Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลังเหตุยิงสามเณร จ.สงขลา เมื่อ 22 เม.ย. 2568 เจ้าหน้าที่รัฐได้คุมตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว 9 ราย ด้าน กอ.รมน.ภาค 4 เผยปฏิบัติการค้นหา 11 จุด เครือข่าย JASAD ขออย่าละเมิดสิทธิฯ วงถกสถานการณ์ เตือนการฉวยโอกาสสร้างสงครามศาสนา ชี้ทั้งรัฐและ BRN ต่างขยายความรุนแรง พรรคการเมืองหลักไม่สนใจ รัฐบาลไม่ชัดเจน ทำคนสิ้นหวัง พร้อมจับตา 5 ความเสี่ยงสำคัญที่กำลังเผชิญ พร้อมย้ำข้อเสนอ 'หยุดโจมตีพลเรือน เคารพสิทธิของทุกศาสนา ดันเจรจาสันติภาพ'

 

29 เม.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (29 เม.ย.) ระบุว่า เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) แจ้งว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นและคุมตัวประชาชนจำนวน 7 รายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้/ปาตานี ในวันนี้ (29 เม.ย.) ตั้งแต่เวลา 04.00 น.เป็นต้นมา

โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงจำนวน 10 กว่าคันรถกระบะ เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นในหลายพื้นที่และได้ควบคุมตัวประชาชน 7 ราย ดังนี้

พื้นที่ จ.นราธิวาส 2 ราย ทราบชื่อ ได้แก่

1.นายอัฟนัน (สงวนนามสกุล ) อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาบ้านสโลว์ปอเนาะ หมู่ที่ 7 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส

2.นายซูลอีมาน (สงวนนามสกุล) พื้นที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ถูกควบคุมตัวไปที่ กรมทหารพรานที่ 46 (เขาตันหยง) ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส

จ.ยะลา 2 ราย ทราบชื่อ ได้แก่

3. นายอาดือนัน (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี พื้นที่บ้านทุ่งยา หมู่ที่ 6 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา

4. นายอารฟาน (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี พื้นที่บ้านทุ่งยา หมู่ที่ 6 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา

จ.ปัตตานี 3 ราย ทราบชื่อ ได้แก่

5.นายซุลกิฟลี (สงวนนามสกุล)  อายุ 26 ปี พื้นที่บ้านคลองช้าง ม. 4 ตำบลนาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ถูกคุมตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

6.นายมูฮัมหมัดฮาซัน  (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี พื้นที่บ้านคลองช้าง ม. 4 ตำบลนาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ถูกคุมตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

7.นายสาบูดิง (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี พื้นที่บ้านคลองช้าง ม. 4 ตำบลนาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ถูกคุมตัวไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

เครือข่าย JASAD ระบุว่า ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้มีการยึดโทรศัพท์มือของผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนหลายเครื่อง

JASAD ขอให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และไม่ละเมิดสิทธิฯ

เครือข่าย JASAD เตือนด้วยว่า เนื่องด้วยขณะนี้ได้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายทั้งฉบับ โดยเฉพาะการบันทึกภาพและเสียงต่อเนื่องจนกว่าจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน และแจ้งอัยการ ฝ่ายปกครอง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการหายตัวและปฏิบัติใดใดที่เป็นการละเมิดกฎหมายใหม่ฉบับนี้ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โปร่งใสตรวจสอบได้ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

“ทางเครือข่าย JASAD หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติต่อผู้ถูกเชิญตัว/ควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ/ป.วิอาญาฯโดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์(Human Dignity)ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเข้าถึงสิทธิฯต่างๆอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมและคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดโดยเร็วที่สุดหากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด”

กอ.รมน.ภาค 4 เผยปฏิบัติการค้น 11 จุด

ด้านเพจกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้รายงานผลการปฏิบัติการครั้งนี้ด้วยว่า เจ้าหน้าที่เชิญตัวบุคคลต้องสงสัย 7 รายมากถามขยายผล เพราะคาดว่าเชื่อมโยงการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ และทั้งหมดไม่ใช่เยาวชน

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุว่า ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อตอนเช้ามืดวันนี้ เวลา 03.00 น. โดยตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองดำเนินการบังคับใช้กฎหมายตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายใน 3 จังหวัดรวม 11 แห่ง โดยเชิญผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และเครือญาติของบุคคลต้องสงสัยมามีส่วนร่วมด้วย โดยพบบุคคลต้องสงสัย 9 ราย พร้อมสิ่งของต้องสงสัย แต่ได้เชิญตัวมาซักถามขยายผล 7 ราย

โดยนำตัวไปที่ศูนย์ซักถามหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 จ.ยะลา 2 ราย คือ 1. นายอดินันต์ฯ อายุ 25 ปี และ 2. นายอัฟฟานฯ อายุ 25 ปี ที่ศูนย์ซักถามหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 จ.ปัตตานี 3 ราย คือ 1. นายมูฮำหมัดฮาซันฯ อายุ 24 ปี, 2. นายสุกิฟลีฯ อายุ 26 ปี และ 3. นายสาบุดินฯ อายุ 35 ปี และ ที่ศูนย์ซักถามหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 จ.นราธิวาส 2 ราย คือ 1. นายซูลอีมานฯ  อายุ 24 ปี และ 2. นายอัฟนันฯ อายุ 27 ปี

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ได้สร้างความเข้าใจแก่ครอบครัวและญาติผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และยึดถือหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด โดยผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดคือ 24 ปี ซึ่งไม่จัดว่าเข้าข่ายเป็นเยาวชนตามกฎหมาย

หลังเหตุยิงสามเณร มีคนถูกคุมตัวแล้ว 9 คน

ทั้งนี้ นับต้องแต่เกิดเหตุคนร้ายยิงสามเณรวัดกุหร่า หรือวัดเกาะอภินิหาร อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2568 มรณภาพ 1 รูป เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมต้องผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุในพื้นที่แล้วรวม 9 คน โดยอีก 2 คน ได้แก่ นายนัสรี ตูแก ที่บ้านใน ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และ นายกอมารุดดีน เจะเลาะ ได้ที่ ต.ปากู อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ของนัสรี ตูแก ออกมายันว่า ลูกชายไม่ได้ก่อเหตุยิงสามเณร และไม่เคยรับสารภาพ โดยมีหลักฐานว่าในวันเกิดเหตุลูกชายได้เดินทางไปทำพาสปอร์ตที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ จ.ยะลา ทางครอบครัวจึงขอความเป็นธรรมให้ลูกชายและขอหยุดใส่ร้ายลูกด้วยเนื่องจากไม่ได้กระทำความผิด

วงถกเตือนการฉวยโอกาสสร้างสงครามศาสนา

ส่วนเมื่อวานนี้ (28 เม.ย.) ซึ่งเป็นวันครบรอบ 21 ปีเหตุการณ์กรือแซะ ภาคประชาสังคม (NGO) หลากหลายกลุ่มในชายแดนใต้และนักวิชาการในพื้นที่ได้ร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ ณ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

โดย Duayjai Group กลุ่มด้วยใจได้เสนอข้อสรุปจากการพูดคุยว่า แนวโน้มสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเดือนที่ 4 แล้ว หลังจากกระบวนการพูดคุยสันติภาพไม่มีความคืบหน้ามากว่า 1 ปี ทำให้ช่องว่างถูกเติมเต็มด้วยการใช้กำลัง ซึ่งการวิเคราะห์ของนักวิชาการ พบว่า เมื่อมีการเจรจาสันติภาพ สถานการณ์มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อการเจรจาสันติภาพไม่มีความก้าวหน้า หรือไม่ได้นำข้อตกลงมาปฏิบัติก็ส่งผลให้ความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น

“ในปีนี้แม้จำนวนเหตุการณ์น้อยกว่าเดือนรอมฎอนปีที่แล้ว (2567) แต่มีผลกระทบรุนแรงต่อความปลอดภัยของประชาชนมากกว่า โดยในปี 2568 เป้าหมายกลายมาเป็นพลเรือน เด็ก ผู้หญิง ผู้นำศาสนา สร้างแรงกระเพื่อมและรอยร้าวทางสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะเหตุลอบสังหารอุสตาซและการยิงพระและเณร ทำให้ความขัดแย้งเดิมทีถูกระบุว่าเกิดจาก "ความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์-ศาสนา และการเมือง (Ethno-nationalist and Political Conflict)" ถูกฉวยโอกาสให้เป็นความขัดแย้งทางศาสนามากขึ้น

ทั้งกองกำลังรัฐและขบวนการต่างก็ขยายความรุนแรง

วงพูดคุยยังได้แลกเปลี่ยนบทบาทของฝ่ายต่างๆ ว่ามีส่วนช่วยขายความรุนแรงได้อย่างไร เริ่มจากบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยรัฐพยายามใช้อาสาสมัครแทนทหาร แต่กลับถูกโจมตีเหมือนเป้าหมายทางทหาร กองกำลังรัฐใช้สัญลักษณ์ลดทอนคุณค่ามนุษย์และสร้างความไม่พอใจในหมู่ชาวมลายูมุสลิม รวมถึงการทำไอโอ (Information Operation : IO) ผ่านสื่อออนไลน์เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อ สส. และ NGO

ส่วนกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อว่าเป็น BRN โจมตีพลเรือนมากขึ้น โดยอาศัยช่วงสุญญากาศของกระบวนการเจรจา เช่น เหตุกราดยิงแว้ง ลอบวางระเบิดบันนังสตา และยิงพระสงฆ์ เยาวชนและผู้หญิงกลายเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น

ประชาชนสิ้นหวัง พรรคใหญ่ไม่สนใจ รัฐบาลไม่ชัดเจน

ขณะที่การเมืองส่วนกลาง โดยเฉพาะพรรคการเมืองหลักๆ เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชาติ แสดงท่าทีไม่สนใจกระบวนการสันติภาพ ขณะที่รัฐบาลไม่มีสัญญาณชัดในการเดินหน้าเจรจา แต่กลับเน้นการปราบปรามแบบอาชญากรรมทั่วไป ทำให้ประชาชนสิ้นหวังมากขึ้น

สุดท้ายคือความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมที่ถูกรัฐกดดันและทำลายเครดิตอย่างต่อเนื่อง เช่น การขึ้นบัญชีดำ และการโจมตีทางออนไลน์ แต่ภาคประชาสังคมบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงยังคงสร้างกลไกเฝ้าระวังในประเด็นสุขภาพ สิทธิเด็ก และการคุ้มครองผู้หญิง

จับตา 5 ความเสี่ยงสำคัญที่กำลังเผชิญ

ที่ประชุมได้ข้อสรุปเกี่ยวกับความเสี่ยงสำคัญที่กำลังเผชิญในหลายประเด็น ดังนี้

สงครามศาสนา: ความขัดแย้งในพื้นที่ที่เคยมองว่าเป็นเรื่องการเมืองและชาติพันธุ์ กำลังเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งทางศาสนา หากปล่อยให้ความหวาดระแวงและเกลียดชังสะสม ความขัดแย้งอาจลุกลามรุนแรงขึ้น

พลเรือนกลายเป็นเป้าหมาย: ยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่เปลี่ยนไปทำให้พลเรือน บ้าน ตลาด โรงเรียน และมัสยิดไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

การสูญเสียมวลชน: รัฐสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชน ทั้งในพื้นที่และในระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม และโครงการพัฒนา ทำให้อำนาจรัฐเสื่อมลงเรื่อยๆ

ภาคประชาสังคมถูกทำลาย: องค์กรกลางและนักสันติภาพที่เคยเชื่อมรัฐกับประชาชนถูกกดดัน คุกคามและทำลาย จนไม่มีคนกลางหรือพื้นที่กลางที่จะช่วยลดความรุนแรง

เยาวชนและผู้หญิงในวงจรความรุนแรง : เยาวชนสะสมความเจ็บปวดผ่านโลกออนไลน์ และผู้หญิงที่เคยเป็นผู้เยียวยากลับถูกผลักเข้าสู่วงจรความรุนแรง เสี่ยงขยายความขัดแย้งในระยะยาว

ย้ำข้อเสนอ 'หยุดโจมตีพลเรือน เคารพสิทธิของทุกศาสนา ดันเจรจาสันติภาพ' 

สุดท้ายวงสนทนานี้ มีข้อเสนอแนะเบื้องต้น 3 ข้อ ดังนี้

1.สร้างความปลอดภัยให้พลเรือน : ลดความเสี่ยงต่อพลเรือนในความขัดแย้ง โดยผลักดัน "โซนปลอดภัย" ดึงผู้นำศาสนาเป็นตัวกลาง และสื่อสารยืนยันความเป็นกลางของชุมชน

2.ผลักดันให้คู่ขัดแย้งเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL): NGOs กดดันรัฐและกลุ่มติดอาวุธให้เคารพ IHL เช่น ห้ามทำร้ายพลเรือนและเด็ก ผ่านการเจรจา รายงาน และการรณรงค์

3.ผลักดันกระบวนการเจรจาสันติภาพ: ดึงความขัดแย้งกลับสู่โต๊ะเจรจา หนุนเวทีรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมสื่อสารประเด็นสันติภาพอย่างต่อเนื่องทั้งภาษาไทยและมลายู-ยาวี

ทั้งนี้ Duayjai Group หรือกลุ่มด้วยใจ ปิดท้ายข้อสรุปจากวงนี้ว่า องค์ประกอบสำคัญที่สนับสนุนการผลักดันให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชนและการผลักดันกระบวนการเจรจาสันติภาพ คือการสื่อสารทั้งประเด็นที่จะนำเสนอ เช่น "หยุดโจมตีพลเรือน" หรือ "เคารพสิทธิในการมีชีวิตของทุกศาสนา" และมีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สองภาษาทั้งภาษาไทยและภาษามลายู-ยาวี เพื่อให้เข้าถึงคนในพื้นที่จริงๆ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง