ผู้พิพากษาสั่งจำหน่ายคำร้อง ปล่อยตัวชาวอุยกูร์ 40 คน กล่าวหา สตม.กักขังโดยมิชอบกว่า 10 ปี ศาลพิเคราะห์การส่งผู้ลี้ภัยทั้งหมดออกนอกประเทศ ถือเป็นการปล่อยตัว จึงไม่มีเหตุให้ต้องวินิจฉัยว่าเป็นการคุมขังโดยมิชอบหรือไม่ ด้านภาคประชาชนเผย เรือนจำคลองเปรมไม่อนุญาต 5 ผู้ต้องขังอุยกูร์ เขียน จม.ว่า 'ไม่อยากไปจีน'
27 มี.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (27 มี.ค.) จากห้องพิจารณาคดีที่ 505 ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อเวลา 9-15-10.15 น. ผู้พิพากษาสั่งจำหน่ายคดีที่ชูชาติ กันภัย ทนายความ ยื่นร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้มีการปล่อยตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 40 คน เนื่องจากละเมิด ป.วิอาญา มาตรา 90 กักขังโดยมิชอบ หลังผู้แทนสำนักงานตำรวจคนเข้าเมือง (สตม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงต่อศาลไม่มีชาวอุยกูร์อยู่ใน สตม.แล้ว
ก่อนจะมีการสั่งจำหน่ายคดีความ ผู้แทนของ สตม. ระบุว่าปัจจุบันชาวอุยกูร์ที่ถูกคุมขังตามคำร้อง ไม่ได้อยู่ใน สตม.อีกต่อไปแล้ว จึงไม่มีพยานมาให้การต่อศาลว่าเป็นการคุมขังโดยมิชอบหรือไม่
ขณะที่ชูชาติ ทนายความผู้ร้อง ระบุว่าหากผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ถูกส่งตัวกลับไปหมดแล้ว ทางเขาก็ไม่ติดใจอะไร
ดังนั้น ผู้พิพากษาจึงมองว่า หากชาวอุยกูร์ที่ถูกคุมขังใน สตม.ทั้งหมดถูกส่งตัวออกนอกประเทศแล้ว จึงถือว่าเป็นการปล่อยตัว ประเด็นปัญหาการคุมขังโดยมิชอบหรือไม่ จึงไม่มีความเป็นจำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไป ให้จำหน่ายคดีออก
หลังจากศาลสั่งจำหน่ายคดี กฤตพร เสมสันทัด ผู้อำนวยการโครงการ 'มูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ' เผยว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของทางภาคประชาสังคมหลังจากนี้ พวกเรากำลังทำเรื่องแต่งตั้งทนายความประจำตัวให้กับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ทั้ง 5 คนในเรือนจำคลองเปรม แต่กระบวนการต้องทำเรื่องขอไปยังศาลจังหวัดมุกดาหารก่อน และหากศาลมุกดาหารอนุมัติแล้ว จึงจะแต่งตั้งทนายความให้ชาวอุยกูร์ได้
กฤตพร กล่าวต่อว่า ข้อดีของการแต่งตั้งทนายความให้ชาวอุยกูร์ทั้ง 5 คนในเรือนจำคลองเปรม ก็จะเป็นการรับประกันสิทธิของพวกเขา และจะช่วยสื่อสารข้อเรียกร้องและความกังวลใจจากความเสี่ยงถูกส่งกลับไปเผชิญอันตรายที่ประเทศต้นทาง
ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ สมาชิกมูลนิธิศักยภาพชุมชน กล่าวเพิ่มว่า ข้อดีของการตั้งทนายความประจำตัวหรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย จะทำให้ทนายความมีโอกาสได้คุยกับผู้ต้องหาโดยตรง และผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์เขาก็ฝากมาว่าอยากให้เจ้าหน้าที่สถานทูตต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่ของ UNHCR เข้าไปเยี่ยมพวกเขา
(ซ้าย) ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ และ (ขวา) กฤตพร เสมสันทัด
สมาชิกมูลนิธิศักยภาพชุมชน กล่าวว่าเธอได้พยายามไปคุยกับสถานทูตด้วยว่าเป็นไปได้ไหมที่จะพิจารณายื่นเรื่องไปที่รัฐบาลไทย เพื่อแสดงเจตจำนงว่ายินดีที่จะรับชาวอุยกูร์ทั้ง 5 คนไปตั้งถิ่นฐานในประเทศเขา เพื่อที่จะเป็นข้อมูลเอกสารยืนยันว่ามีประเทศที่ 3 ที่พร้อมที่จะรับ และเราก็อยากจะฟังด้วยว่ารัฐบาลไทยว่าอย่างไร
ชลิดา ระบุต่อว่า จากการคุยกับตัวแทนของ สตม.ว่าจะส่งกลับหรือไม่นั้น บอกว่าเป็นการตัดสินใจของทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่มันก็น่ากังวล เพราะว่าก่อนหน้านี้ ทวี เคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าทั้ง 5 คนพ้นโทษแล้ว เขาก็จะส่งกลับจีน ตอนนี้ก็จะพยายามปกป้องชาวอุยกูร์ทั้ง 5 คนต่อไป
นอกจากนี้ สมาชิกมูลนิธิศักยภาพชุมชน ได้เล่าถึงปัญหาภายในเรือนจำคลองเปรมตอนนี้ว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังชาวอุยกูร์ทั้ง 5 คนเขียนจดหมายออกข้างนอกในทำนองว่า ‘ไม่อยากกลับประเทศจีน’ แล้ว ดังนั้น มันจะไม่มีหลักฐานที่จะบอกว่าพวกเขาไม่อยากกลับประเทศจีน ก็เลยอยากฝากทุกคนช่วยกันสื่อสารว่า 'ชาวอุยกูร์ไม่ได้อยากกลับจีน เขาไปประเทศไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ประเทศจีน'
ข้อมูลจากมูลนิธิศักยภาพชุมชน ระบุว่า ปัจจุบัน มีชาวอุยกูร์ที่อยู่ในความควบคุมของทางการไทยอีก 10 คน ดังนี้
- 5 คนถูกคุมขังเรือนจำคลองเปรม จากคดีความแหกห้องกัก ตม.ที่ จ.มุกดาหาร เมื่อปี 2563
- 2 คนถูกควบคุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างต่อสู้คดีความระเบิดราชประสงค์ เมื่อปี 2558
- 3 คนถือพาสสปอร์ตของต่างประเทศ
