมินีไทยในการดำเนินธุรกิจอย่างแพร่หลาย

โฆษณา - Advertising

การขยายอิทธิพลสู่การครอบครองที่ดิน

ที่มาภาพ: งานวิจัย ‘การครอบครองที่ดินข้ามพรมแดนของทุนจีน กรณีสวนทุเรียนในภาคตะวันออกของประเทศไทย จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด’ จัดทำโดย Land Watch Thai และ EEC Watch

ประมาณปี 2564 ทุนจีนได้ขยายการลงทุนในธุรกิจส่งออกทุเรียน โดยการกว้านซื้อสวนทุเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเพื่อการส่งออกผลผลิตทุเรียนไปจีน และทำสวนทุเรียนเพื่อการท่องเที่ยวสำหรับให้ทัวร์จีนเข้ามาเที่ยวชม กิน พักแรม ในสวนทุเรียน

ทุนจีนมีกลยุทธ์ในการเลือกทำเลที่ตั้งอย่างชาญฉลาด โดยจะเน้นซื้อที่ดินใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น อ่างเก็บน้ำหรือริมคลองขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในอำเภอแก่งหางแมว นายายอาม ท่าใหม่ และเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เนื่องจากประสบการณ์วิกฤตภัยแล้งในอดีตทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าถึงแหล่งน้ำ

นอกจากนี้ ทุนจีนมักหลีกเลี่ยงการซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ เช่น โฉนดหรือ น.ส.3 เนื่องจากมีราคาแพง แต่จะเน้นซื้อที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ซึ่งมีราคาถูกกว่า โดยเฉพาะในอำเภอแก่งหางแมว ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ

โฆษณา - Advertising

งานวิจัยเปิดเผยวิธีการที่ทุนจีนใช้ในการถือครองที่ดิน มี 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.การใช้นอมินีคนไทยถือครองที่ดินแทน 2.การแต่งงานกับผู้หญิงไทยและให้เป็นผู้ถือครองที่ดิน และ 3.การแปลงสัญชาติจากจีนมาเป็นไทย

ในกระบวนการซื้อที่ดิน มักมีผู้นำท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นนายหน้า เนื่องจากรู้จักพื้นที่และเจ้าของที่ดิน โดยจะได้รับค่าตอบแทนประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อสัญญา และมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการซื้อขายที่ดินระหว่างนายหน้าด้วยกัน

จากการสำรวจพบว่า ใน อ.หางแมว ทุนจีนเข้ามาซื้อที่ดินในสัดส่วนประมาณ 20-30% จากผู้ที่เข้ามาซื้อที่ดินในพื้นที่ทั้งหมด โดยราคาที่ดินเปล่าอยู่ที่ไร่ละแสนบาท ส่วนสวนทุเรียนที่ให้ผลผลิตแล้วราคาจะแพงกว่า อยู่ที่ประมาณ 3-5 แสนบาทต่อไร่

สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

ที่มาภาพ: งานวิจัย ‘การครอบครองที่ดินข้ามพรมแดนของทุนจีน กรณีสวนทุเรียนในภาคตะวันออกของประเทศไทย จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด’ จัดทำโดย Land Watch Thai และ EEC Watch

โฆษณา - Advertising

งานวิจัยระบุว่า ใน จ.จันทบุรี พบสวนทุเรียนของทุนจีนในหลายอำเภอ โดยเฉพาะใน อ.แก่งหางแมว อ.เขาคิชฌกูฏ อ.มะขาม และ อ.นายายอาม มีการตรวจพบแปลงสวนทุเรียนขนาดใหญ่กว่า 100 ไร่ขึ้นไป โดยสวนทุเรียนของทุนจีนมักมีลักษณะเฉพาะ เช่น มีป้ายรูปหมูภาษาจีนติดไว้หน้าสวน มีรั้วรอบขอบชิด ไม่มีบ้านคนอยู่อาศัย และมีการใช้เทคโนโลยีการเกษตรมากกว่าสวนทุเรียนทั่วไป เช่น การใช้โดรนฉีดพ่นยา การใช้สปริงเกอร์ฝอยรดน้ำทั้งวัน

ที่ จ.ระยอง มีการตรวจพบสวนทุเรียนของทุนจีนใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เขาชะเมา อ.แกลง และ อ.วังจันทร์ โดยพบมากที่สุดที่ อ.เขาชะเมา เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และที่ดินมีราคาถูก

ส่วนที่ จ.ตราด พบการทำสวนทุเรียนที่เข้าข่ายผิดกฎหมายและเป็นการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ภูเขา และแหล่งน้ำ ใน 2 ลักษณะ คือ การทลายภูเขาติดต่อกันหลายลูกเพื่อทำเป็นขั้นบันไดปลูกทุเรียน และการทำสวนทุเรียนบนเกาะที่ยื่นเข้าไปในอ่างเก็บน้ำและบนภูเขาริมอ่างเก็บน้ำ

ผลกระทบในวงกว้างจากการรุกคืบของทุนจีน

จากการศึกษาพบว่าผลกระทบของการรุกคืบของทุนจีนมีหลายมิติ ในด้านการตลาด ผู้ประกอบการล้งไทยรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ทุนจีนพยายามจะควบคุมกลไกการตลาดทุเรียนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำ (ผู้ผลิต) กลางน้ำ (ล้งรับซื้อผลผลิต) ถึงปลายน้ำ (ตลาดปลายทาง) โดยมีกลุ่มธุรกิจ 5 เสือที่ควบคุมราคาทุเรียนในแต่ละวัน

ในแต่ละวันมีทุเรียนนำเข้าจีนเป็นพันตู้คอนเทนเนอร์ (หนึ่งตู้ประมาณ 18 ตัน) โดยมีค่าใช้จ่ายต่อตู้ประมาณ 2 ล้านบาท แล้วแต่ราคาทุเรียน ตั้งแต่ 1.5 – 3 ล้านบาทต่อตู้ สะท้อนให้เห็นถึงมูลค่ามหาศาลของตลาดทุเรียนที่ทุนจีนกำลังผูกขาด

ด้านสิ่งแวดล้อม การทำสวนทุเรียนของทุนจีนก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง มีการใช้น้ำและสารเคมีอย่างเข้มข้น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรรอบข้าง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งบนดินและแหล่งน้ำ นอกจากนี้ยังพบการบุกรุกพื้นที่ป่าและเขตชลประทานเพื่อทำสวนทุเรียน โดยเฉพาะที่ จ.ตราด

วิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข

งานวิจัยนี้ชี้ว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ล้งไทยซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 10% จะต้องหายไป เพราะที่ผ่านมาแทบไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากรัฐบาล ซึ่งต่างจากล้งจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านเงินทุนและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

ด้านการรักษาอธิปไตยทางอาหาร การปล่อยให้ทุนจีนควบคุมกลไกตลาดทุเรียนทั้งระบบ อาจนำไปสู่การสูญเสียความมั่นคงทางอาหารและการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรไทยในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ จากการทำการเกษตรที่ขาดความรับผิดชอบของทุนจีน

งานวิจัยชิ้นนี้ จึงได้เสนอมาตรการเร่งด่วนหลายประการ ทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย การควบคุมการผูกขาด การเปิดตลาดใหม่ การกำหนดให้การทำสวนทุเรียนเป็นอาชีพสงวน และการเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตนี้ลุกลามจนยากเกินแก้ไขในอนาคต

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising