Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นายกฯ ย้ำจีนรับรองความปลอดภัย ที่ต้องส่งกลับเพราะไม่มีประเทศที่สามดูแล “ช่อ พรรณิการ์” ถาม “ฉัตรชัย” สมช.เพิ่งไปตอบ กมธ.กฎหมายฯ ว่ามีประเทศที่สามรอรับแต่ไทยไม่กล้าส่งเพราะเกรงผลกระทบจากจีน ส่วน กมธ.พัฒนาการเมืองของ สว.ออกแถลงรัฐบาลไม่เคารพฝ่ายนิติบัญญัติ เคยเรียก สมช. สตช. สตม. กระทรวงยุติธรรม ต่างประเทศ ถามถึงแผนส่งกลับแต่ได้คำตอบว่าไม่มีแผนส่งกลับ

28 ก.พ.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีออกมาแถลงข่าวถึงกรณีรัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ที่เป็นผู้ต้องกักจำนวน 40 คนในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสวนพลูกลับประเทศจีนเมื่อวานนี้ โดยกล่าวยืนยันความปลอดภัยของชาวอุยกูร์ที่ส่งกลับไปและยืนยันว่าไม่ได้ทำไปเพื่อแลกเปลี่ยนกันทางการค้า

แพทองธารระบุว่าการส่งชาวอุยกูร์กลับจีนครั้งนี้เป็นตามไปกฎหมายและหลักสากล รวมถึงได้รับคำมั่นเป็นทางการจากรัฐบาลจีนด้วยว่าจะไม่มีการดำเนินคดีกับคนเหล่านี้และพวกเขาจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างปลอดภัยทุกคน โดยให้เหตุผลที่ต้องส่งกลับจีนว่าที่ผ่านมาไม่มีประเทศที่สามเสนอรับดูแล จึงต้องส่งกลับไปประเทศต้นทางเนื่องจากจีนติดต่อมาพร้อมหลักฐานว่าเป็นคนจีน ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชนและทราบดีในเรื่องนี้เราไม่ได้ทำผิดกฎสหประชาชาติหรือสิทธิมนุษยชน มีการดำเนินการอย่างรอบคอบว่าผู้ที่ถูกส่งไปจะปลอดภัย

นายกฯ ระบุด้วยว่าการที่ชาวอุยกูร์เหล่านี้ถูกกักขังอยู่ 11 ปี เป็นการละเมิดสิทธิอยู่แล้ว ทางการจีนและไทยคุยกันมาสักพักแล้ว และทางรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะยืนยันและให้คำมั่นสัญญากับทางการไทยว่าทุกคนจะปลอดภัย ไม่เช่นนั้นไทยก็ไม่ส่งกลับไปถ้าไม่ได้รับการยืนยันเช่นนี้ และทางการไทยสามารถเดินทางไปติดตามตรวจสอบความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์เหล่านี้ได้

โฆษณา - Advertising

แพทองธารระบุด้วยว่าการส่งชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนนี้เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องข้อตกลงทางการค้า ถ้าจะคุยเรื่องการค้าก็คุยแค่เรื่องการค้า คนไม่ใช่สินค้าไม่แลกกันแน่นอน แต่ที่ไม่พูดรื่องนี้ในที่สาธารณะแต่แรกเพราะเป็นเรื่องความมั่นคงและเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องการให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุดไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุหรือขัดข้องในการเดินทางหรือทำอะไรที่ไม่เคารพสิทธิ และเธอยืนยันว่ารัฐบาลไทยไม่ได้บังคับไม่ได้มีการ “ลาก” เดินขึ้นไปปกติเป็นการกลับไปโดยสมัครใจ

"ช่อ" เผยมีคน สมช.แจง กมธ.มีประเทศที่สามรอรับแต่ส่งให้ไม่ได้เพราะเกรงใจจีน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องมีประเทศที่สามรองรับหรือไม่นั้น แม้ทางฝ่ายรัฐบาลจะยืนยันว่าไม่มีในทุกการแถลงข่าวตั้งแต่เมื่อวานนี้ แต่ก็มีฝ่ายที่ยืนยันว่ามีประเทศที่สามรอรับชาวอุยกูร์เหล่านี้ด้วย

ในการให้สัมภาษณ์ของฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ในรายการ “กรรมการข่าวคุยนอกจอ” ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรรายการที่นอกจากจะชี้แจงตามที่เขาได้แถลงข่าวไปเมื่อวานนี้แล้วว่าจากการที่ได้ติดตามชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับไปจีนเมื่อวานนี้ตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน ไปที่โรงพยาบาลตามคนที่ป่วยไปดูการรักษาและไปที่โรงเรียนฝึกอาชีพพบปะพูดคุยกับคนที่ถูกส่งตัวกลับและครอบครัว

เลขาฯ สมช. ยืนยันว่าตามที่เขาเห็นทั้ง 40 คนเดินทางกลับอย่างปลอดภัยไม่มีใครถูกพันธนาการมีญาติมารอรับที่ประตูเครื่องบินและเขาจะได้เดินทางไปพบชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปที่บ้านด้วย  และทางการจีนก็ยอมให้ดูตามจุดต่างๆ อย่างละเอียดและสอบถามได้ทุกเรื่อง นอกจากนั้นทางการจีนจะไม่มีดำเนินคดีใดๆ กับพวกเขาเพราะเป็นคนที่หลบหนีออกนอกเมืองไป รวมถึงจะให้ทางการไทยไปดูอาทิตย์หน้าจะมีทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไปและในระยะต่อไปก็จะให้ติดตามดูได้ด้วย

ฉัตรชัยย้ำว่าไม่ได้ตอบแทนทางการจีนและยังได้สอบถามให้ลึกเพื่อให้มีความมั่นใจว่าคนเหล่านี้จะปลอดภัยอย่างแท้จริง และจีนก็ดูอย่างละเอียดให้แพทย์ขึ้นไปดูบนเครื่องบินดูแลตั้งแต่ต้นทาง

เลขาฯ สมช. ตอบคำถามพิธีกรเรื่องประเทศที่สามหรือทางการตุรกีไม่ได้พร้อมที่จะรับตัวพวกเขาไปใช่หรือไม่ หรือเป็นเพราะอิทธิพลจีน ฉัตรชัยตอบว่า ตุรกีไม่ได้พร้อมรับกลับไป และในเชิงมนุษยธรรมอยากให้พวกเขาได้อยู่กับครอบครัวและเรื่องความปลอดภัยเป็นหลักและน่าจะเป้นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา ถ้าให้ไปที่อื่นที่ไม่ใช่ถิ่นฐานของพวกเขาประเด็นก็คือเรื่องความปลอดภัยที่เป็นตัวตัดสินและการดูแลต่างๆ ซึ่งจะสอดรับกับกฎหมายภายในและระหว่างประเทศด้วย

ทั้งนี้สรยุทธได้เปิดให้พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้าและเป็นอดีต สส.ของพรรคอนาคตใหม่ โฟนอินเข้ามาสอบถามฉัตรชัยระหว่างรายการด้วย

เมื่อพรรณิการ์ถามฉัตรชัยย้ำในประเด็นเรื่องมีประเทศที่สามรอรับตัวอุยกูร์ทั้ง 40 คนนี้ เธอได้อ้างถึงคำตอบของทาง สมช.ที่ในการประชุมของคณะกรรมาธิการกฎหมายและสิทธิมนุษยชนที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 ว่า “มีประเทศที่สามขอรับไปอย่างแน่นอนแต่ว่าประเทศไทยไม่ให้เพราะว่าเกรงผลกระทบจากทางจีน”

อย่างไรก็ตาม ฉัตรชัยตอบในประเด็นนี้ว่าตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งนั้น แต่อาจจะเป็นผู้แทนไปและเขาขอไปตรวจสอบก่อน ส่วนทางพรรณิการ์ยืนยันโดยบอกว่าให้รอดูชวเลขที่จดบันทึกการประชุมไว้

พรรณิการ์ถามประเด็นฉัตรชัยต่อว่า ทราบถึงเรื่องที่ชาวอุยกูร์ในห้องกักของ ตม.เคยประท้วงด้วยการอดอาหารเมื่อ 10-29 ม.ค.2568 เพราะถูกบังคับให้เซนยอมรับการส่งกลับ และญาติพี่น้องของพวกเขาที่หนีมาพร้อมกันก็ถูกส่งไปตุรกีแล้วการบอกว่าส่งกลับไปจีนนั้นทางการไทยต้องทบทวนเพราะว่าที่ผ่านมาเคยมีรายงานของ UNHCR ว่ารัฐบาลจีนมีการจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อกดปราบชาวอุยกูร์จนเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติแต่ไทยกลับส่งพวกเขากลับไปในที่พวกเขาหนีภัยมา

ฉัตรชัยตอบว่าทราบเรื่องการประท้วงแต่คงไปบังคับไม่ได้แล้วก็พยายามอธิบายว่าอยากให้ดูแลสุขภาพพวกเขาเป็นตัวตั้งก่อนแต่ไม่ได้ทราบรายละเอียดการปฏิบัติของทาง ตม.ถึงเรื่องการให้เซนหรือไม่เซนรับ แต่ยืนยันว่าก่อนจะส่งกลับพวกเขาทั้ง 40 คนมีการเซนยืนยอม

ส่วนเรื่องประเด็นรายงานของ UN เลขาฯ สมช.ตอบว่าเขาเข้าใจเรื่องนี้จึงได้ให้ทีมงานไปชี้แจงรวมถึงรับทราบรายงานต่างๆ มาประเมิน ก็ได้มีการทบทวนกฎหมายภายในและระหว่างประเทศให้สอดคล้องสมดุลกันจนมีมติของทาง สมช.เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“เราสามารถมาติดตามได้ตลอด 40 คนที่ว่านี้ ถ้าเราไม่มั่นใจแบบไหนเราต้องมาติดตามแล้วทางการจีนก็เปิดช่องอยู่แล้วให้เรามาติดตามก็ใช้โอกาสนี้มาติดตามรวมทั้งทางจีนก็เปิดช่องให้กรรมการสิทธิต่างๆ เข้ามาติดตามได้ด้วย” ฉัตรชัยตอบคำถามพรรณิการ์

โฆษกคณะก้าวหน้าถามต่อว่า การส่งตัวที่เป็นภารกิจลับนี้ขัดกับกฎหมายไทยและระหว่างประเทศมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามซ้อมทรมานและบังคับสูญหายเนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเปิดเผยรายชื่อผู้ที่ถูกส่งกลับและจุดหมายปลายทางการไม่เปิดเผยเพราะเป็นภารกิจลับทางความมั่นคงนั้นขัดกับกฎหมายดังกล่าว อีกทั้งยังมีคดีที่ทนายความเคยยื่นขอให้ปล่อยตัวพวกเขายังค้างอยู่ในศาลการดำเนินการนี้จึงเป็นการละเมิดอำนาจศาลด้วย และเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการครั้งนี้ก็ยังอาจถูกฟ้องตามมาตรา 157 ด้วย รวมถึงการส่งกลับนี้ยังขัดกับหลักการสากลการไม่ส่งกลับไปเผชิญอันตราย (Non- refoulement) ที่พ.ร.บ.ป้องกันซ้อมทรมานฯ นำมาใส่ไว้ด้วยในมาตรา 13 ทั้งที่ไทยเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ฉัตรชัยได้ทราบหรือไม่

ฉัตรชัยตอบว่าเรื่องการปฏิบัติเป็นเรื่องของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองซึ่งเขาไม่ได้รู้รายละเอียด แต่ประเด็นทางกฎหมายภายในและระหว่างประเทศนั้นก็อยากให้ทางกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงยุติธรรมเป็นคนให้ความชัดเจนเรื่องนี้

ฉัตรชัยตอบคำถามของสรยุทธอีกครั้งว่าทำไมทางการไทยถึงเชื่อจีนครั้งนี้ว่า เราเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและมีหนังสือรับรองทางการทูตอย่างเป็นทางการมาที่ประเทศไทยด้วยอย่างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตอบไปแล้ว ก็มีความมั่นใจว่าปลอดภัยและได้กลับไปอยู่กับครอบครัวส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรมในเรื่องการปฏิบัติก็เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

กัณวีร์เปิดจนหมายชาวอุยกูร์ในห้องกัก ยันไม่สมัครใจกลับ

ทั้งนี้กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อและเป็นเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เปิดจดหมายของชาวอุยกูร์ 3 ฉบับที่มีทั้งจดหมายที่ส่งผู้ต้องกักส่งถึง UNHCR และจดหมายที่ญาติของผู้ต้องกักส่งถึงแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความช่วยเหลือให้ส่งพวกเขาได้ไปประเทศอื่นเพื่ออยู่กับครอบครัวโดยไม่ส่งพวกเขากลับไปประเทศจีนให้ต้องเผชิญกับอันตราย และฉบับที่สามเขียนเป็นอักษรอาราบิกที่กัณวีร์ระบุว่าเขียนขอความช่วยเหลือถึงประชาคมโลก

“นี่คือเสียงจากผู้ที่ไม่มีเสียง (Voices of the Voiceless) ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์และครอบครัวที่ถูกทำให้แยกกันเป็นเวลามากกว่า 10 ปี จะเอายังไงรัฐบาลไทย ?? จะนั่งโต๊ะแถลงแบบหลอกลวงคนทั้งโลกว่าเค้าอยากกลับประเทศเองโดยสมัครใจอีกหรือไม่ ?? เค้าประท้วงโดยการอดอาหารตอนต้นปีนี้เพราะกลัวว่าจะถูกผลักดันกลับจีน !! ญาติเค้าที่อยู่ตุรกีขอให้ใช้หลักการรวมครอบครัวไปที่ตุรกี แล้วบอกนายกฯ เราขอให้เอาใจท่านมาใส่ใจเค้าในฐานะลูกสาวที่พ่อเพิ่งกลับมารวมครอบครัวจากการลี้ภัยในต่างประเทศ เอ้าจะว่าไง ??” กัณวีร์ระบุในโพสต์

สส.เป็นธรรมยังวิจารณ์ไปถึงการดำเนินการทั้งหมดในการส่งกลับนี้ว่า “เป็นการจัดฉากหลอกลวงระดับโลก” และหยุดบิดเบือนการกระทำผิดทำงานแบบลับๆ ล่อๆ หากโปร่งใสและกล้าหาญจริงและเห็นว่าทำอย่างชอบธรรมแล้ว เหตุใดจึงไม่ประกาศตั้งแต่แรกว่ามีการตกลงกับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนให้สาธารณชนทราบ และยังไม่ได้แจ้งให้ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ได้ทราบว่ามีกระบวนการอะไรบ้าง มีการสอบถามความเต็มใจหรือไม่ และให้พวกเขาได้บอกเองว่าอยากกลับไปจีนเอง

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว.แถลงรัฐบาลให้ข้อมูลเท็จ ไม่เคารพฝ่ายนิติบัญญัติ

อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา โพสต์แถลงการณ์ของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคของวุฒิสภา ถึงประเด็นนี้โดยระบุว่าทาง กมธ.เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ทั้ง สมช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการต่างประเทศมาให้ข้อมูลเมื่อ 28 ม.ค.2568 ถึงประเด็นที่มีข่าวว่าจะส่งชาวอุยกูร์ที่ถูกกักขังอยู่กลับประเทศจีนนั้นไม่เป็นความจริงและการให้พวกเขาเซนเอกสารเป็นเพียงการจัดทำประวัติผู้ต้องกักในห้องกักเท่านั้น และไม่มีแผนในอนาคตที่จะส่งพวกเขากลับประเทศต้นทางแน่นอน

“รู้สึกผิดหวังและเสียใจที่หน่วยงานรัฐให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงต่อคณะกรรมาธิการที่มีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหาร” แถลงการณ์ระบุ

ในแถลงการณ์ระบุด้วยว่าการดำเนินการส่งชาวอุยกูร์เหล่านี้กลับประเทศจีนยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยเฉพาะเมื่อไทยยังดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษชนแห่งสหประชาชาติ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิและยังขัดต่อหลักไม่ผลักดันสู่อันตราย(non-refoulement) ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และยังขัดกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รวมถึงอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย(CED) และมาตรา 13 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565

“คณะกรรมาธิการเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะตระหนักอยู่แล้วว่าการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทางมีความเสี่ยงสูงที่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้อาจได้รับอันตราย หรือถูกบังคับให้สูญหายดังเช่นกรณีรัฐบาลที่ผ่านมาได้ส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 108 คน กลับประเทศจีนเมื่อปี 2558 ซึ่งจนบัดนี้ญาติไม่สามารถติดต่อทั้ง 108 คนได้” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ในย่อหน้าท้ายระบุว่า การที่รัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือและไม่ให้ข้อเท็จจริงในการทำหน้าที่ของ กมธ.ในฐานะที่เป็นฝ่ายนิติบัญญติซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นการไม่เคารพการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และประเด็นการส่งชาวอุยกูร์ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนาในประเทศจีนซึ่งเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวเปราะบาง การผลักดันชาวอุยกูร์กลับครั้งนี้เป็นการละเมิดหลักการไม่ผลักดันสู่อันตรายซึ่งห้ามกระทำโดยเด็ดขาดเนื่องจากคนกลุ่มนี้เสี่ยงที่จะถูกทรมาน ได้รับการปฏิบัติที่โหดร้าย ถูกทำให้สุญหาย หรือเผชิญอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้ และขอย้ำเตือนถึงคำมั่นของรัฐบาลเองที่ให้ไว้ต่อรัฐสภา ต่อสาธารณะและประชาคมระหว่างประเทศว่าจะเคารพสิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม โดย กมธ.จะทำหน้าที่ตรวจสอบต่อไปเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising