โรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมัน ฟ้องยื่นกรมสรรพสามิต ทวงสิทธิทำเบียร์กระป๋อง หลังกรมสรรพสามิตปฎิเสธไม่ออกใบอนุญาต และบังคับให้ต้องจัดทำ EIA แม้ทางโรงเบียร์ได้รับการยืนยันจาก สผ. เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว 3 ฉบับว่ามีขนาดเล็ก ไม่เข้าข่ายต้องทำ EIA เจ้าของโรงเบียร์เตรียมยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ หวังเป็นคดีตัวอย่างให้กับโรงเบียร์ขนาดเล็ก ระบุที่สู้มาทั้งหมดเพราะอยากให้ผู้ประกอบการรายเล็กผลิตได้ในไทย ดันเบียร์ไทยเป็น soft power
11 เม.ย. 2568 เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊กประชาชนเบียร์ โพสต์ ‘โรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมัน ทวงสิทธิ์ ฟ้อง 157 สรรพสามิต กรณีไม่ให้โรงเบียร์ขนาดเล็กบรรจุขวด/กระป๋อง’


ทรงศักดิ์ วัฒนพูน เจ้าของโรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมัน
ทรงศักดิ์ วัฒนพูน เจ้าของโรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมัน ให้สัมภาษณ์ประชาไทว่า คำสั่งที่ไม่อนุญาตมีติดค้างอยู่ประเด็นเดียวเท่านั้น คือ ไม่มีรายงาน EIA ประกอบคำขออนุญาต แต่ตนเองได้ยื่นเอกสารจาก สผ. 3 ฉบับ 3 ครั้ง กับกรมสรรพสามิตว่าไม่ต้องทำ แต่กรมสรรพสามิตใช้วิธีเลี่ยงบาลีว่า ที่ต้องการคือรายงาน EIA เท่านั้น ไม่ใช่หนังสือยืนยันจาก สผ. เพราะฉะนั้นจึงบังคับให้ไปทำรายงาน EIA มา
ทั้งนี้ โรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมัน ได้รับใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์โดยกรมสรรพสามิตตั้งแต่ปี 2544 ร่วมกับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) และใบอนุญาตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงเป็นผู้ผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์ในประเทศไทยรายเดียวที่ได้รับมาตราฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.เบียร์ 2090-2564 ปัจจุบันโรงงานมีสถานะใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์ตามกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 ข้อ 16(1)(ก) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2565 ก่อนที่จะขออนุญาตบรรจุขวดและกระป๋องตามข้อ 16(1)(ข) หลังจากที่ได้รับการยืนยันจาก สผ. เป็นลายลักษณ์อักษร 3 ฉบับ ว่าไม่เข้าข่ายที่จะต้องจัดทำ EIA เนื่องจากโรงเบียร์มีกำลังการผลิตไม่ถึง 600,000 ลิตร/เดือน โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 52,500 /เดือน ทว่ากรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังมีคำสั่งไม่อนุญาตและบังคับให้โรงเบียร์ต้องจัดทำ EIA

ภาพจาก โรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมัน
“นั่นคือการเจตนาจงใจกีดกันทางการค้า กีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งมีมาตราฐานสูงเพียงพอสามารถบรรจุขวดได้ ทั้งๆ ที่ประเทศอื่นเขาให้โรงเบียร์ขนาดเล็กบรรจุขวดหมด แต่บ้านเราไม่ให้ อันนี้เขาเรียกว่าเป็นการยืมกฎหมายของ สผ. เรื่องต้องทำ EIA มาใช้ เพราะผู้ประกอบการรายเล็กเขาไม่สามารถสร้างโรงงานขนาดใหญ่ได้หรอก เพราะมันต้องลงทุนตั้งหลายพันล้านและมันต้องทำ EIA นั่นคือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่” ทรงศักดิ์กล่าว



สถานที่ผลิตของโรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมัน
ทรงศักดิ์อธิบายต่อว่า ในวันที่กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565 มีผลทางกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไม่ได้ทำหนังสือขอความเห็นจาก สผ. แต่อย่างใด ทั้งๆ ที่การจัดทำรายงาน EIA เป็นสาระสำคัญยิ่งในข้อ 16(1)(ข) จึงเป็นข้อพิสูจน์ทางกฎหมายโดยประจักษ์ชัดแจ้งว่า โรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมันต้องได้รับใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์เพื่อบรรจุขวด/กระป๋อง โดยชอบด้วยกฎหมาย
ไทม์ไลน์การฟ้องคดี
- 3 ม.ค. 2567 โรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมันได้ยื่นฟ้องเป็นคดีปกครองต่อศาลปกครองเชียงใหม่
- 14 มิ.ย. 2567 โรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมันรวบรวมหลักฐานเพื่อใช้สิทธิยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีตามมาตรา 7(4) ประกอบมาตรา 45 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561
- 17 ธ.ค. 2567 โรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมันได้ยื่นร้องเรียนกรณีข้าราชการกรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังมีพฤติการณ์เข้าข่ายประพฤติมิชอบตามกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)
“ที่ผมฟ้องร้องอะไรเนี่ย วัตถุประสงค์ก็เพื่อ หนึ่ง ผมต้องการบรรจุขวดกระป๋อง ผมไม่ได้ต้องการไปเป็นคู่แข่งของเบียร์โรงใหญ่ เพราะผมมีแค่ 800,000 ลิตรต่อปี เขาผลิตเป็นหลายหมื่นล้านลิตรต่อปี ผมนิดเดียว แค่ขายในเชียงใหม่-ลำพูน ผมก็ขายไม่พออยู่แล้ว แต่ผมต้องการสร้างอัตลักษณ์เบียร์ท้องถิ่น คราฟเบียร์ที่ต้องไปทำที่เวียดนาม ไปทำที่กัมพูชา แล้วนำกลับมาขายในไทย ทำให้ราคามันสูง ผมก็พร้อมที่จะเป็นบริษัท OEM ที่จะทำให้คราฟเบียร์เหล่านี้ ไม่ต้องออกไปทำนอกประเทศ มาผลิตในเมืองไทยนี่แหละ ใช้วัตถุดิบที่ต้องการในเมืองไทยนี่แหละ มันก็จะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ให้กับคนท้องถิ่น ไม่ต้องเอาเงินหอบไปจ้างต่างชาติ ถ้าผมเริ่มนับหนึ่งได้ ทุกคนก็จะมาหาผม อาจจะจ้างผมทำหรือขอให้ผมเป็นที่ปรึกษา แล้วไปสร้างที่อื่น จังหวัดอื่น แล้วมันก็จะเป็น soft power ของวงการสุราแช่ชนิดเบียร์ ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย” เจ้าของโรงเบียร์เชียงใหม่เยอรมัน กล่าว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา ป.ป.ช. ได้ตอบรับกรณีร้องเรียนใบอนุญาติบรรจุขวด/กระป๋อง โดยออกหมายเลขดำเพื่อสอบสวนข้าราชการระดับสูงของกรมสรรพสามิต ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 เป็นที่เรียบร้อย โดยทรงศักดิ์ระบุว่าการต่อสู้ที่ยาวนานนี้เขาดำเนินการเอง ทั้งการเขียนบบรรยายฟ้อง การเดินคดี และการฟ้อง ไม่มีการจ้างทนายความให้เข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด แม้ว่าเขาจะไม่ได้เรียนด้านนิติศาสตร์ และจบวิศวกรรมศาสตร์ก็ตาม ซึ่งในอนาคตจะมีการใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป
