Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ด้านมืดของการทำงานทางดิจิทัล 'วัฒนธรรมออนไลน์ตลอดเวลา' กำลังสร้างความวิตกกังวลรูปแบบใหม่ให้กับคนทำงาน การศึกษาชี้ให้เห็นว่า 'ความท่วมท้นด้านเทคโนโลยี' และ 'การเชื่อมต่อมากเกินไป' กำลังทำให้สุขภาวะของคนทำงานแย่ลง


ที่มาภาพ: Kampus Production/Pexels 

นึกย้อนไปถึงตอนที่คุณเปิดดูอีเมลเรื่องงานนอกเวลา คุณรู้สึกอยากเช็คกล่องจดหมายซ้ำๆ แม้ในวันหยุดบ้างไหม? จากงานวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮมพบว่า การถูกรบกวนจากเทคโนโลยีแบบนี้ส่งผลเสียต่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนทำงานอย่างชัดเจน

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Frontiers in Organizational Psychology ได้ศึกษาสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า "ด้านมืดของการทำงานยุคดิจิทัล" โดยพบผลกระทบแฝงต่อสภาพจิตใจและร่างกาย อันเกิดจากการที่เราต้องเชื่อมต่อกับงานผ่านเทคโนโลยีอยู่ตลอด ถึงแม้เครื่องมือดิจิทัลจะทำให้ทำงานได้คล่องตัวและร่วมมือกันได้ดีขึ้น แต่ก็นำมาซึ่งความท้าทายรูปแบบใหม่ที่องค์กรต้องหาทางรับมือ

คณะวิจัยได้พบปรากฏการณ์ที่พวกเขาเรียกว่า "ความเข้มข้นของเทคโนโลยีในที่ทำงานดิจิทัล" (Digital Workplace Technology Intensity - DWTI) ซึ่งหมายถึงพลังงานทางความคิดและอารมณ์ที่ต้องใช้ในการจัดการกับการเชื่อมต่อตลอดเวลา ทั้งการรับมือกับข้อมูลที่มากเกินไป การแก้ปัญหาเทคนิคต่างๆ รวมถึงความกังวลว่าจะพลาดข่าวสารหรือการติดต่อสำคัญในการทำงานแบบดิจิทัล

เอลิซาเบธ มาร์ช (Elizabeth Marsh) นักศึกษาปริญญาเอกทุน ESRC จากคณะจิตวิทยา หัวหน้าคณะวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ อธิบายว่า การทำงานแบบดิจิทัลมีข้อดีทั้งต่อองค์กรและพนักงาน เช่น ทำให้ร่วมมือกันทำงานได้ง่ายและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่จากผลการวิจัยกลับพบว่า การทำงานดิจิทัลมีด้านลบที่แฝงอยู่ โดยพนักงานอาจเหนื่อยล้าและเครียดจากแรงกดดันที่มากเกินไปในสภาพแวดล้อมการทำงานดิจิทัล อีกทั้งความรู้สึกว่าต้องออนไลน์ตลอดและคอยติดตามข้อความต่างๆ ยังทำให้พวกเขาปลดปล่อยตัวเองออกจากเรื่องงานได้ยากในแง่จิตใจ

การเพิ่มขึ้นของ 'ความวิตกกังวลเรื่องผลิตภาพ'


ที่มาภาพ: Ciphr (CC BY 2.0)  

ทีมวิจัยได้ทำความเข้าใจความท้าทายเหล่านี้โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกพนักงาน 14 คน จากหลายตำแหน่งและหลายอุตสาหกรรม โดยผู้ให้สัมภาษณ์มีอายุตั้งแต่ 27 ถึง 60 ปี ทั้งผู้จัดการร้าน วิศวกรซอฟต์แวร์ และผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆ ซึ่งได้เผยให้เห็นถึงผลกระทบของความต้องการในการทำงานดิจิทัลที่มีต่องานแต่ละประเภท

ทีมวิจัยได้พบความท้าทายหลักของการทำงานดิจิทัล 5 ประการ โดยประการแรกคือ "การเชื่อมต่อที่เกินพอดี" (hyperconnectivity) ซึ่งหมายถึงภาวะที่คนต้องเชื่อมต่อกับงานผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลไม่ขาดสาย จนทำให้ชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวเริ่มปนเปกัน สะท้อนจากคำพูดของผู้เข้าร่วมวิจัยคนหนึ่งที่ว่า "คุณรู้สึกเหมือนต้องพร้อมใช้งานตลอด ต้องมีจุดสีเขียวเล็กๆ (แสดงว่าออนไลน์อยู่) ตลอดเวลา"

วัฒนธรรมที่ต้องออนไลน์ตลอดเวลานี้ได้สร้างปัญหาที่งานวิจัยเรียกว่า "ความกังวลเรื่องผลผลิต" คือความกลัวของพนักงานที่ทำงานทางไกลว่าจะถูกมองว่าทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ดังที่ผู้ร่วมวิจัยคนหนึ่งได้เล่าถึงแรงกดดันนี้ว่า "มันเป็นแรงกดดันที่ต้องตอบกลับ [...] พอได้รับอีเมล ฉันต้องรีบจัดการทันที เพราะไม่อย่างนั้นคนอื่นอาจจะคิดว่า 'เธอกำลังทำอะไรอยู่ที่บ้านกันแน่?'"

'ความกลัวที่จะพลาด' (FoMO) นำไปสู่การทำงานที่หนักเกินไป


ที่มาภาพ: Starlit Beaches (CC BY-NC-ND 2.0) 

งานวิจัยยังพบปัญหา "ความท่วมท้นจากเทคโนโลยี" (techno-overwhelm) ที่พนักงานต้องพยายามรับมือกับการสื่อสารทางดิจิทัลและแพลตฟอร์มมากมายที่พวกเขาต้องดูแล โดยผู้ร่วมวิจัยเล่าว่าพวกเขารู้สึกเหมือนถูกถล่มด้วยอีเมล และรู้สึกหนักอึ้งกับจำนวนข้อความ แอพพลิเคชั่น และการประชุมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงานแบบดิจิทัล

ปัญหาด้านเทคนิคที่งานวิจัยเรียกว่า "ความยุ่งยากในที่ทำงานดิจิทัล" ถือเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้เกิดความเครียด โดยผลการศึกษาพบว่าความท้าทายเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อพนักงานที่มีอายุมากและพนักงานที่มีความพิการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาเรื่องการเข้าถึงที่สำคัญที่องค์กรต่างๆ ต้องเร่งหาทางแก้ไข

งานวิจัยยังค้นพบรูปแบบที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "ความกลัวที่จะพลาดโอกาส" (Fear of Missing Out - FoMO) ในบริบทของที่ทำงาน แม้ว่าเครื่องมือดิจิทัลจะถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้การสื่อสารดีขึ้น แต่ผู้ร่วมวิจัยหลายคนกลับรู้สึกกังวลว่าจะพลาดข่าวสารสำคัญหรือโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

ดร.อเล็กซา สเปนซ์ (Dr. Alexa Spence) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม อธิบายว่า "งานวิจัยนี้ได้ต่อยอดองค์ความรู้เดิมเกี่ยวกับความต้องการและทรัพยากรในการทำงาน โดยชี้ให้เห็นถึงความต้องการในงานดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อที่มากเกินไปและภาระงานที่ท่วมท้น นอกจากนี้ยังนำเสนอมุมมองใหม่เกี่ยวกับความเข้มข้นของเทคโนโลยีในที่ทำงานดิจิทัล ซึ่งช่วยให้เข้าใจต้นเหตุของความเครียดจากเทคโนโลยีในที่ทำงานดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น และยังตอกย้ำให้เห็นว่าการทำงานดิจิทัลอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งกายและใจได้อย่างไร"

ปลดการเชื่อมต่อ

ผลการวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างมากในช่วงหลังโควิด ที่เส้นแบ่งระหว่างที่ทำงานกับบ้านเริ่มพร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนจากคำพูดของผู้เข้าร่วมวิจัยคนหนึ่งที่ว่า "มันยากขึ้นที่จะวางงานไว้ข้างหลัง เมื่อทุกอย่างออนไลน์ และคุณสามารถเข้าไปทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง"

ทีมวิจัยได้พัฒนาข้อแนะนำที่องค์กรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงจากผลการศึกษานี้ โดยองค์กรควรสนับสนุนให้พนักงานได้พัฒนาทักษะการทำงานในสภาพแวดล้อมดิจิทัลให้แข็งแกร่งขึ้น และช่วยให้พวกเขาสามารถสร้างและรักษาเส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานกับชีวิตส่วนตัวได้ นอกจากนี้องค์กรควรปรับปรุงให้เครื่องมือดิจิทัลใช้งานได้ง่ายและเข้าถึงได้ดีขึ้น พร้อมทั้งจัดการกับปัญหาแอพและแพลตฟอร์มที่มีมากเกินไปจนอาจท่วมท้นพนักงาน รวมถึงต้องทำความเข้าใจความต้องการและความชอบส่วนตัวของพนักงานแต่ละคนในการทำงานดิจิทัลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น - ข้อเสนอแนะเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้องค์กรสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานดิจิทัลที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษาประโยชน์ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ในสถานการณ์ที่ชวนขำอย่างน่าขมขื่น เครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้งานง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลับกลายเป็นต้นเหตุของความเครียดและความกดดันรูปแบบใหม่สำหรับพนักงานจำนวนมาก ในขณะที่องค์กรต่างๆ ยังคงก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง พวกเขาควรตระหนักว่าเบื้องหลังจุดสีเขียวเล็กๆ (ที่แสดงสถานะออนไลน์) ทุกจุดนั้น คือมนุษย์คนหนึ่งที่บางครั้งก็ต้องการตัดการเชื่อมต่อ เติมพลังให้ตัวเอง และหาความสงบในโลกที่เชื่อมต่อถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ นี้


ที่มา:
The dark side of digital work: ‘Always on’ culture creating new type of anxiety for employees (StudyFinds, 20 December 2024) 
Digital workplace technology intensity: qualitative insights into employee wellbeing in boundaryless workplaces (Frontiers in Organizational Psychology, 17 December 2024) 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง