ปี 2025 กลายเป็นอีกหนึ่งปีที่ทั่วโลก เผชิญความท้าทายต่อการรับมือการบังคับโยกย้ายถิ่นฐาน จากปัจจัยความไม่สงบทั้งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน, อิสราเอล-ปาเลสไตน์, ความขัดแย้งในทวีปแอฟริกาและในเมียนมา รวมทั้งความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ปี 2025 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างรุนแรงในรอบหลายปี เหตุการณ์ทางการเมือง, สงคราม, ภาวะโลกเดือด, และนโยบายใหม่ของประเทศมหาอำนาจ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย และประเทศปลายทางของแรงงานอพยพหลายล้านคน ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน คาดว่าจำนวนผู้อพยพระหว่างประเทศทั่วโลกในปี 2025 จะอยู่ที่มากกว่า 304 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2024 หรือ 4% ของคนบนโลกนี้กำลังเผชิญกับการต้องโยกย้ายถิ่นฐานจากบ้านตนเอง
บทความนี้ได้คัดเลือกเหตุการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานที่สำคัญตลอดทั้งปี 2025 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สิทธิแรงงาน และนโยบายด้านผู้ลี้ภัยของไทยตลอดปี
มกราคม: สหรัฐฯ ตัดงบฯ สัญญาณความไม่มั่นคงด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศ
เริ่มต้นปีในวันที่ 20 มกราคม 2025 เมื่อโดนัลด์ เจ.ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ “ระงับการใช้จ่ายด้านความช่วยเหลือต่างประเทศ” เป็นเวลา 90 วัน คำสั่งนี้ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ รวมถึงภาคประชาสังคมในไทยที่พึ่งพาเงินสนับสนุน USAID เพื่อทำงานในค่ายผู้หนีภัย 9 แห่งตามชายแดนไทย–เมียนมา
ผลกระทบทันทีคือ บริการด้านมนุษยธรรมชะงักลงเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น
- การกระจายอาหาร
- การเข้าถึงยาและการตรวจสุขภาพ
ทำให้สถานการณ์ในศูนย์พักพิงกว่า 90,000 คนตึงเครียดมากขึ้น ขณะที่ไทยต้องเข้ามาแบกรับภาระด้านมนุษยธรรมมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในภาคประชาสังคมเองนอกจากการสูญเสียแหล่งทุนที่สำหรับอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว แหล่งทุนอื่นๆ ในภูมิภาคยุโรปก็ต่างลดการสนับสนุนสืบเนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่ทำให้งบที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเพิ่มขึ้น ในขณะที่งบประมาณทางด้านมนุษยธรรมลดลง
กุมภาพันธ์: ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน บททดสอบ พ.ร.บ.ป้องกันซ้อมทรมานฯ
ในเดือนถัดมา 27 กุมภาพันธ์ 2025 รัฐบาลไทยตัดสินใจส่งชาวอุยกูร์ประมาณ 40 คนกลับไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เหตุการณ์นี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั่วโลกว่าละเมิดหลัก non-refoulement หรือ “ห้ามส่งกลับไปสู่ความเสี่ยงอันตราย” โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า ชาวอุยกูร์ที่ส่งกลับเสี่ยงต่อการควบคุมตัวโดยพลการ, การทรมานและการแยกจากครอบครัวที่ยังอยู่ในไทยหรือประเทศที่สาม
กรณีนี้ไม่เพียงกระทบภาพลักษณ์ของไทยในเวทีนานาชาติ แต่ยังเป็นสัญญาณถึงทิศทางนโยบายผู้ลี้ภัยที่เริ่มมีการส่งกลับไปเผชิญกับภัยประหัตประหารมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เห็นว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ยังไม่สามารถใช้เพื่อป้องกันการส่งกลับไปยังประเทศต้นทางเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้คนเหล่านั้นได้
รถขนผู้ต้องกัก เมื่อ 27 ก.พ. 2568
มีนาคม: แผ่นดินไหวรอยเลื่อน 'สะกาย' สะเทือนข้ามพรมแดน
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ ที่ตอนกลางของเมียนมา — บริเวณตามแนวรอยเลื่อน Sagaing Fault — โดยถือว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดในเมียนมาตลอดรอบร้อยปี
แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ สร้างเงื่อนไขที่มีผลต่อประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐาน ทำให้ในเมียนมาพื้นที่หลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ประชาชนจำนวนมากอาจไร้ที่อยู่อาศัย จนเกิดความต้องการอพยพหรือย้ายถิ่นฐานชั่วคราว/ถาวร
ทางฝั่งประเทศไทยแผ่นดินไหวคราวดังกล่าว ส่งผลให้ตึก สตง.ถล่มระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง โดยในกลุ่มผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นแรงงานก่อสร้าง ซึ่งรวมถึงแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านที่บาดเจ็บและเสียชีวิต และด้วยข้อจำกัดทางเอกสารยืนยันตัวตนทำให้หลายกรณีเกิดความติดขัดในการได้รับการคุ้มครองหรือชดเชยเยียวยา
สภาพตึก สตง.หลังจากที่ถล่มลงมา (แฟ้มภาพ เมื่อ 8 เม.ย. 2568 ถ่ายโดย คชรักษ์ แก้วสุราช)
เมษายน: จากกระแสต่อต้านแรงงานชาติข้ามในโลกออนไลน์ สู่ความรุนแรงบนโลกแห่งความจริง
กระแสการต่อต้านจำนวนแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเมียนมาได้เพิ่มสูงขึ้นมานับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2024 จากเครือข่ายชาตินิยมที่รวมตัวกันในชื่อว่า "ไทยไม่ทน" ภายใต้เป้าหมาย "Thailand First" หรือ "ไทยต้องมาก่อน"
โดยเมื่อ 5 เม.ย. 2025 สืบเนื่องจากกลุ่ม Bright Future กลุ่มแรงงานข้ามชาติพม่าในไทยระบุว่า จะมีการจัดกิจกรรมหน้าอาคารสหประชาชาติ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยที่มินอ่องหล่าย ผู้นำเผด็จการทหารพม่า มาเข้าร่วมประชุม BIMSTEC เมื่อ 3-4 เม.ย.ที่ผ่านมาในประเทศไทย
กิจกรรมดังกล่าวสร้างความไม่พึงพอใจให้แก่เครือข่ายดังกล่าว ที่มองว่าแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยไม่มีสิทธิในการชุมนุม โดยได้เกิดเหตุการณ์ตะลุมบอน และพยายามเข้าไปทำร้ายร่างกายวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่ม Bright Future โดยเหตุการณ์จบลงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาระงับเหตุ แต่กระแสการต่อต้านกลุ่มแรงงานข้ามชาติของคนไทยยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความกังวลว่าจำนวนแรงงานที่มากเกินไปนั้นจะแย่งงาน และแย่งสิทธิสวัสดิการทางสังคมไปจากคนไทย
พฤษภาคม: วันแรงงานภายใต้แนวคิด 'แรงงานทุกคน คุ้มครองเท่ากัน'
ในวันแรงงานสากล 1 พฤษภาคม 2025 ขบวนการแรงงานเพื่อประชาธิปไตย ได้จัดงานเดินขบวนวันแรงงานสากล ‘MAY DAY 2025’ ภายใต้แนวคิดคนทุกคนเป็นแรงงานเหมือนกัน ดังนั้นรัฐต้องให้ความคุ้มครองเท่ากัน ซึ่งนอกจากแรงงานไทยแล้ว แรงงานข้ามชาติก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ไม่ได้มีข้อห้ามอะไรที่บอกว่าแรงงานข้ามชาติไม่สามารถชุมนุมได้
มิถุนายน: วันผู้ลี้ภัยโลก สถานการณ์ในเมียนมายังคงวิกฤต
สถานการณ์ด้านการอพยพย้ายถิ่นฐานในเมียนมายังคงรุนแรง Progressive Voice Myanmar ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับเครือข่าย ที่แสดงความเป็นกังวลว่ามีผู้คนมากกว่า 3.5 ล้านคน ที่ต้องพลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมา นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารในปี 2021 โดยมีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 90,000 คน
ทางฝั่งประเทศไทยก็ได้มีการจัดงาน Myanmar Film Tour 2025 เพื่อสร้างการตระหนักรู้ต่อเรื่องราวของผู้อพยพ รวมทั้งในวันที่ 20 มิถุนายน ทาง UNHCR ร่วมกับภาครัฐจัดงาน Refugee Food Festival ณ กรุงเทพฯ เพื่อรณรงค์และสร้างการรับรู้ต่อสถานการณ์ผู้ลี้ภัยระดับโลกและในไทย
กรกฎาคม: ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาดันแรงงานกลับประเทศ
หลังจากวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 ที่เกิดเหตุปะทะกันระหว่างกองทัพไทยกัมพูชา ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาได้กล่าวแถลงต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน เรียกร้องให้แรงงานชาวกัมพูชาในไทยเดินทางกลับประเทศ ส่งผลให้มีจำนวนแรงงานกัมพูชากว่า 900,000 คนต้องเดินทางกลับประเทศตนเอง และเผชิญกับสถานการณ์ตลาดแรงงานกัมพูชาที่ไม่ได้มีงานและรายได้รองรับอย่างเพียงพอ
ทางฝั่งประเทศไทยเองสมาคมชาวไร่อ้อยวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว พบว่าแรงงานกัมพูชาหายไปมากกว่า 90% จากเหตุความขัดแย้ง ส่งผลให้สถานประกอบการโดยเฉพาะในภาคการเกษตรในฝั่งภาคตะวันออกต่างขาดแคลนแรงงานในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว
สิงหาคม: ไทยเปิดประตู-อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาทำงานได้
28 สิงหาคม 2025 คณะรัฐมนตรีไทยมีมติ อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงชายแดนทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย โดยส่วนหนึ่งมาจากการขาดแคลนแรงงานจากฝั่งประเทศกัมพูชา และการที่ศูนย์พักพิงถูกตัดความช่วยเหลือจากนานาชาติ ถือเป็นการปฏิรูประบบผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี และเป็นครั้งแรกที่รัฐไทยเริ่มให้ “สิทธิในการทำงาน” แก่ผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่จากเมียนมาอย่างเป็นทางการ โดยคาดหวังลดภาระการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม และบรรเทาการขาดแคลนกำลังแรงงาน
ถ่ายโดยณฐาภพ สังเกตุ
กันยายน: ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายน ความตึงเครียดหลักเกิดขึ้นที่บ้านหนองจาน และ บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย โดยมีชาวกัมพูชาเข้ามาปลูกสร้างเพิงพักและตั้งถิ่นฐานรุกล้ำพื้นที่ จนกระทั่งวันที่ 16-17 ก.ย. ชาวกัมพูชาได้รวมตัวบุกรื้อแนวลวดหนามที่ฝ่ายไทยติดตั้ง โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา เหตุการณ์บริเวณดังกล่าวยกระดับเป็นการปะทะกัน มีรายงานการยิงตอบโต้กัน ระหว่างทหารไทยและกัมพูชาในวันที่ 12 พฤศจิกายน ซึ่งฝ่ายกัมพูชาอ้างว่ามีพลเรือนกัมพูชาเสียชีวิต ทำให้ข้อตกลงหยุดยิง ระงับลง และยังไม่เห็นทีท่าว่าทั้งสองประเทศจะสามารถหาข้อยุติความขัดแย้งร่วมกันได้
อีกฟากหนึ่งศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ได้ร่วมกับเครือข่ายวิชาการและภาคประชาสังคม จัดการประชุมเพื่อนำเสนอรายงานการศึกษา “ผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานจากเมียนมาในประเทศไทย: สถานการณ์ ทัศนคติ และผลกระทบหลังปี 2564” งานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐและความมั่นคงให้ความสำคัญต่อสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญในภาคส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น และด้วยสถานการณ์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เศรษฐกิจไทยเพิ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นอย่างมาก
ตุลาคม: เริ่มต้นให้ผู้ลี้ภัยทำงาน-เส้นทางที่ยังขรุขระ
1 ตุลาคม 2025 ถือเป็นวันแรกที่ มีการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยจากค่ายพักพิง 9 แห่ง สามารถออกมาทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงนั้นมีเพียงแรงงานจำนวนไม่มากที่สามารถออกมาทำงานได้จริง โดยมีสาเหตุหลักคือความไม่เข้าใจขั้นตอน ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายยังสับสนเรื่องวิธีจ้างแรงงานจากค่ายพักพิง แสดงถึงความไม่พร้อมของระบบ ทั้งในด้านการให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์, ขั้นตอนการจ้าง, และการประสานระหว่างหน่วยงานกับนายจ้าง/ผู้ลี้ภัย
พฤศจิกายน: ไทยส่งตัว 'อี ควิน เบดั๊บ' กลับเวียดนาม สะเทือนข้อกังวลการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับของรัฐไทยอีกครั้ง
26 พฤศจิกายน 2025 ศาลอุทธรณ์ได้ยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่สั่งให้ควบคุมตัว อี ควิน เบดั๊บ ผู้ลี้ภัยชาวกลุ่มชาติพันธุ์มองตานญาด เพื่อส่งตัวกลับไปรับโทษที่ประเทศเวียดนาม โดยศาลระบุว่า มีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า อี ควิน เป็นผู้ลี้ภัยจากความรุนแรงในประเทศต้นทาง ดังนั้นจึงปฏิเสธคำร้องขอสถานะผู้ลี้ภัย (asylum / refugee status) ของเขา และอนุญาตให้ส่งกลับได้ตามกระบวนการปกติของกฎหมาย เหตุการณ์นี้กลายเป็นกรณีที่มีความสำคัญทั้งในด้านสิทธิมนุษยชนและนโยบายผู้ลี้ภัย — เพราะเป็นตัวอย่างล่าสุดของคนกลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบที่ยื่นคำร้องขอลี้ภัยแล้วถูกปฏิเสธ และถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทางเพื่อเผชิญกับภัยประหัตประหาร

ครั้งสุดท้ายที่ญาติพบ อี ควิน เบดั๊บ ในเรือนจำคลองเปรม เมื่อ 27 พ.ย. 2568 (ที่มา: มูลนิธิผสานวัฒนธรรม)
ธันวาคม: การปะทะเต็มรูปแบบระหว่างไทย-กัมพูชา คนครึ่งล้านถูกบังคับให้ต้องอพยพ
ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา กลับมาปะทุหนักในวันที่ 7 ธันวาคม หลังจากที่มีข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝั่งต่างให้ข้อมูลสาเหตุการปะทะที่แตกต่างกัน โดยกองทัพไทยกล่าวว่าฝ่ายกัมพูชาเริ่มยิงก่อนในพื้นที่ชายแดน จ.อุบลราชธานี ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวว่า กองกำลังไทยเป็นฝ่ายโจมตีก่อนในจังหวัดพระวิหาร
การปะทะครั้งใหม่ในเดือนธันวาคมนี้ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนอย่างเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัย ข้อมูลจากศูนย์พักพิงผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประจำวันที่ 14 ธันวาคม 2568 พบว่ามีผู้คนต้องอพยพมาอยู่ในศูนย์พักพิงทั้งสิ้น 263,325 คน ในฝั่งกัมพูชานั้นพบข้อมูลว่ามีผู้คนกว่า 330,000 คนที่ต้องอพยพ
การอพยพครั้งนี้สะท้อนความเปราะบางของประชาชนพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นอีกตัวอย่างสำคัญของการโยกย้ายถิ่นฐานที่เกิดจากความขัดแย้งด้านความมั่นคง และส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนอย่างฉับพลันในปี 2568
นอกจากนี้ทางฝั่งประเทศเมียนมาเองในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่กำลังจะถึงนี้ ประเทศเมียนมากำลังจะมีการจัดเลือกตั้งอีกครั้งในรอบ 5 ปีเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่กองทัพทหารพม่าเข้ายึดอำนาจจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
โดยปัญหาความไม่สงบในประเทศเมียนมา ได้ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยต่อหลายปีที่ผ่านมา รายงานของสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) พบว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) ทั่วประเทศเกือบ 3.6 ล้านคน ซึ่งบางส่วนต้องอพยพมายังประเทศไทย ในขณะที่ United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) รายงานว่าความไม่สงบทางการเมืองในเมียนมา ได้สร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้เครือข่ายผลิตยาเสพติดเติบโตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยประเทศไทยได้กลายเป็นเส้นทางลำเลียงและจุดหมายปลายทางของยาเสพติดเหล่านั้น
จึงเป็นที่น่าจับตามองกันต่อไปว่า สถานการณ์ด้านการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทยจะยังคงได้รับผลกระทบจากประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศไทยจะปรับตัวรับมือกับความท้าทายต่อการโยกย้ายถิ่นฐานที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรอบด้านนี้อย่างไร
