สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ส่งจดหมายเปิดผนึก ขอความเคารพต่อหลักการศาสนาอิสลามในประเด็นการคลุมฮิญาบและพฤติกรรมทางเพศก่อนสมรส กรณีชาวอุยกูร์ พร้อมขอจุฬาราชมนตรีให้คำวินิจฉัยทางศาสนา ให้สังคมกระจ่าง
เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2568 นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ส่งหนังสือเปิดผนึกต่อสื่อมวลชน และสาธารณชน ขอความเคารพต่อหลักการศาสนาอิสลามในประเด็นการคลุมฮิญาบ และพฤติกรรมทางเพศก่อนสมรส กรณีชาวมุสลิมอุยกูร์ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแสดงความเห็นเกี่ยวกับการคลุมฮิญาบของสตรีมุสลิม และการแตะเนื้อต้องตัวระหว่างชายหญิงก่อนแต่งงาน
สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษาทั้งทางวิชาการและศาสนาแก่เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนมีความห่วงใยต่อภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลามในสังคมไทย
สมาคมฯ ขอแสดงจุดยืนต่อกรณีถ้อยคำของบุคคลสาธารณะระดับสูงดังกล่าวที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับการคลุมฮิญาบของสตรีมุสลิม และ การแตะเนื้อต้องตัวระหว่างชายหญิงก่อนแต่งงาน โดยไม่อ้างอิงต่อหลักการศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง
1. การคลุมฮิญาบของสตรีมุสลิม เป็นหลักการศาสนาอิสลาม ไม่ใช่ “ทางเลือก”
การคลุมศีรษะและแต่งกายมิดชิดของสตรีมุสลิม (ฮิญาบ) นั้น เป็นหลักการพื้นฐานที่ได้รับการบัญญัติในคัมภีร์อัลกุรอานและแบบอย่างของท่านศาสนทูต (ขอพระเจ้าสรรเสริญและประทานความสันติแด่ท่าน) ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักวิชาการอิสลามในทุกมัซฮับ (สำนักคิด) ไม่ว่าจะเป็นชาฟีอีย์ มาลิกีย์ ฮานาฟีย์ หรือฮัมบาลีย์ ว่า เป็นข้อบังคับ (ฟัรฎ์) ไม่ใช่เพียง “แนวปฏิบัติของกลุ่มเคร่ง” อย่างที่บางท่านเข้าใจ
2. การสัมผัสทางกายระหว่างชายหญิงก่อนแต่งงาน เป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนา
ในอิสลาม การอยู่ใกล้ชิด ถูกเนื้อต้องตัว หรือมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ถือเป็นการละเมิดหลักศีลธรรม และเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮารอม) อย่างชัดเจน การนิยามพฤติกรรมเหล่านี้ว่า “เป็นแนวทางสายปฏิรูป” จึงไม่เพียงขัดต่อหลักการศาสนา แต่ยังเสี่ยงต่อการชี้นำสังคมในทิศทางที่คลาดเคลื่อน
3. ศาสนาไม่ใช่เรื่องของความเห็นส่วนตัว แต่มีระบบและผู้วินิจฉัยที่ชัดเจน
อิสลามเป็นศาสนาแห่งระบบและแบบแผน การวินิจฉัยหลักการไม่ใช่สิ่งที่ใครก็สามารถกล่าวได้ตามความเข้าใจส่วนบุคคล โดยเฉพาะเมื่อผู้กล่าวเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หรือ “ผู้นำทางการเมือง” ซึ่งถ้อยคำย่อมมีผลต่อการรับรู้ของประชาชนวงกว้าง สมาคมฯ ขอยืนยันว่า ประเทศไทยมี “จุฬาราชมนตรี” เป็นผู้วินิจฉัยหลักศาสนาอย่างเป็นทางการ และมีองค์กรศาสนาอิสลามรองรับอย่างชัดเจน
4. เสรีภาพในการแสดงความเห็น ควรมาพร้อมความรับผิดชอบ
แม้ในสังคมประชาธิปไตย เราเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่การแสดงความเห็นต่อศาสนาโดยขาดความเข้าใจ หรือบิดเบือนหลักการที่ประชาคมศาสนายึดถือ อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ละเมิดความรู้สึกของผู้ศรัทธา และกระทบต่อความสงบสุขร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ขอเรียกร้องให้บุคคลสาธารณะเคารพหลักการทางศาสนา และแสดงความเห็นในกรอบของข้อมูลที่ถูกต้อง โดยขอให้หน่วยงานรัฐโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ร่วมแสดงบทบาทในการส่งเสริมความรู้ทางศาสนาแก่สาธารณะอย่างเป็นทางการและเป็นกลาง
ด้วยความเคารพอย่างสูงในความหลากหลาย และด้วยเจตนารักษาความจริงแท้ของหลักศาสนา ลงชื่อนายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้25 มีนาคม 2568
ขอจุฬาราชมนตรีให้คำวินิจฉัยทางศาสนา ให้สังคมกระจ่าง
ในวันเดียวกัน สมาคมฯ ได้ส่งหนังสือถึงจุฬาราชมนตรี ขอความอนุเคราะห์ในการวินิจฉัยหลักการศาสนาอิสลามเกี่ยวกับประเด็นการคลุมฮิญาบ การสัมผัสระหว่างชายหญิง และการไว้เครา โดยระบุว่า
ในช่วงที่ผ่านมา มีถ้อยคำจากบุคคลสาธารณะระดับสูงในรัฐบาลที่กล่าวถึงการปฏิบัติของชาวมุสลิม เช่น การคลุมศีรษะของสตรี การไว้เคราของบุรุษ และการสัมผัสทางกายระหว่างชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน โดยอ้างว่าเป็น "แนวปฏิบัติของกลุ่มเคร่งศาสนา" หรือ "เป็นเรื่องของความเห็นที่หลากหลาย" ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อหลักคำสอนของศาสนาอิสลามในสังคมไทย
เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ และเพื่อให้การสื่อสารของสมาคมฯ เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ จึงใคร่ขอความกรุณาจากท่านจุฬาราชมนตรี ได้โปรดวินิจฉัยและให้ความกระจ่างไปประเด็น ต่อไปนี้
1. หลักคำสอนของศาสนาอิสลามเกี่ยวกับ การคลุมฮิญาบของสตรีมุสลิม ว่าเป็นข้อบังคับ (ฟีรฏ์) หรือคำแนะนำ(มุสตะฮับ) ตามแนวทางชะรีอะฮ์
2. ข้อวินิจฉัยของ มัชฮับทั้ง 4 (ฮานาฟีย์ มาลิกีย์ ชาฟีอีย์ และฮัมบาลีย์) ในเรื่องการคลุมฮิญาบของสตรี
3. ทัศนะอิสลามเกี่ยวกับ การสัมผัสทางกาย (ถูกเนื้อต้องตัว) ระหว่างชายและหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานกันหลักคำสอนเกี่ยวกับ การไว้เคราของบุรุษมุสลิม ว่ามีสถานะอย่างไรในทางศาสนา
สมาคมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำวินิจฉัยจากท่านจะเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้องในระดับสาธารณะและช่วยเสริมสร้างเกราะทางความรู้แก่เยาวชนและประชาคมมุสลิมในประเทศไทย
