กองทัพไทยเปิดรับสมัครบุคคลอาสาเข้าเป็นทหารทั้งระดับสัญญาบัตร ประทวนและพลทหาร มาได้ระยะหนึ่งแล้วจนทำให้เกิดแนวความคิดว่าน่าจะได้มีการขยายโครงการนี้เพื่อนำไปสู่การยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหารแบบโบราณในที่สุด แต่ช้าก่อนโครงการทหารอาสานั้นมีเอาไว้เพื่อทดแทนกำลังพลที่อายุมากหรือหย่อนสมรรถภาพในการทำงานเท่านั้นและบางส่วนก็กำลังจะเลิกไปเนื่องจากไม่มีงบประมาณ
กองทัพไทย (ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้หมายถึงกองทัพบกเป็นสำคัญ เหล่าอื่นมีโครงการคล้ายๆกันแต่รายละเอียดแตกต่างกันเล็กน้อย) มีกำลังพลที่เป็นอาสาสมัครเข้ารับใช้ชาติอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ทหารอาสาและพลอาสาสมัคร ซึ่งมีลักษณะและคุณสมบัติตลอดจนเส้นทางแห่งอาชีพที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้
1) ทหารอาสา คือกำลังพลสำรองที่ได้รับการบรรจุเข้าเป็นทหารเป็นการชั่วคราวเพื่อทดแทนในตำแหน่งและอัตราซึ่งคนที่อยู่เดิมไม่สามารถปฏิบัติได้อาจจะเนื่องมาจากชราภาพหรือหย่อนสมรรถภาพในการทำงาน กองทัพจึงเปิดให้กำลังพลสำรองซึ่งอาจจะหมายถึงทหารกองประจำการที่ปลดประจำการแล้ว นักเรียนวิชาทหาร (รด.) ทั้งชายและหญิง ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว สมัครสอบคัดเลือกเพื่อเข้าเป็นทหารแบบสัญญาจ้างชั่วคราว
กำลังพลสำรองที่ต้องการสมัครเข้าเป็นทหารสัญญาบัตร (ชั้นยศนายร้อยตรีขึ้นไป) ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีอายุระหว่าง 18-30 ปี กองทัพจะทำสัญญาจ้างชั่วคราวเป็นเวลา 4 ปีต่อได้อีก 4 ปี รวมแล้วไม่เกิน 8 ปี แต่ถ้ามีอายุครบ 35 ปีก่อนก็ถือว่าสัญญาจ้างนั้นสิ้นสุดลง
ส่วนกำลังพลสำรองที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี สามารถสมัครเข้าเป็นทหารอาสาชั้นประทวน ด้วยเงื่อนไขการจ้างงานแบบชั่วคราว 4 ปีต่อได้รวมกันแล้วไม่เกิน 8 ปีแต่ถ้าอายุครบ 30 ปีเมื่อใดก็ให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลง
สิทธิประโยชน์จากการเป็นทหารอาสานั้นไม่มากมายเท่าใดนักเพราะไม่ได้เป็นข้าราชการ นายทหารชั้นประทวนจะได้รับเงินเดือนบวกค่าเลี้ยงชีพคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 11,000 บาทต่อเดือน ส่วนนายทหารชั้นสัญญาบัตรจะได้ 15,000 บาท ได้ยศทางทหารซึ่งเอาไปใช้อ้างอิงได้ แต่ให้ได้มากที่สุดแค่ระดับ “ว่าที่ พันตรี” ได้คะแนนเพิ่มในการสอบเข้ารับราชการในกองทัพบก 3-5 คะแนน ส่วนบุตรจะได้คะแนนเพิ่ม 2-10 คะแนน นอกจากนี้จะมีเงินช่วยเหลือทุนการศึกษาบุตร ได้สิทธิสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก (แต่อยู่ในโควตาเดียวกับทหารกองประจำการ) ได้สิทธิการรักษาพยาบาลเฉพาะตัวในสถานพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหม สิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจสำหรับทหารอาสาที่สิ้นสุดสัญญาแล้วคือ ได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 2.5 เท่าของเงินเดือนxเวลาทำงาน ได้โควตาสอบเป็นทหารประจำการ 20 % และถ้าอยู่ในตำแหน่งนาน 8 ปีมีสิทธิขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
อย่างไรก็ตามกองทัพรับสมัครกำลังพลสำรองเข้าเป็นทหารอาสาทั้งระดับสัญญาบัตรและประทวนเฉลี่ยปีละไม่เกิน 500 คนเท่านั้น
2) พลอาสา คือพลทหารนั้นสามารถแบ่งย่อยได้อีก 3 ประเภท คือ
2.1) พลทหารประจำการ ซึ่งรับสมัครสอบจากบุคคลทั่วไปหรือกำลังพลสำรองเพื่อบรรจุเข้ารับราชการในระดับพลทหาร แต่พลทหารประเภทนี้จะจำกัดเอาไว้เฉพาะ 3 เหล่าคือ สารวัตรทหาร (สห.) ทหารการสัตว์ (กส.) และ ดุริยางค์ (ดย.) เท่านั้น กองทัพไม่มีแผนที่จะขยายกำลังพลทหารประจำการตรงกันข้ามอาจจะพิจารณายกเลิก เพราะเหตุผลทางด้านงบประมาณเนื่องจากพวกเขามีฐานะเป็นข้าราชการทหารกองทัพจึงมีภาระจะต้องจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการอื่นๆเท่ากับข้าราชการทั่วไป และเนื่องจากพระราชกฤษฎีการะเบียบราชการพลเรือนกลาโหม ปี 2566 มีผลบังคับใช้มาแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 กองทัพจึงจะพิจารณาใช้ข้าราชการพลเรือนกลาโหมแทนการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการพลทหารประจำการ
2.2) ทหารกองประจำการ คือบุคคลทั่วไปที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปีที่สมัครใจเข้าเป็นทหารกองประจำการ (พลทหาร) ในโครงการพลทหารออนไลน์ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมานี่เอง แม้ว่าจะมีผู้ประสงค์จะเข้าเป็นทหารด้วยวิธีนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยอดรวมก็ยังน้อยอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการทั้งหมด ในปี 2568 นี้มีผู้สมัครเมื่อสิ้นสุดการรับสมัครออนไลน์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาทั้งสิ้น 15,248 คนหรือประมาณ 18 % ของจำนวนที่ต้องการทั้งหมดในปีนี้ 84,201 คน
2.3) อาสาสมัครทหารพราน คือกำลังพลที่กองทัพรับสมัครจากพลเรือนทั่วไปซึ่งอาจจะมาจากกองหนุนหรือกำลังสำรองเพื่อเข้าทำหน้าที่พลทหารที่ประจำการในท้องถิ่น เช่นจังหวัดชายแดนต่างๆ ระยะหลังมีผู้ให้ความสนใจเป็นทหารพรานกันน้อยเนื่องจากค่าตอบแทนต่ำ เงินเดือนบวกค่าครองชีพจะอยู่ระหว่าง 12,000-17,000 บาทเท่านั้น สิทธิประโยชน์อื่นๆไม่เท่าข้าราชการ แต่จะใกล้เคียงกับอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.รด.) ของกระทรวงมหาดไทย
คำถามสำคัญในยุคสมัยปัจจุบันคือ กองทัพไทยจะสามารถใช้พลอาสา ทั้งสามประเภทดังกล่าวเพื่อทดแทนการบังคับเกณฑ์ทหารแบบเดิมได้หรือไม่ คำตอบโดยทั่วไปนั้นได้แน่นอน แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องพิจารณาดังต่อไปนี้
ประการแรก กองทัพไทยมีความจำเป็นจะต้องใช้พลทหารเท่าใดและเพื่อภารกิจใดเป็นสำคัญ สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือ กองทัพใช้พลทหารในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ทหารทำก็ได้ ตัวอย่างเช่น สห. กส. ดย. นั้นเป็นงานซึ่งพลเรือนที่ไม่มีทักษะทางการทหารเลยก็สามารถทำได้ อาจจะมีผู้โต้แย้งว่า สารวัตรทหารก็ต้องเป็นทหาร แต่งานสารวัตรทหารจริงๆแล้วคือตำรวจของทหาร (military police) อันเป็นงานรักษาความสงบเรียบร้อยทั่วไปบุคคลที่ได้รับการฝึกขั้นพื้นฐานก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้นถ้าตัดภารกิจที่เป็นงานพลเรือนแล้วบรรจุพลอาสาทั้งที่สมัครมาแบบออนไลน์และอาสาสมัครทหารเข้าแทนอาจจะเพียงพอต่อความจำเป็น เพียงแต่อาจจะต้องอาศัยระยะเวลาในช่วงเปลี่ยนผ่านสักหน่อย เพื่อให้กองทัพค่อยๆผ่องถ่ายงานที่ทหารไม่ต้องทำออกไปให้หมดเสียก่อน
ประการที่สอง กองทัพไทยและผู้เชี่ยวชาญทางด้านความมั่นคงทั้งหลายอาจจะต้องเริ่มหาคำตอบให้กับคำถามสำคัญว่า “พลทหารมีไว้ทำไม” กันเสียที ความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่คือ มีกองทัพของหลายแห่งในปัจจุบันที่ไม่ได้บรรจุพลทหาร เช่นหลายประเทศในยุโรปอย่าง นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก แม้จะปรากฏว่ามีระเบียบกฎเกณฑ์และพลทหารอยู่ แต่ในโครงสร้างของกองทัพจริงๆ นั้นจะใช้นายทหารเกือบทั้งหมด ตำแหน่งพลทหารจะมีก็ต่อเมื่อมีการฝึกหรือปฏิบัติการพิเศษเท่านั้น สถานการณ์ปกติกองทัพเหล่านั้นจะไม่ใช้พลทหาร
หากพิจารณากันในแง่มุมของสงครามสมัยใหม่ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีระดับสูงและทักษะความชำนาญเฉพาะในการบังคับเทคโนโลยีเหล่านั้น ความจำเป็นในการเกณฑ์คนเข้ามาเป็นพลทหารไม่น่าจะมีอยู่อีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะเกณฑ์ชายฉกรรจ์มาทำงานในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งพวกเขาไม่มีความรู้ทักษะหรือความชำนาญ
