ศาลพิพากษาโทษประหาร "อาเดม-ไมไลรี" คดีระเบิดแยกราชประสงค์ศาลยกเหตุมีภาพกล้องวงจรปิดและมีพยานยืนยัน ส่วนเหตุวางระเบิดที่ท่าเรือย่านสาทรศาลให้ยกฟ้องเนื่องจากหลักฐานไม่พอ ศาลไม่เชื่อข้อต่อสู้เรื่องถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกคุมตัวเหราะเห็นว่าเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่พนักงานสอบสวนต้องทำ
11 มิ.ย. 2569 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคําพิพากษาคดีหมายเลขดําที่ อ. 2742/2562 อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง บิลาล โมฮาเหม็ด หรือบิลาล เติร์ก หรืออาเด็ม คาราดัก ที่ 1 และไมไลรี ยูซูฟู จำเลยที่ 2
คดีนี้เดิมเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2558 อัยการศาลทหารกรุงเทพยื่นฟ้องจําเลยทั้ง 2 ที่ศาลทหารกรุงเทพ ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 50/2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2562 ศาลทหารกรุงเทพมีคําสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จําเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทําความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ
- เมื่อระหว่างกลางเดือน ก.ค.2558 ถึงวันที่ 17 ส.ค. 2558 จําเลยทั้ง 2 กับพวกร่วมมีระเบิดแสวงเครื่อง 2 ชุด อันเป็นวัตถุระเบิดที่จําเลยทั้ง 2 กับพวก ร่วมประกอบจัดทําขึ้นเอง และเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองซึ่งนาย ทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้
- เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 เวลากลางวัน จําเลยทั้ง 2 กับพวก ร่วมกันพาวัตถุระเบิดตามคําฟ้องข้อ 1 จำนวน 1 ชุด ไปในบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส ซึ่งอยู่ในเมือง โดยไม่มีเหตุสมควร
- จําเลยที่ 1 นําวัตถุระเบิด ตามคําฟ้องข้อ 2 จำนวน 1 ชุด ไปวางไว้ บริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส แล้วจําเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จําเลยทั้งสองกับพวกวางแผน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่บริเวณดังกล่าวถึงแก่ความตาย แต่การกระทํานั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากระบบการจุดระเบิดของวัตถุระเบิดไม่ทํางาน จึงไม่เกิดระเบิด ทําให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่ถึงแก่ความตาย
- เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. จําเลยทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิด ตามคําฟ้องข้อ 1 อีก 1 ชุด ไปในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร
- ภายหลังจากจําเลยทั้ง 2 กับพวกร่วมกันกระทําความผิด ตามคําฟ้องข้อ 1 และ 4 แล้ว จําเลยที่ 2 นําวัตถุระเบิด ตามคําฟ้องข้อ 4 ไปส่งมอบให้จําเลยที่ 1 จากนั้นจําเลยที่ 1 นําวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แล้วจําเลยที่ 2 จุดชนวน ระเบิดตามที่จําเลยทั้งสองกับพวกวางแผนมาก่อนแล้วจนเกิดการระเบิด เป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งอยู่ใน บริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส 53 คน และได้รับอันตรายแก่กาย 73 คน และทําให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ
- เมื่อระหว่างกลางเดือน ก.ค. 2558 ถึงวันที่ 29 ส.ค. 2558 จําเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม อันเป็น วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ และเป็นยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
- เมื่อประมาณเดือน พ.ค. 2558 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จําเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 23, 91, 221, 224, 289, 352, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียม อาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 34, 55, 74, 28 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15, 42 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62, 41 รับวัตถุระเบิดและ ยุทธภัณฑ์ของกลาง และให้จําเลยทั้งสองร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่ง มวลชนกรุงเทพ 364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตํารวจ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ 530,000 บาท แก่กรุงเทพมหานคร และ 594,417 บาท แก่สํานักการจราจรและขนส่ง สํานักงานกรุงเทพมหานคร
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จําเลยทั้งสองร่วมกระทําความผิดหรือไม่นั้นทางฝ่ายโจทก์มีพยานบุคคล 12 ปากเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอัน ควรสงสัยว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรําบุคคลใด
พยานโจทก์ปากพันตํารวจเอก น. เบิกความยืนยันถึงวิธีการสืบสวนหาตัวคนร้ายโดยวิธีตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง พบว่าก่อนเกิดเหตุมีชายต้องสงสัยสวมเสื้อสีเหลืองนํากระเป๋าเป้ไปวางไว้ที่ม้านั่งใกล้กับศาลท้าวมหาพรหม เมื่อชายดังกล่าวเดินออกไปจึงเกิดเหตุระเบิดขึ้น
เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้วปรากฏเหตุการณ์ว่า
- ขณะที่ชายสวมเสื้อสีเหลืองลงจากรถสามล้อรับจ้างบริเวณด้านข้างโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เดินมุ่งหน้าไปยังศาลท้าวมหาพรหมและนั่งลงที่ม้านั่งปลดและวางกระเป๋าเป้ไว้ที่ม้านั่ง แล้วลุกขึ้นทําท่าทางถ่ายรูป
- จากนั้นเวลา 18.53 น. ชายดังกล่าวเดินออกไปไม่มีบุคคลใดมายังที่นั่งดังกล่าวอีก จนเวลา 18.56 น.เกิดเหตุระเบิดขึ้น
- จากทางนําสืบของโจทก์ก็ปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุระเบิดชายสวมเสื้อสีเหลืองได้ เดินทางไปสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง โดยมีชายสวมเสื้อสีม่วงไปพบกับชายสวมเสื้อสีเหลืองด้วย และมี การส่งมอบสิ่งของให้ซึ่งกันและกันที่สถานีรถไฟหัวลําโพง
- พยานโจทก์นาย ฉ ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณซอยเจริญนคร 61 ไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลําโพงยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจําเลยที่ 1 และนาย ส ซึ่งเป็นคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณสถานีรถไฟหัวลําโพงไปส่งยังสถานที่เกิดเหตุก็ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจําเลยที่ 1 เช่นกัน
- นาย อ คนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีม่วงจากสถานีรถไฟฟ้าหัวลําโพงไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีม่วงคือจําเลยที่ 2 และชี้ยืนยันในชั้นพิจารณา แม้หลังเกิดเหตุระเบิด นาย ก คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากสถานที่เกิดเหตุไปส่งที่สวนลุมพินี จะไม่ยืนยันว่าเป็นจําเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อสีเหลืองเป็นเสื้อสีเทาในห้องน้ำภายในสวนลุมพินีแล้ว ปรากฏว่าชายสวมเสื้อสีเทาไม่ปรากฏตัวอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อ (เซเว่นอีเลฟเว่น) ใกล้ซอยสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ในเวลา 21.05 น.
- เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดปรากฏภาพจําเลยที่ 1 สวมเสื้อสีเทาตามที่พยานโจทก์เบิกความจริง และเมื่อมีการตรวจยึดเสื้อสีเทาได้ที่ห้องพักภายในพูลอนันต์ อพาร์ตเม้นท์ซึ่งเป็นสถานที่ที่จําเลยที่ 1 พักอาศัย อยู่ก็เหมือนกับเสื้อสีเทาที่มีการสวมใส่ในวันเกิดเหตุ ภาพจากกล้องวงจรปิดยังมีจําเลยที่ 2 สวมเสื้อสีม่วงเดินผ่านกล้องวงจรปิดเช่นกัน
- จากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจําเลยทั้งสองก็ปรากฏว่าในช่วงดังกล่าวมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันด้วย นอกจากนี้โจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากเบิกความเกี่ยวกับการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่และการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจําเลยทั้งสองที่ติดต่อกันทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุจอันควรสงสัยว่าพยานโจทก์เหล่านั้นจะเบิกความปรักปรําจําเลยทั้งสอง
- ประกอบกับจ๋าเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและนําชี้ที่เกิดเหตุประกอบคํารับสารภาพ จึงรับฟังได้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความลําดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
- ส่วนที่จําเลยทั้งสองนําสืบอ้างฐานที่อยู่และน่าสืบว่าถูกบังคับทรมาน อันเป็นการต่อสู้ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จําเลยทั้งสองเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่พนักงานสอบสวนต้องกระทําเช่นนั้น พยานหลักฐานของจําเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจําเลยทั้งสองร่วมกันกระทําความผิดฐาน มีวัตถุระเบิด พาอาวุธไปในเมือง และใช้ระเบิดทำให้เกิดระเบิดจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์
ทั้งนี้ศาลให้ยกฟ้องในส่วนที่อัยการฟ้องว่าจำเลยทั้ง 2 ได้นำวัตถุระเบิดไปที่บริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส แม้ศาลจะรับฟังว่าจําเลยทั้งสองร่วมกระทําความผิดข้างต้นก็ตาม แต่ฝ่ายอัยการมีเพียงพันตํารวจเอก น เบิกความเกี่ยวกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่พบจําเลยที่ 1 เดินทางด้วยรถแท็กซี่ไปที่ซอยเจริญนคร 61 แล้วจําเลยที่ 1 เดินไปที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส โดยอ้างภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ตามวัตถุพยานดังกล่าวไม่ปรากฏภาพขณะที่จําเลยที่ 1 น่าสิ่งของที่อ้างว่าเป็นวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่ท่าเรือแต่อย่างใดและเจ้าพนักงานไม่สามารถตรวจยึดวัตถุระเบิดจากท่าเรือเป็นของกลางได้ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ส่วนนี้มีความสงสัยตามสมควรว่าจําเลยทั้งสองร่วมกันกระทําความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จําเลยทั้งสอง
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จําเลยทั้งสองร่วมกันมีสารเคมีและส่วนประกอบของวัตถุระเบิดหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่า โจทก์มีพยานปากพลเอก ว. พลตํารวตรี ภ. และพันตํารวจโท ส. เบิกความยืนยันเกี่ยวกับการตรวจค้นห้องพักหมายเลข 412 และ 414 ที่พูลอนันต์อพาร์ตเม้นท์ พบสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม จากการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดและเป็นยุทธภัณฑ์
จากคําเบิกความนางสาว ว. ผู้ดูแล พูลอนันต์อพาร์ตเม้นท์ว่าจําเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 ส่วนห้อง 414 ปิดประตูล็อกไว้ก่อนเกิดเหตุ จําเลยที่ 2 เคยมาพักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 และ 414 ด้วย จากคําเบิกความของพันตํารวจโท ณ ผู้ตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝง พบว่าลายนิ้วมือและรอยฝ่ามือแฝงซึ่งเจ้าพนักงานตรวจเก็บจากห้อง 412 และ 414 มีจุดลักษณะพิเศษของลายเส้นตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของจําเลยทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีพยานโจทก์อีก 3 ปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่จําเลยที่ 2 ไปซื้อสารเคมีที่ค้นพบในห้องพัก ดังกล่าวด้วย ประกอบกับชั้นสอบสวนจําเลยทั้งสองก็ยอมรับว่ามีการค้นพบของกลางเหล่านั้นที่ ห้องพักจริง
ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจําเลยทั้งสองร่วมกันกระทําความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคําฟ้องข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (2) สําหรับของกลางที่โจทก์นําสืบว่าตรวจยึดได้อีกหลาย รายการจากการตรวจค้นห้องเลขที่ 4106 หอพักไมมูณา การ์เด้นโฮมนั้น เมื่อไม่ปรากฏของกลาง ส่วนนี้ในคําฟ้องโจทก์ จึงไม่จําต้องวินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จําเลยที่ 1 กระทําความผิดตามคําฟ้องข้อ (ฌ) และ (ญ) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความยืนยันถึงการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจําเลยที่ หมายเลข 09 3160 8007 ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2558 ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลัง เกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวติดต่อกับบุคคลอื่นหลายครั้ง ทั้งก่อนเกิด เหตุมีพยานโจทก์เห็นจําเลยที่ 1 ที่พักอาศัยอยู่ที่พูลอนันต์ อพาร์ตเม้นท์ ทั้งจําเลยที่ 1 ก็รับว่าเข้ามา ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง
พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่าจําเลยที่ 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรตามคําฟ้องของโจทก์จริง
ศาลพิพากษาว่า จําเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าให้ประหารชีวิตจําเลยทั้งสอง ส่วนข้อหามีวัตถุระเบิดและพกพาไปในเมือง ปรับคนละ 9,000 บาทและแม้ว่าศาลจะนำคำให้การที่สารภาพในชั้นสอบสวนมาพิจารณาแล้วแต่ก็ไม่เป็นเหตุให้ลดโทษประหารได้
ส่วนโทษจำคุกในข้อหาอื่นๆ เมื่อมีโทษประหารแล้วจึงไม่สามารถนำมารวมได้อีก ให้ลงโทษประหารสถานเดียว และปรับคนละ 1,000 บาท และให้จําเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชน กรุงเทพ 364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตํารวจ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ 530,000 บาท แก่ กรุงเทพมหานคร และ 594,417 บาท แก่สํานักการจราจรและขนส่ง สํานักงานกรุงเทพมหานคร หากไม่ชําระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบวัตถุระเบิดและ ยุทธภัณฑ์ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

