Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประธาน กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ชี้ บ.ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เผยปี 2567 ปีเดียวมีบริษัททุนจีนตั้งใหม่กว่า 300 บริษัท ลักษณะเดียวกันคนไทยถือหุ้น 51 % จีนถือ 49%  - ด้านดีเอสไอระบุต้องเป็นคดีอาชญากรรมก่อนถึงสอบเส้นทางการเงินได้ - กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย 3 เดือนแรกปี 2568 พบธุรกิจ “นอมินี” กว่า 100 ราย


ที่มาภาพ: Victor Wong (CC BY-NC-SA 2.0) 

24 เม.ย. 2568 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธานกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับ นอมินีบริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับตึก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มว่า ที่พบว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างถือหุ้นโดยนอมินีคนไทย ซึ่งดีเอสไอสามารถจับกุมตัวบางคนได้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วดีเอสไอ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สมอ สถาบันเหล็กฯ สภาวิศวกร เข้ามาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการฯ ทางดีเอสไอได้ให้ข้อมูลว่า เชื่อว่าบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ใช้นอมินีในการถือหุ้นซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอแนะรัฐบาลมาโดยตลอดว่าธุรกิจนอมินีเมื่อมีการตั้งบริษัทและพยายามหลบเลี่ยงกฎหมาย โดยการหาผู้สวมสิทธิ์ถือหุ้นมีแนวโน้มที่จะทำผิดกฎหมาย โดยหยิบยกว่าในกรณีตึก สตง. มีวิศวกรหลายคนแจ้งว่าถูกปลอมลายเซ็น จนนำไปสู่ข้อสงสัยว่าการควบคุมงานเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้กรรมาธิการฯ ได้มีข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ตรวจสอบต่อ เพราะไม่ต้องการให้ตึกสตง. เป็นเพียงตึกเดียวที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากมีอาคารจำนวนมากที่อาจมีผู้รับเหมาก่อสร้างที่เข้าข่ายนอมินีเข้ามาก่อสร้างในประเทศไทย

“ พบว่าฐานข้อมูลกลุ่มธุรกิจการค้ามีบริษัทลักษณะนี้จำนวนมาก หากย้อนไป5 ปีก่อน พบว่ามีบริษัทตั้งใหม่ที่เป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีทุนจีนถือหุ้นมีเพียง 40 ถึง 50 บริษัท/ปี แต่ปีที่แล้วพบว่ามีการจัดตั้งขึ้นใหม่กว่า 300 บริษัท ย้อนรวม 5 ปีมีการจัดตั้งบริษัทใหม่กว่า 500 – 600 บริษัท และอยู่ในกรณีเงื่อนไขเดียวกันคือคนไทยถือหุ้น 51% เป็นใครก็ไม่รู้ จะต้องไปตรวจสอบ และอีก 49% ถือโดยบริษัทต่างชาติของจีน ทั้งหมดนี้เป็นตัวชี้เป้าว่าบริษัทไชน่าฯ เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง รัฐบาลควรลงไปตรวจสอบอย่างจริงจังกับผู้รับเหมารายอื่น ว่ามีพฤติกรรมเดียวกันหรือไม่“ นายสิทธิพล กล่าว

โฆษณา - Advertising

นายสิทธิพล กล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนบริษัทตั้งใหม่ที่ร่วมทุนกับจีน ว่าที่ผ่านมากรมธุรกิจการค้าอาจไม่ได้สังเกตุเห็นถึงความผิดปกติ เพราะ ทำหน้าที่เพียงจดจัดแจงตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่วันนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น โดยเฉพาะปัญหานอมินีไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดเป็นปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนมาโดยตลอด หลายธุรกิจที่มีลักษณะเดียวกัน เช่น ภาคการเกษตร ภาคการศึกษา ที่มีการขายวุฒิให้วิศวกรเพื่อนำไปประกอบอาชีพ ใช้วีซ่านักเรียนวีซ่านักศึกษาเพื่อไปทำงานในธุรกิจนอมินีด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายแก้ไขปัญหานี้อย่างเข้มงวด โดยเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการเพิกเฉยและละเลยมาอย่างยาวนาน

นายสิทธิพล เชื่อว่ากฎหมายที่มีอยู่มีความครอบคลุม ในการบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาแต่ขาดการประสานงาน เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำหน้าที่รับจดแจ้งจัดตั้งบริษัท แต่บอกว่าตัวเองไม่ได้มีอำนาจในการสืบสาวเส้นสายทางการเงินของนักลงทุนมาจากที่ไหน โดยอ้างว่าเป็นอำนาจของดีเอสไอ แต่ดีเอสไอแจ้งว่าจะเป็นคดีได้ก็ต่อเมื่อเป็นคดีอาชญากรรมที่ต้องโยงกับความผิดอื่น ซึ่งวันนี้ธุรกิจนอมินีที่ถูกจับ เป็นเพราะผู้ถือหุ้นไปทำธุรกิจอื่นเช่นการทำเว็บพนัน หรือคอลเซ็นเตอร์ เมื่อถูกจับได้ก็ถูกสืบสาวเส้นทางการเงิน จนพบว่ามีการลงทุนในบริษัทนอมินี

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย 3 เดือนแรกปี 2568 พบธุรกิจ “นอมินี” กว่า 100 ราย

สำนักข่าวไทย รายงานว่านางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกรณีอาคารก่อสร้าง สตง. ซึ่งดำเนินการโดยกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ถล่มหลังจากเหตุแผ่นดินไหว ในเมียนมา เมื่อ 28 มี.ค. 2568 และภายหลังมีการตรวจสอบพบว่า บริษัท บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 มี 3 คนไทยเป็นนอมินี ถือหุ้นแทน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ปรับแผนตรวจสอบนอมินี ปี 2568 ให้ครอบคลุมมากขึ้นทั้งพื้นที่ตรวจสอบ และเจาะจงธุรกิจมากขึ้น โดยเน้น 6 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ได้แก่ 1. ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก 2. ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจ e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า 4. ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท 5. ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6.ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป รวมทั่วประเทศ 46,918 ราย โดยจะมีการลงพื้นที่ร่วมกับคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“นอกจากนี้ยังมีธุรกิจที่มีผู้แจ้งเบาะแสเข้ามายังกรมฯ และธุรกิจที่เป็นกระแสข่าวในปัจจุบันว่าพบกลุ่มคนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายอาศัยนอมินีคนไทยด้วย เช่น ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์แถวพระราม 9 และกรุงเทพกรีฑา ร้านอาหารย่านห้วยขวาง พระราม 9 และรัชดาภิเษก การตรวจสอบกรณีการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรในพื้นที่จังหวัดระยองและจันทบุรี ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตรวจพบธุรกิจนอมินีแล้วกว่า 100 ราย ในจำนวนนี้มี บ.ไชน่าเรลเวย์ นับเบอร์ 10 และบริษัทที่เกี่ยวข้องที่มีชื่อคนไทยทั้ง 3 คนถือหุ้นไขว้กันอยู่” นางอรมน กล่าว

ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงาน ปปง. ได้ร่วมกันพิจารณายกร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเพิ่มเติมให้คนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในธุรกิจที่อยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือคนต่างด้าวที่ยอมให้คนไทยกระทำการแทนดังกล่าว ตามมาตรา 36 (ความผิดฐานนอมินี) และกรณีที่คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 37 เป็นความผิดมูลฐาน ตามร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งจะนำไปสู่การยึด อายัดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดทั้งที่เป็นคนไทยและคนต่างด้าวให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อไม่ให้นำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ หยุดยั้งการใช้บริษัทนอมินีและคนไทยเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน

โดยขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นในเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (https://law.go.th) ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 25 เม.ย. 2568 และเมื่อสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นแล้ว สำนักงาน ปปง. จะพิจารณาเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีให้พิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามลำดับถัดไป

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising