‘พยานผู้โชกโชน’ น่าจะเป็นคำอธิบายที่ไม่เกินจริงนัก เพราะ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า เขาเดินทางไปเบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญในคดี 112 มาแล้วกว่า 10 คดี
เช่น ศาลเชียงใหม่, ศาลภูเขียว จ.ชัยภูมิ, ศาลอาญารัชดา, ศาลอาญากรุงเทพใต้, ศาลแขวงดุสิต บางที่อาจมี 2-3 คดี บางที่ก็คดีเดียว ทั้งคดี ของ อานนท์ นำภา , ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, เก็ท โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง , หนูรัตน์ สุภัคชญา และยังมีรายชื่อเป็นพยานในคดีของรุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ด้วย แต่ยังไม่ได้มีการขึ้นศาลเบิกความกัน เนื่องจากจำเลยลี้ภัยไปก่อน
การไปเบิกความมาหลายคดีในศาลหลายแห่ง ทำให้ได้เห็นอะไรในกระบวนการพิจารณาคดี ม.112 ของศาลไทยบ้าง ?
คดีที่ผมไปเป็นพยานส่วนใหญ่ จำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาจะรับว่าตัวเองได้กระทำการในสิ่งที่ถูกกล่าวหา เช่น การแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องวัคซีนในช่วงโควิด-19 การแสดงความเห็นเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ ส่วนใหญ่จำเลยรับว่าตนเองได้พูดได้แสดงความเห็นจริง
ประเด็นที่จำเป็นจะต้องโต้เถียงอยู่ที่การแสดงความเห็นตามที่ถูกกล่าวหาแล้วถูกตำรวจ-อัยการฟ้องเป็นความผิดหรือไม่ ละเมิดต่อมาตรา 6 ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
มาตรา 6 ตามรัฐธรรมนูญคือมาตราที่พูดถึงสถานะอันละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ ผู้ใดจะฟ้องร้องหรือกล่าวหาพระมหากษัตริย์ไม่ได้
ในเชิงเนื้อหาภาพรวม คำฟ้องส่วนใหญ่ที่ผมไปเป็นพยานจะขึ้นต้นด้วยแพทเทิร์นประมาณว่า ประเทศไทยอยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วตามด้วยการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ ม.6 และขัดต่อกฎหมายอาญา ม.112 ขณะที่จำเลยจะต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นที่ในแง่หนึ่งก็เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเหมือนกัน จึงไม่น่าจะเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อ ม.6 หรือ ม.112
คดีที่ผมไปเป็นพยาน จำเลยส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ถ้อยคำที่หยาบคายหรือไม่ได้ใช้ถ้อยคำอาฆาตมาดร้าย แต่เป็นการแสดงความเห็น ผมก็คิดว่าคดีจำนวนหนึ่งเป็นเรื่องที่สามารถถกเถียงกันได้ว่าเป็นการละเมิดต่อ ม.112 หรือเป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็นกันแน่ บางคดีอาจจะไปบวกกับการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุม หรือคดีอื่นบ้าง แต่โดยแกนกลางของเรื่องส่วนใหญ่คือ ม.112 ของประมวลกฎหมายอาญา กับ ม.6 ของรัฐธรรมนูญ
ส่วนภาพรวมในเชิงกระบวนการยุติธรรมของคดี ม.112 ศาลมี 2 แบบ แบบที่หนึ่ง ในกระบวนการไต่สวนพยาน การสืบพยาน ศาลจำนวนหนึ่งจะเปิดโอกาสให้สืบและให้พูดได้อย่างเต็มที่ เอาพยานหลักฐานเข้าไปนำเสนอได้หมด กับแบบที่สองที่การไต่สวนพยานหรือการสืบพยานภายในศาลมีข้อจำกัดอยู่มาก เช่น บางที่มีการจำกัดการเข้าฟัง ไม่ให้เข้าถึงห้องพิจารณาได้ หรือในการให้ปากคำบางครั้งมีการตัดถ้อยคำพยานออก โดยศาลอ้างว่าเป็นเรื่องข้อกฎหมายที่ศาลรู้เองอยู่แล้ว ไม่ต้องนำสืบ
ส่วนหนึ่งก็ดูเหมือนว่าศาลจะค่อนข้าง ‘ระมัดระวัง’ ในการเปิดโอกาสให้สาธารณชนเข้ารับฟัง หรือการพูดถึงพยานหลักฐาน มีการตัดพยานหลักฐานบางส่วน จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นพยาน ผมเห็นความไม่สม่ำเสมอ ผมคิดว่าการต่อสู้คดีในชั้นศาลควรจะมีมาตรฐานที่อย่างน้อยจะต้องใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องมี เพื่อให้จำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เพราะว่าหลักการในการต่อสู้คดีในชั้นศาลคือต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาสามารถนำพยานหลักฐานมาเสนอได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และในคดีที่ผมไปเป็นพยานเอาเข้าจริงเขาไม่ได้อ้างพยาน 1,000 ปาก อ้างพยานเต็มที่ก็ 5 ปาก ไม่เกิน 10 ปาก
ในคดี ม.112 ศาลควรเปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ในมาตรฐานเดียวกัน และควรเกิดขึ้นในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลทุกแห่ง
ศาลต่างจังหวัดเปิดมากกว่าศาลในกรุงเทพฯ ไหม ?
ผมคิดว่าไม่แน่ ไม่สามารถสรุปได้ว่าศาลต่างจังหวัดจะเปิดกว้างมากกว่าศาลที่กรุงเทพ เพราะที่ศาลเชียงใหม่ช่วงแรกก็มีปัญหาเรื่องการเปิดให้สาธารณชนเข้ารับฟังในการสืบพยานคดีของอานนท์ นำภา ก่อนที่ในช่วงหลังจะปรับให้สอดคล้องกับหลักการมากขึ้น เปิดให้สาธารณชนเข้ารับฟังได้มากขึ้น ส่วนในกรุงเทพฯ บางคดีก็ยังเป็นการสั่งให้พิจารณาลับ ทำให้ยังไม่เห็นรูปแบบที่ชัดเจนว่าศาลต่างจังหวัดหรือกรุงเทพที่ไหนจะเปิดกว้างมากกว่ากัน

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล
ในคดี ม.112 จำเลยจะมีทั้งแกนนำ คนดัง คนทั่วไป อาจารย์พอจะมองเห็นความแตกต่างของศาลในการพิจารณาคดีไหม ?
ส่วนใหญ่ผมไปเป็นพยานในคดีที่เป็นแกนนำ คดีอานนท์, เก็ท, ไผ่ อันนี้คงจะเป็นบทสรุปจากคดี ม.112 ที่เป็นการพิจารณาคดีของแกนนำ
ตอนนี้พยานผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ทนายฯ ขาดแคลนหรืออย่างไร ทำไมอาจารย์ถึงถูกเลือกให้ไปเป็นพยานในคดี ม.112 เยอะมาก ?
ผมเข้าใจว่ามี 2 ระดับ อันแรกที่ผมไปเป็นพยานคดี ม.112 หลายคดี ส่วนหนึ่งสืบเนื่องจากทำงานวิจัยเรื่องข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญของไทยที่เคยทำมา ทำให้มีความเกี่ยวโยงกับข้อถกเถียงในความหมายของ ม.6 ในรัฐธรรมนูญ งานศึกษาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีนักกฎหมายทำไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นนักรัฐศาสตร์กับนักประวัติศาสตร์ที่ศึกษากัน
อันที่สอง ผมเข้าใจว่าพอพูดถึง ม.112 การไปเป็นพยานให้กับจำเลยในแง่หนึ่งก็คงทำให้คนที่ไปเป็นพยานรู้สึกลังเลขึ้นมาอยู่บ้าง อันนี้เข้าใจได้ คือเวลาเกี่ยวข้องกับ ม.112 แล้ว ไม่ว่าเกี่ยวข้องในทางใดมันอาจจะได้รับผลร้ายโดยไม่คาดหมายมาก่อน เช่นอาจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ประเด็นใหญ่กลายเป็นว่าที่แกถูกโต้แย้ง (ตอนเป็นแคนดิเดตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) คือเนื่องจากแกมีทัศนคติทางการเมืองที่อาจเป็นปัญหา ถ้าพูดง่ายๆ เพราะเนื่องจากอาจารย์สิริพรรณเคยลงชื่อให้ปรับปรุงแก้ไข ม.112 คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ ม.112 มันพร้อมจะมีเหตุอันมิคาดฝันโผล่เข้ามาได้ง่ายๆ พลานุภาพของ ม.112 ตอนนี้มันไปทุกทิศทุกทางโดยมิอาจคาดหมายได้ แม้เราจะไม่ใช่คนที่แสดงความเห็นโดยตรง แต่ถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องในแง่ทางวิชาการหรือในแง่ทางอะไรก็ตาม ก็พร้อมจะถูกผลกระทบได้
ย้อนกลับไปในการสืบพยานคดีอานนท์ล่าสุด (คดีละเมิดอำนาจศาล) ที่อาจารย์ไปเป็นพยานด้วย ทำไมอาจารย์ยกให้เป็นแมตซ์แห่งปี ?
มันมีเรื่องที่พูดได้ และพูดไม่ได้
กรณีที่อานนท์ถูกกล่าวหาว่าละเมิดอำนาจศาล จากการถอดเสื้อประท้วงในศาล เนื่องจากอานนท์ไปโต้แย้งผู้พิพากษาที่ไม่ยอมออกหมายเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องพระมหากษัตริย์ในคดี ม.112 ให้ โดยศาลอ้างว่าเป็นการขัดกับ ม.6 ซึ่งอานนท์ได้โต้แย้งว่าไม่เป็นการขัดกับ ม.6 และประท้วงศาลด้วยการถอดเสื้อจนโดนข้อหาละเมิดอำนาจศาล
วันนั้นทางอานนท์กับทนายความได้บอกว่ามีหลักฐานสำคัญ 2 อัน คือกล้องวงจรปิดของศาล กับเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ควรต้องเอามาเข้าสู่การพิจารณาคดี ผลปรากฏว่าไม่ได้เลย กล้องที่อยู่ในศาลวันที่ผมไปนั่ง อย่างน้อยผมเห็น 3 ตัว สุดท้ายภาพที่เอามาให้จำเลยและทนายจำเลยดูเป็นภาพจากกล้องที่ติดตัวของเจ้าหน้าที่ คำถามคือทำไมถึงไม่เอากล้องของศาลล่ะ
อันที่สองคือเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น โดยทั่วไปแล้วถือว่ามีน้ำหนักมาก ผลปรากฏว่าหน้าบัลลังก์ก็ไม่ได้ถูกเอามาเบิกความ หน้าบัลลังก์คนนี้ทำงานอยู่ที่ศาลแห่งนั้น ทำไมหน้าบัลลังก์จึงเอามาเบิกความไม่ได้ จนทุกวันนี้ผมก็ยังงงอยู่เลย
พยานหลักฐานในการกล่าวหาว่าอานนท์กระทำละเมิดอำนาจศาลอยู่ในขอบข่ายและอำนาจที่ศาลสามารถจัดการได้ แต่ทำไมศาลถึงไม่เรียกพยานหลักฐานเหล่านั้นมา ทำไมจึงไม่ทำ
เท่าที่พูดได้ ผมคิดว่านี่ทำให้เราเกิดข้อสงสัยว่าคดีนี้มีปัญหาในแง่ของการพิจารณาคดี คู่ความไม่สามารถเข้าถึงพยานหลักฐานได้ ทั้งที่อยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐ เอามาแสดงจะได้เห็นกันชัดๆ ถ้าสมมติอานนท์พูดจาหยาบคายไม่ดีต่อศาล เราจะได้เห็น เผื่ออานนท์ถอดเสื้อแล้วอานนท์โวยวายกระโดดขึ้นไปบนบัลลังก์ ก็ลงโทษอานนท์เลย เอาให้เข็ด ทำไมไม่เอาพยานกล้องและหน้าบัลลังก์มา เกิดอะไรขึ้น
ในวันนั้นอานนท์และทนายความได้บอกต่อศาลว่า จะให้ปากคำก็ต่อเมื่อพยานหลักฐานพยานที่อยู่ในเหตุการณ์และหลักฐานของศาลได้นำมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณา อานนท์ก็ยินดีที่จะให้ปากคำ ส่วนผมก็ยินดีที่จะเดินทางไปเป็นพยานที่ศาลอาญารัชดาอีกครั้ง ขอแค่ศาลมีความตรงไปตรงมา แต่ในวันนั้นทุกอย่างก็จบลงที่ศาลระบุว่าฝ่ายจำเลยไม่ให้ปากคำ ศาลก็จะสรุปและนัดตัดสินคดีเลย
กรณีแบบนี้ผมคิดว่ามันทำให้เกิดข้อครหาว่ากระบวนการยุติธรรมดูลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ถ้าทำให้ตรงไปตรงมาจะดีกว่านี้ ทำให้คนรู้สึกไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรมได้ ผมคิดว่าศาลไม่สามารถสร้างความไว้วางใจต่อสาธารณชนได้ มันเป็นปัญหา คดีนี้เอาเข้าจริงๆ ศาลสามารถสร้าง trust ได้ แต่ทำไมไม่ทำ
จริงๆ มีบทรำพึงรำพันของผู้พิพากษาเกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาหลายครั้ง แต่ผมไม่สามารถพูดได้ เพราะว่าผมไม่สามารถยืนยันได้ แต่ถ้าเกิดใครที่อยู่ในการพิจารณาแล้วได้ยินคำรำพึงรำพันของผู้พิพากษาในคดี ทั้งหมดก็จะตระหนักแก่ใจว่าคดีนี้มีความยุ่งยากซ่อนอยู่
อาจารย์คิดว่าการพยายามทำให้การพิจารณาคดี ม.112 ดูลับๆ ล่อๆ ของศาลสะท้อนอะไร ?
ผมคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาของศาลแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม เจ้าหน้าที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็น
ผมยกตัวอย่างคดีหนูรัตน์ที่ถูกกล่าวหาว่าแต่งตัวคล้ายคลึงเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ และโดนข้อหา ม.112 ถ้าถามผม ม.112 มีบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองเฉพาะแค่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นักกฎหมายอ่านอย่างไรก็รู้ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ไม่ได้อยู่ในข่ายนี้ คำถามคือว่าตำรวจฟ้องมาได้อย่างไร อัยการก็สั่งฟ้อง โชคดีที่คดีนี้ศาลตัดสินว่าเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ไม่ใช่รัชทายาท
คดี ม.112 ของหนูรัตน์และหลายคดีสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยไม่มีความเป็นอิสระมาตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการ หรือบางคดีไปถึงชั้นศาล มีพลังหรืออำนาจบางอย่างกำกับอยู่ ทำให้คนในกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาได้ ถือเป็นเรื่องใหญ่
ม.112 ลากให้กระบวนการยุติธรรมในไทยเละเทะแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ม.112 เป็นมาตราที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยดูโหลยโท่ยมาก หลายเรื่องที่ผมไปเบิกความเป็นประเด็นที่ไม่ได้สลับซับซ้อน แต่ผลปรากฏว่าตำรวจก็ทำสำนวนมา อัยการก็สั่งฟ้อง ในบางคดีศาลก็ตัดสินแบบที่ทำให้เราพิศวงงงงวย เพื่อความเป็นธรรมไม่ใช่ศาลแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบมีปัญหาซ่อนอยู่
หลังจากมีประสบการณ์เป็นพยานในคดี ม.112 มาอย่างโชกโชน อาจารย์มีอะไรจะฝากถึงคนในกระบวนการยุติธรรมไหม ?
เวลาลูกศิษย์ผมสอบได้ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ผมไม่เคยยินดีด้วย เพราะเพียงแค่ได้ตำแหน่งมา ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่จะน่ายินดีก็ต่อเมื่อคนที่จะไปเป็นตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาด้วยความรอบรู้ ส่วนหนึ่งในภาวการณ์ของสังคมไทยที่เละเทะลงทุกวันนี้เป็นผลมาจากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมไม่ยืนหยัด
ไม่จำเป็นต้องเข้าข้างเยาวชนหรือใครที่ออกมาเคลื่อนไหว แต่ต้องยึดมั่นในหลักวิชา
ข้อเรียกร้องที่ผมมีต่อบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ผมไม่ได้เรียกร้องอะไรมากเลย ขอให้ ‘ยึดมั่นในหลักวิชา’ อย่างน้อยควรต้องตอบเรื่องต่างๆ ด้วยหลักวิชาและความรู้ มันจะทำให้ความยุ่งยากที่เราเผชิญอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ลดลงไปได้เยอะ คดีจำนวนมากไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ศาล ไม่ใช่แค่มีอะไรก็บอกว่าไปพิสูจน์กันในชั้นศาล บางคนเขาเสียเวลา หรือเขาไม่ได้ประกันตัวต้องติดคุก ขอให้คนที่เรียนกฎหมายทำตามความรู้และหลักวิชาที่เคยเรียนมา ทำแค่นี้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็จะลดลงไปได้เยอะ คนจำนวนมากไม่ต้องเสียเวลาไปเดินสู่ศาลแบบที่ต้องมานั่งลุ้นว่าผลจะออกเป็นอย่างไร
