Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“ถ้าไม่หนี ญาติพี่น้องเราอาจถูกบังคับให้ต้องฆ่ากันเอง พ่อแม่เล่าให้ฟังว่า อุ้มผมอพยพหนีข้ามมาอาศัยอยู่ในจุดที่เชื่อว่าเป็นฝั่งประเทศไท ยตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้ เพราะถ้ายังอยู่ที่ฝั่งพม่า เด็กผู้ชายอย่างผม จะต้องถูกบังคับให้ไปจับปืนเป็นทหารแน่นอน โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปอยู่กับกองกำลังฝ่ายไหนด้วยซ้ำ ... พ่อไม่ยอมให้ผมต้องไปเป็นทหาร เลยตัดสินใจหนีข้ามมาฝั่งประเทศไทย”

เด็กชายวัย 2-3 ขวบ เมื่อ 40 กว่าปีก่อน เติบโตขึ้นอยู่ในดินแดนเทือกเขาชายแดนไทย – เมียนมา จนได้เปลี่ยนสถานะจากผู้อพยพลี้ภัยสงครามมาเป็นผู้นำชุมชนบ้านนอแล ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ในวันนี้ แม้จะไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านอย่างเป็นทางการ เพราะเขายังไม่มีสถานะความเป็นคนไทย แต่ชาวบ้านก็เรียกเขาว่า “พ่อหลวง” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ภาคเหนือ

แม้จะยังเด็กมากในช่วงเวลาที่ต้องอพยพหนีภัยสงคราม แต่ “พ่อหลวงอ่อน สุนันตา” ก็ได้รับถ่ายทอดเรื่องราวเมื่อ 40-50 ปีก่อนมาจากผู้อาวุโสในชุมชนมาอย่างแจ่มชัด เขายังพยายามส่งต่อเรื่องราวนี้ไม่ให้ตกหล่นผิดเพี้ยน เพื่อให้พี่น้องชาติพันธุ์เดียวกันกับเขาไม่ลืมความยากลำบากของคนรุ่นก่อน ที่ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิตลูกหลานและดำรงเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้ไม่ให้เลือนหายไป

คนภูเขา ชาติพันธุ์ “ดาราอาง”

“คนอื่นเรียกพวกเราว่า ปะหล่อง นั่นเป็นชื่อเรียกที่คนเผ่าอื่นตั้งให้เรา แต่พวกเราเรียกตัวเองว่า ดาราอาง เรามีภาษาเป็นของตัวเองบ ในภาษาของเรา ... ดา แปลว่า บรรพบุรุษ ... รา แปลว่า กิ่งก้านสาขา ... อาง แปลว่า หน้าผาชัน ภูเขาสูง หรืออีกความหมายคือ ยันต์คุ้มภัยจากอันตราย ... โดยรวมแล้ว ดาราอาง จึงหมายถึง กลุ่มคนที่มีอยู่บนภูเขามาช้านาน”

พ่อหลวงอ่อน อธิบายความหมายของชื่อชาติพันธุ์ “ดาราอาง” ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีอัตลักษณ์ทางภาษาเป็นของตัวเอง แต่ชนเผ่าอื่นไม่เข้าใจภาษาดาราอาง จึงทำให้มีอีกชื่อหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “ปะหล่อง” ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นโดยชนเผ่าอื่น

เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน จากชื่อ ดาราอาง ที่หมายถึง คนภูเขา และชื่อที่ถูกเผ่าอื่นเรียกว่า ปะหล่อง ก็จะพบว่า มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่ทำให้ดาราอาง เป็นชนเผ่าที่ต้องพยายามดิ้นรนหนีภัยสงครามในพม่า

“ผู้อาวุโสเล่าให้ฟังว่า ในสมัยที่พวกเรายังอยู่ในบริเวณรัฐฉานในพม่า ดาราอางจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่บนูเขา อยู่ในป่า และอยู่กันแบบกระจัดกระจายไม่ได้รวมกลุ่มกัน จึงเป็นหนึ่งไม่กี่ชนเผ่าที่ไม่มีกองกำลังทหารเป็นของตัวเอง เมื่อไม่มีกองกำลัง แถมอยู่กันกระจัดกระจาย ก็ทำให้มีกลุ่มกองกำลังจากทั้งฝ่ายทหารพม่า และทหารไทใหญ่ซึ่งกำลังสู้รบกัน ต่างแย่งกันเข้ามาอาศัยและปกครองในแต่ละจุดที่ดาราอางตั้งถิ่นฐานอยู่ และพวกเขาเรียกเราว่า ปะหล่อง ... ผู้ชายที่โตแล้ว ก็จะถูกสั่งให้ไปทำงานเป็นลูกหาบแบกอาวุธสงครามให้กับกลุ่มที่เข้ามายึดบ้านตัวเอง ส่วนเด็กผู้ชายก็จะถูกลงบัญชีรายชื่อไว้ และนำไปฝึกให้เป็นทหารตั้งแต่เด็ก ... เขาจะไม่เอาผู้ใหญ่ไปฝึกทหาร เพราะสอนยากแล้ว แต่จะนำตัวเด็กไป เพราะเชื่อว่าจะสามารถล้างสมองให้โตขึ้นไปเป็นทหารที่ภักดีกับกลุ่มของเขาได้

เมื่อเป็นชนเผ่าที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ทำให้ดาราอางแต่ละกลุ่ม อาจถูกปกครองโดยทหารคนละฝ่ายที่เป็นศัตรูกัน ดังนั้น เด็กๆในเผ่าของเราที่ถูกให้ไปเป็นทหาร เมื่อไปสังกัดอยู่คนละฝ่ายก็อาจจะต้องมาฆ่ากันเอง ... หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่ไปเป็นลูกหาบแบกอาวุธ ก็อาจต้องแบกอาวุธไปให้ลูกหลานตัวเองมาเข่นฆ่ากับญาติพี่น้องของตัวเอง”

พ่อหลวงอ่อน ถ่ายทอดความรู้สึกขมขื่น ที่เขาได้รับฟังต่อมาจากเหล่าผู้อาวุโสในชุมชน ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ตัวเอง และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ชาวดาราอางส่วนใหญ่ ตัดสินใจหลบหนีข้ามมายังฝั่งประเทศไทย

“ตามที่มีบันทึกไว้ คือ ดาราอางน่าจะมารวมกลุ่มกันในประเทศไทยที่บ้านนอแล อ.ฝาง ประมาณปี 2521 ครับ แต่ที่ผู้เฒ่าในหมู่บ้านบอกมา เราก็เชื่อว่ามีชาวดาราอางข้ามมาไทยตั้งแต่ก่อนหน้านั้นหลายปี แต่มาในแบบต่างคนต่างมา เมื่อมาแล้วก็หลบอยู่ตามแนวเขาตามแนวชายแดน ไม่ได้มารวมกลุ่มกัน สมัยนั้น รุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่าของเราต้องแอบหนีกันออกมาเอง ครอบครัวไหนมีโอกาสหนีก็จะหนีเลย โดยที่แต่ละครอบครัวก็จะไม่ได้นัดหรือบอกกล่าวร่ำลากันก่อน เมื่อออกมาแล้วก็ใช้เวลาอีกประมาณ 5-7 วัน จึงจะข้ามภูเขาเข้ามาถึงเขตประเทศไทย ที่พวกเรารู้เส้นทางก็เพราะต่างเคยเดินข้ามาค้าขายที่ฝั่งไทย ทำให้ส่วนใหญ่ก็จะมาอาศัยอยู่ในแถบที่เป็นบ้านนอแลในปัจจุบันนี้ ... ชาวดาราอางที่มาอยู่ที่นี่กลุ่มแรก ๆ (พ.ศ.2520-2521) ก็จะอาศัยทำงานรับจ้างทุกอย่าง ได้ค่าแรงวันละประมาณ 20 บาท”

อ่อน สุนันตา หนึ่งในเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ถูกอุ้มตามพ่อแม่เข้ามาในเวลานั้น เติบโตมาเป็นผู้นำชุมชนบ้านนอแลอยู่ 8 ปี และกลายมาที่ปรึกษาให้ผู้นำคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ชาวดาราอางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยเมื่อกว่า 40 ปีก่อน

เขาบอกต่อไปว่า ในช่วงแรกที่ชนเผ่าดาราอางมาอยู่ที่บ้านนอแล สภาพพื้นที่เป็นป่าหญ้าคา ก็ถางหญ้าและปลูกบ้านอยู่กันประมาณ 20-30 หลัง แต่ก็ยังไม่มีความมั่นคง เพราะพวกเขายังอยู่ในสถานะของผู้อพยพหนีภัยสงคราม ไม่มีสถานะบุคคลใด ๆ ประกอบกับยังมีกลุ่มโจรเข้ามาปล้น ยังถูกก่อกวนจากกลุ่มกองกำลังที่สู้รบอยู่ในฝั่งพม่า ทำให้ชาวดาราอางที่แม้จะไม่ต้องถูกจับไปเป็นทหารจากภัยสงครามแต่ก็ยังคงยากจนและต้องปลูกพืชฝิ่น เพื่อหารายได้จากการขายให้กลุ่มกองกำลังต่าง ๆ จนกระทั่งมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

“เมื่อปี พ.ศ.2527 ในหลวงรัชกาลที่ 9 (พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) เสด็จเยือนราษฎรที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งเป็นโครงการหลวงแห่งแรกที่มุ่งฟื้นฟูสภาพป่าและชีวิตของคนบนพื้นที่สูง ชาวดาราอางกลุ่มหนึ่งนำโดยพ่อเฒ่านาโม ได้โอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จด้วย จึงขอพระราชทานที่อยู่อาศัยถาวร ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทรงพระราชทานให้ จนกลายมาเป็นบ้านนอแลในปัจจุบัน และยังทรงรับสั่งให้โครงการหลวงเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการทำเกษตร จนชาวดาราอางสามารถเปลี่ยนจากการปลูกฝิ่น มาเป็นการปลูกพืชและผลไม้เมืองหนาวแทน จากการช่วยเหลือของโครงการหลวง ทำให้มีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น”

แต่ในเรื่องสถานะทางทะเบียนราษฎร์ ก็ยังเป็นปัญหากับชาวดาราอางกลุ่มที่อพยพเข้ามาตั้งแต่แรก แม้แต่บ้านนอแลก็ยังเป็นชุมชนที่ถูกฝากสถานะไว้กับอีกหมู่บ้านหนึ่ง หรือตัวพ่อหลวงอ่อน ก็มีสถานะเป็นผู้นำชุมชนที่เลือกกันเอง แต่ไม่มีผลตามกฎหมายในฐานะผู้ใหญ่บ้าน  

“ผมไม่ได้เกิดในประเทศไทย แม้จะรักประเทศไทยและอาศัยอยู่มา 40 กว่าปีแล้ว แต่ในทางสถานะบุคคล ตัวผม คนรุ่นพ่อแม่ และคนรุ่นเดียวกัน เดิมจะถือเป็นบัตรสีฟ้า หรือที่เรียกกันว่า บัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง ... ต่อมาเมื่อมีการสำรวจใหม่ บัตรสีฟ้าถูกยกเลิกไป ผมได้ถือเป็นพาสปอร์ตคนต่างด้าวที่ไม่มีสัญชาติไทย และบางคนยังใช้เป็นบัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวคนที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งการถือเป็นพาสปอร์ตประเภทนี้ แม้จะใช้ชีวิตได้เหมือนคนที่มีสัญชาติไทยเพียงแต่ต้องไปต่ออายุปีละครั้งเท่านั้น แต่ก็มีสิทธิบางอย่างที่เราถูกจำกัดไว้ เช่น สิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดิน และสิทธิทางการเมือง พูดง่ายๆ คือ ผมยังไม่ได้เป็นคนไทย

ปัจจุบันชาวดาราอางในประเทศไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนใน 4 อำเภอของ จ.เชียงใหม่ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่บ้านนอแล อ.ฝาง ส่วนกลุ่มอื่น ๆ กระจายตัวกันอยู่ที่ อ.ไชยปราการ อ.แม่อาย และ อ.เชียงดาว รวมแล้วมีอยู่ประมาณหมื่นกว่าคน ใน 13 ชุมชน

ชาวดาราอาง ยังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในเรื่อง “ชุดประจำเผ่า” ที่มีสีสันสดใส พวกเขาจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าแบบเต็มยศในเทศกาลต่าง ๆ ที่สำคัญ ซึ่งผสมผสานระหว่างศาลนาพุทธกับการนับถือผีเข้าไว้ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก เช่น

วันเข้าพรรษา จะประกอบพิธีกรรม “ปิดหมู่บ้าน” ด้วยการให้หมอผีประจำหมู่บ้านจัดการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ ผีปู่ย่า ให้ช่วยดูแลพืชผลที่ได้เพาะปลูกลงไปแล้วไม่ให้เกิดความเสียหาย โดยในระหว่าง 3 เดือนนี้ ชาวดาราอางจะเข้าสู่การถือศีล 5 ส่วนผู้มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะถือศีล 8 และไปอยู่ที่วัด และไม่มีมีพิธีแต่งงานในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด โดยในทุกวันพระ ลูกหลานก็จะไปทำบุญร่วมกับผู้สูงอายุที่

วันออกพรรษา จะประกอบพิธีกรรม “เปิดหมู่บ้าน” ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยจะเซ่นไหว้ผีปู่ย่าเช่นเดิม เพื่อแสดงตัวว่าชาวบ้านได้รักษาศีลตามสัญญาที่ให้ไว้ และแสดงความขอบคุณที่ช่วยดูแลพืชผลให้เป็นอย่างดี ถือเป็นการอนุญาตให้ทุกคนออกจากการถือศีล เพื่อให้หาคู่ได้และทำพิธีแต่งงานได้

ส่วนการแต่งงานของชาวดาราอ้าง ถือว่ามีรูปแบบเฉพาะตัวที่น่าสนใจ โดยผู้ชายจะต้องนำ “ห่อใบชา” ซึ่งถือเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ของชาวดาราอางไปมอบให้กับหญิงสาวที่หมายปองไว้ หากหญิงสาวยินดีรับใบชานั้นไป จึงจะไปทำพิธีสู่ขอได้ (ใบชา ยังใช้ในกิจกรรมอื่นๆด้วย เช่น หากชาวบ้านมีเรื่องร้องเรียนกับผู้นำชุมชน ก็จะต้องนำใบชาไปมอบเป็นพิธีด้วย) โดยงานแต่งของดาราอางจะจัดพิธี 2 วัน วันแรกเป็นการไปขออนุญาตจัดงานแต่งกับผู้นำชุมชน(พ่อหลวง) และเชิญพ่อหลวงไปร่วมพิธีด้วย โดยเจ้าบ่าวจะต้องนำห่อใบชา พร้อมเนื้อหมู ไข่ห่อใบตอง และเครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ ไปมอบให้พ่อหลวง ... ส่วนวันที่สอง เป็นวันที่เจ้าบ่าวต้องไปรับเจ้าสาว โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตัวเอง เพื่อบอกกล่าวให้ทราบว่า ฉันที่เป็นผู้สืบทอดของตระกูลนี้ จะไปแต่งงานกับคนในตระกูลนั้น เพื่อให้บรรพบุรุษช่วยดูแลทั้ง 2 คนต่อไป

“ชาวดาราอางจะมีตระกูลที่สืบสายเลือดกันมา ะแต่ละตระกูลก็จะมีประวัติศาสตร์ของตัวเอง อย่างผมอยู่ในตระกูล เซียมราย เป็นตระกูลลูกครึ่ง ที่เกิดจากการแต่งงานกับคนเผ่าอื่น มีประวัติต้นตระกูลคล้ายเป็นกลุ่มบัณฑิตในอดีต หรืออีกตระกูลที่ใช้นามสกุลดาราอางว่า ละปาน ก็จะมีประวัติเป็นตระกูลที่สืบสายเลือดดาราอางแท้ ๆ ... เมื่อมีพิธีแต่งงาน เราจึงต้องทำพิธีบอกกล่าวกับบรรพบุรุษในสายตระกูลของเรา ... แต่เราไม่มีข้อห้ามเรื่องการแต่งงานกับคนต่างเผ่า เพียงแต่ถ้าแต่งกับคนต่างเผ่า ชาวดาราอางก็จะทำพิธีบอกผีบรรพบุรุษในส่วนของฝ่ายตัวเอง” พ่อหลวงอ่อน ขยายความ

อีกหนึ่งพิธีกรรมดั้งเดิมที่ชาวดาราอางทุกคนจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าแบบเต็มยศ คือ “ปีใหม่ดาราอาง” ซึ่งจะมีขึ้นตามการกำหนดของชาวดาราอางเอง ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม

อ่อน สุนันตา บอกว่า งานปีใหม่ของชาวดาราอาง ถือเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราจะดูวันที่ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ และทุกคนในชุมชนจะออกไปทำพิธีที่เรียกว่า “ปรับยอดน้ำ” ที่ลำห้วยของชุมชนในเวลาตี หนึ่ง

“ดาราอางมีความเชื่อว่า ช่วงเวลาตี 1 เป็นช่วงของการเปลี่ยนยอดน้ำ เพราะเป็นช่วงที่สายน้ำไม่ถูกรบกวนจากแมลงและสัตว์ต่าง ๆ แล้ว จึงมียอดน้ำใหม่ที่สะอาดและบริสุทธิ์ที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเป็นวันปีใหม่ เราก็จะไปทำพิธีปรับยอดน้ำ ซึ่งเป็นยอดน้ำแรกของการการเปลี่ยนศักราชใหม่ ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมงคลกับพวกเรา เราจะนำยอดน้ำนั้นมากิน อาบ และทำเป็นน้ำมนต์ประพรมให้คนทั้งชุมชนมีความสุขและปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง”

พ่อหลวงอ่อน สุนันตา ถ่ายทอดเรื่องราวการสืบถอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวดาราอางที่เกือบจะต้องสูญหายไปหมดสิ้นแล้ว เพราะต้องดิ้นรนหนีภัยจากการถูกบังคับให้ต้องสู้รบในสงคราม สู่ชาติพันธุ์ที่กำลังขอมีตัวตนความเป็น “คน” อีกอัตลักษณ์หนึ่งในฐานะ “พลเมืองไทย” 

 

#สนับสนุนกฎหมายชาติพันธุ์ #ชาติพันธุ์คือคนไทย #ไม่ใช่ผู้บุกรุกและไม่ใช่อภิสิทธิชน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง