- งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยออตตาวา ตีพิมพ์ในวารสาร Collabra: Psychology ทดลองกับผู้เข้าร่วม 243 คน พบว่าอีโมจิหน้าโกรธในข้อความที่ทำงานทำลายภาพลักษณ์ผู้ส่งเสมอ ไม่ว่าเนื้อหาข้อความจะเป็นอย่างไรก็ตาม
- ข้อความที่ไม่มีอีโมจิได้คะแนนความเป็นมืออาชีพสูงสุด ขณะที่อีโมจิยิ้มกว้างช่วยได้บ้าง แต่ต้องจับคู่กับข้อความให้สอดคล้องกัน
- ผู้หญิงถูกตัดสินจากการใช้อีโมจิเชิงลบอย่างเข้มงวดกว่าผู้ชาย สะท้อนความคาดหวังทางสังคมที่ยังคงแตกต่างกันในที่ทำงาน
ทุกวันมีข้อความสั้นระหว่างเพื่อนร่วมงานบนแพลตฟอร์มอย่าง Slack และ Microsoft Teams นับพันล้านข้อความ และหลายข้อความมี "อีโมจิ" แทรกอยู่ด้วย งานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยออตตาวา (University of Ottawa) ชี้ว่าการเลือกอีโมจิผิดตัวในข้อความที่ทำงานอาจทำให้เพื่อนร่วมงานมองว่าผู้ส่งขาดความสามารถและขาดความเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะอีโมจิหน้าโกรธซึ่งส่งผลเสียอย่างชัดเจน แม้ตัวข้อความจะสุภาพและสมเหตุสมผลก็ตาม
การสื่อสารดิจิทัลในที่ทำงานเติบโตมากกว่าที่เคย จากสถิติที่อ้างในงานวิจัย 91% ของธุรกิจใช้แพลตฟอร์มแชตตั้งแต่ 2 แพลตฟอร์มขึ้นไป และ Slack เพียงแพลตฟอร์มเดียวมีผู้ใช้งานประจำวันมากกว่า 42 ล้านคน ใช้เวลาเฉลี่ย 90 นาทีต่อวัน และหลังโควิด-19 การส่งข้อความในที่ทำงานก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แต่กลับมีงานวิจัยน้อยมากที่ศึกษาว่าอีโมจิส่งผลต่อภาพลักษณ์มืออาชีพอย่างไร
ทดลองด้วยอีโมจิ
เอริน แอล. คอร์ทิซ (Erin L. Courtice), เมแกน ลอว์เรนซ์ (Megan Lawrence), ชาร์ลส์ เอ. คอลลิน (Charles A. Collin) และอิซาแบล บูเต (Isabelle Boutet) จากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยออตตาวา ออกแบบการทดลองเพื่อทดสอบว่าอีโมจิที่แนบมากับข้อความในที่ทำงานส่งผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับผู้ส่งอย่างไร ตีพิมพ์ในวารสาร Collabra: Psychology
ในขั้นตอนการคัดเลือกข้อความ ทีมวิจัยเริ่มต้นด้วยข้อความ 140 ประโยค ก่อนกรองผ่านการประเมินโดยผู้ตรวจสอบอิสระและการทดสอบกับกลุ่มนำร่อง 28 คน จนเหลือ 45 ประโยคที่ผ่านการตรวจสอบความสมจริงและความชัดเจนทางอารมณ์ ก่อนนำมาใช้ในการทดลองหลัก
จากนั้นให้ผู้เข้าร่วม 243 คน (ชาย 134 คน หญิง 109 คน อายุเฉลี่ย 21.63 ปี) ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาตรีจากทั้งมหาวิทยาลัยและแพลตฟอร์ม Prolific อ่านข้อความสั้นในสถานการณ์การทำงานสมมติ โดยสมมติว่าข้อความนั้นส่งมาจากเพื่อนร่วมงานเพศเดียวกันหรือต่างเพศ ทั้งนี้งานวิจัยเริ่มต้นด้วยผู้เข้าร่วม 404 คน แต่คัดออก 161 คน เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพข้อมูล เช่น มีประวัติดิสเล็กเซีย ไม่ตั้งใจอ่าน ไม่ระบุเพศ หรือมีภาษาแม่ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ
ข้อความถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามอารมณ์ ได้แก่ เชิงบวก เช่น "เพิ่งเข้าร่วมการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพมากอีกครั้ง" เชิงลบ เช่น "นี่จะทำให้โปรเจกต์ของฉันพัง" และกลางๆ เช่น "วันนี้มีประชุมไหม" แต่ละข้อความแนบมาพร้อมอีโมจิยิ้มกว้าง อีโมจิหน้าโกรธ หรือไม่มีอีโมจิเลย โดยทีมวิจัยเจตนาเลือกเฉพาะอีโมจิที่มีความหมายชัดเจนไม่คลุมเครือ เพื่อลดตัวแปรแทรกซ้อนในการตีความ
จากนั้นผู้เข้าร่วมให้คะแนนในสามด้าน ได้แก่ อารมณ์ของผู้ส่ง ความสามารถของผู้ส่ง และความเหมาะสมของข้อความในบริบทการทำงาน โดยวัดบนสเกล 7 ระดับ
"ดังนั้นอีโมจิจึงมีศักยภาพในการเสริมการสื่อสารทางข้อความ ซึ่งการแสดงออกทางอารมณ์แบบไม่ใช้คำพูดทำได้ยาก" นักวิจัยเขียนไว้ "และการทดลองของเราแสดงให้เห็นว่าศักยภาพนั้นมีสองด้าน และความเสี่ยงสูงกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด"
'ไม่ใช้อีโมจิ' ดูเป็นมืออาชีพที่สุด ส่วน 'อีโมจิหน้า' โกรธทำลายภาพลักษณ์เสมอ
หนึ่งในผลที่ชัดเจนที่สุดจากการทดลองคือ ข้อความที่ไม่มีอีโมจิได้รับคะแนนความเหมาะสมสูงที่สุดโดยรวม รองลงมาคือข้อความที่ใช้อีโมจิเชิงบวก และต่ำที่สุดคือข้อความที่ใช้อีโมจิเชิงลบ ในแง่ของความสามารถ รูปแบบก็คล้ายกัน โดยข้อความเชิงบวกหรือที่มีความสอดคล้องระหว่างอีโมจิและเนื้อหาได้คะแนนสูงสุด
งานวิจัยพบว่าอีโมจิหน้าโกรธลดคะแนนความสามารถของผู้ส่งในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับข้อความเชิงบวกหรือกลางๆ ซึ่งสร้างความไม่สอดคล้องและทำให้ภาพลักษณ์แย่ลงไปอีก แม้กระทั่งเมื่ออีโมจิหน้าโกรธถูกใช้คู่กับข้อความเชิงลบซึ่งดูเหมือนจะ "สอดคล้องกัน" คะแนนความสามารถก็ยังต่ำกว่าข้อความที่ไม่มีอีโมจิอยู่ดี สะท้อนให้เห็นว่าการแสดงอารมณ์เชิงลบในที่ทำงาน ไม่ว่าจะมีเหตุผลเพียงใด ยังคงถูกมองว่าไม่เหมาะสม
ส่วนอีโมจิยิ้มกว้างเมื่อใช้กับข้อความเชิงบวกหรือกลางๆ ช่วยเพิ่มการรับรู้ความสามารถได้เมื่อเทียบกับอีโมจิหน้าโกรธ แต่ไม่ได้ดีกว่าการไม่ใช้อีโมจิเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้คู่กับข้อความเชิงลบ อีโมจิยิ้มกว้างกลับส่งผลเสียต่อคะแนนความสามารถมากกว่าการไม่ใช้อีโมจิเสียอีก เพราะสร้างความรู้สึกไม่จริงใจและขัดแย้งกับเนื้อหา
มิติเรื่องเพศ
งานวิจัยพบปฏิสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างเพศของผู้ส่งและผู้รับ โดยผู้หญิงมีแนวโน้มตัดสินข้อความที่มีอีโมจิหน้าโกรธจากผู้ส่งที่เป็นผู้หญิงด้วยกันว่าไม่เหมาะสมมากกว่าเมื่อผู้ส่งเป็นผู้ชาย นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งนี้อาจสะท้อนความคาดหวังทางสังคมที่มีต่อการแสดงออกทางอารมณ์ของผู้หญิงในที่ทำงาน ซึ่งถูกตัดสินภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวดกว่า กระนั้น ผลที่พบในมิตินี้มีความแตกต่างไม่มากนัก และนักวิจัยระบุว่าการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลอาจช่วยลดความโดดเด่นของปัจจัยเพศลงได้ส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่งานวิจัยชี้ให้เห็นในมิตินี้คือ ผู้หญิงในที่ทำงานเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก กล่าวคือหากแสดงอารมณ์เชิงลบก็ถูกมองว่าไม่เป็นมืออาชีพ แต่หากดูเย็นชาหรือไม่แสดงออกก็อาจถูกตัดสินในแง่อื่น ความซับซ้อนนี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้อีโมจิในที่ทำงานไม่ได้มีผลเป็นกลางสำหรับทุกคนเสมอไป
ข้อจำกัดงานศึกษา
นักวิจัยยอมรับว่างานวิจัยชิ้นนี้มีข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาอายุน้อยซึ่งอาจมีประสบการณ์การทำงานจำกัด การทดลองเกิดในสถานการณ์สมมติไม่ใช่สภาพแวดล้อมการทำงานจริง อีโมจิที่ใช้มีเพียง 2 แบบ ซึ่งไม่ครอบคลุมความหลากหลายของอีโมจิในชีวิตจริง และการกำหนดเพศผู้ส่งด้วยข้อความเพียงประโยคเดียวอาจไม่สมจริงพอ
ทีมวิจัยจึงเสนอให้งานวิจัยในอนาคตศึกษาอีโมจิในบริบทที่กว้างขึ้น ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งและผู้รับ (เช่น เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ใต้บังคับบัญชา) รวมถึงผลระยะยาวต่อการสร้างความสัมพันธ์ การแก้ไขความขัดแย้ง และการทำงานเป็นทีมในสภาพแวดล้อมดิจิทัล
ทั้งนี้ อาจสรุปได้ว่า ในการสื่อสารที่ทำงาน ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่การไม่ใช้อีโมจิเลย แต่คือการเลือกใช้อีโมจิผิดตัว และหากข้อความของคุณชัดเจนและเป็นมืออาชีพอยู่แล้ว การละเว้นอีโมจิไว้อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
ที่มา:
Your Work Emojis Are Sending a Message, It Just Might Not Be The One You Think (Study Finds, 9 April 2026)
Emojis at Work: The Effects of Emoji Use on Perceptions of Competence and Appropriateness Open Access (Collabra: Psychology, 29 January 2026)

