3 อาจารย์ มช. “ทัศนัย-สุรชัย-สมชาย” บุก ป.ป.ช. เชียงใหม่ ยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบ “อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์” มช. คัดลอกแอบอ้างผลงานทางวิชาการ 'พิสดารนคร' หลังตรวจพบถูกสวมสิทธิ์ขโมยผลงานวิชาการไปตีพิมพ์เป็นหนังสือ มีข้อความเหมือนกันในหลายจุด และพบพฤติกรรมที่ส่อถึงการทุจริตการใช้เงินงบวิจัยอีกกว่า 140,000 บาท โดยอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ที่ถูกกล่าวหายังได้ใช้ผลงานทางวิชาการ 'พิสดารนคร' ประกอบการยื่นขอตำแหน่งศาสตราจารย์อีกด้วย
15 ม.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จังหวัดเชียงใหม่ สุรชัย จงจิตงาม อาจารย์สาขาวิชาศิลปะไทยและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , ทัศนัย เศรษฐเสรี คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เข้ายื่นหนังสือขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คัดลอกและแอบอ้างผลงานทางวิชาการ 'พิสดารนคร' และทุจริตการใช้เงินงบประมาณโครงการวิจัย โดยเหตุการณ์ทั้งหมดกระทำขึ้นในช่วงเวลาที่อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ที่ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งคณบดี
แนบหลักฐานผลงานที่ถูกคัดลอก สุรชัย อาจารย์สาขาวิชาศิลปะไทยฯ ที่ยืนยันว่าเป็นเจ้าของผลงาน ตรวจพบข้อความที่เหมือนกันในหลายจุด เช่น
ย่อหน้าที่ 2 (จาก proposal ของอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์) : “ในจามเทวีวงศ์ที่รจนาโดยพระโพรังสีเมื่อ พุทธศตวรรษที่ 20 ได้กล่าวถึงการทูลเชิญพระนางจามเทวีธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ (ลพบุรี) ได้เสด็จขึ้นครองเมืองหริภุญไชยหรือลำพูนเมื่อพุทธศตวรรษที่ 13 ว่า พระนางจามเทวีได้ “...ลงเรือมาตามแม่น้ำพิงค์ ๗ เดือนจึงบรรลุถึงเมืองนี้ ...”
ย่อหน้าที่ 2 (จาก proposal ของ ผศ.ดร.สุรชัย): “ในจามเทวีวงศ์ที่รจนาโดยพระโพรังสีเมื่อพุทธศตวรรษที่ 20 ได้กล่าวถึงการทูลเชิญพระนางจามเทวีธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ (ลพบุรี) ได้เสด็จขึ้นครองเมืองหริภุญไชยหรือลำพูนเมื่อพุทธศตวรรษที่ 13 ว่า พระนางจามเทวีได้ “...ลงเรือมาตามแม่น้ำพิงค์ ๗ เดือนจึงบรรลุถึงเมืองนี้ ...”
มีข้อความเหมือนกันทุกคำ
โดยอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ได้ใช้ผลงานทางวิชาการ 'พิสดารนคร' ประกอบการยื่นขอตำแหน่งศาสตราจารย์อีกด้วย

สุรชัย จงจิตงาม อาจารย์สาขาวิชาศิลปะไทยและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ที่ยืนยันว่าเป็นเจ้าของผลงาน 'พิสดารนคร' แฟ้มภาพ
นอกจากนี้ในหนังสือที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. มีการระบุว่า อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ได้มีการใช้งบวิจัยส่อถึงการทุจริตทางการเงินจำนวน 90,000 บาท อันเป็นค่าจ้างเหมาเก็บข้อมูลและประสานงานกับชุมชนในพื้นที่ ปีละ 45,000 บาท รวม 2 ปีของโครงการวิจัยเป็นเงิน 90,000 บาท ซึ่ง ผศ.ดร.สุรชัย ยืนยันว่า ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ที่เนื้อหาในหนังสือของอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์นั้นล้วนมีอยู่เดิมแล้วเกือบทั้งหมดในรายงานของ ผศ. ดร. สุรชัย เมื่อ พ.ศ. 2563 และในส่วนที่เพิ่มขึ้นในหนังสือนั้น ผศ. ดร. สุรชัย ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลเองเป็นหลัก โดยไม่ได้ใช้จ่ายเงินใดๆ ในส่วนนี้ ดังนั้น การใช้จ่ายเงินในส่วนนี้ 90,000 บาท จึงส่อถึงการทุจริตทางการเงิน
นอกจากนั้นอดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ยังมีการแจ้งใช้เงินจำนวน 50,000 บาท เป็นค่าถ่ายภาพของโครงการวิจัย (ใช้ในปีที่ 2 ของโครงการ) ผศ. ดร. สุรชัย ระบุว่า ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ภาพถ่ายเกือบทั้งหมดราว 300 รูป ส่วนใหญ่เคยปรากฏอยู่เดิมแล้วในรายงานเมื่อ พ.ศ. 2563 ของ ผศ. ดร. สุรชัย โดยในหนังสือ “ประวัติศาสตร์เมืองฮอดในมิติศิลปวัฒนธรรม พิสดารนคร” มีภาพถ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 70 ภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ถ่ายโดย ผศ. ดร. สุรชัยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายถึง 30 รูป ส่อถึงการใช้จ่ายเงินในการถ่ายภาพที่ทุจริตเช่นกัน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว โดยจะตรวจรับคำกล่าวหาภายใน 15 วัน หากเห็นว่ามีมูลจะพิจารณาดำเนินการเองหรือส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
