Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“รัฐบาลจะดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ ควบคู่กับการจัดทำระบบพัฒนาทักษะตามความสนใจและความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นเส้นทางการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว”

ข้างต้นคือส่วนหนึ่งของถ้อยแถลงนโยบายความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่มีเนื้อหาสาระสำคัญในอันที่จะนำไปสู่ความหวังว่าประเทศไทยจะเดินหน้าเข้าหาจุดสิ้นสุดของยุคศักดินาที่ต้องเกณฑ์ไพร่พลไปเป็นทหารและเริ่มต้นพัฒนากองทัพมืออาชีพที่ทันสมัยเสียที

แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้เคยหาเสียงเอาไว้ระหว่างการรณรงค์เลือกตั้งก็ตาม แต่แนวคิดในการมีทหารอาสาก็ไม่ได้เป็นของใหม่ที่ริเริ่มโดยพรรคภูมิใจแต่อย่างใด หากแต่คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่แล้วได้เคยทำการศึกษาเอาไว้อย่างเป็นระบบโดยทำการปรับปรุงจากโครงการทหารอาสาที่อยู่แต่เดิมของกระทรวงกลาโหมนั่นเอง

อ้างอิงตามนโยบายของกระทรวงกลาโหมในการจัดหาและบรรจุกำลังพลสำหรับปีงบประมาณ 2566-2570 นั้นจัดหากำลังพลสำรองเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวหรือที่เรียกกันว่า ทหารอาสา (ทอส.) ทำด้วยวิธีการจ้างงานกำลังพลสำรอง (คือบุคคลที่เรียนจบการศึกษาวิชาทหารหรือ รด หรือ เคยเป็นพลทหารที่ปลดประจำการแล้ว) ให้เข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว เพื่อทดแทนจำนวนข้าราชการทหาร (นายทหารสัญญาบัตร, นายทหารประทวน และพลทหารประจำการ (พล.อส.) ที่ถูกปรับลดตามแผนการดำเนินการปฏิรูปการบริหารจัดการกำลังพลของกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2564 - 2570 โดยกำหนดให้จ้างกำลังพลสำรองเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) ได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวนข้าราชการทหารที่ถูกปรับลด พูดง่ายๆ โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการลดกำลังพลแต่ไม่ลดภารกิจ ไม่ใช่โครงการทดแทนการเกณฑ์ทหารตั้งแต่ต้นโดยทหารอาสาที่เป็นในปัจจุบันมีลักษณะ ประเภท และคุณสมบัติดังนี้

  • ประเภทนายทหารสัญญาบัตร จัดหาด้วยวิธีการจ้างงานกำลังพลสำรองอายุ 18-30 ปี และมีคุณวุฒิปริญญาตรีให้เข้าทำหน้าที่นายทหารสัญญาบัตรเป็นการชั่วคราว โดยทำสัญญาจ้างคราวละไม่เกิน 4 ปี โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้ รวมระยะเวลาจ้างงานแล้วต้องไม่เกิน 8 ปี เว้นบุคคลนั้นอายุ 35 ปี ให้ถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลง
     
  • ประเภทนายทหารประทวน จัดหาด้วยวิธีการจ้างงานกำลังพลสำรองอายุ 18-25 ปี ให้เข้าทำหน้าที่นายทหารประทวนเป็นการชั่วคราว โดยทำสัญญาจ้างคราวละไม่เกิน 4 ปี โดยอาจมีการต่อสัญญาจ้างได้รวมระยะเวลาจ้างงานแล้วต้องไม่เกิน 8 ปี เว้นบุคคลนั้นอายุ 30 ปี  ให้ถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลง
     
  • ประเภทพลทหารนั้น กองทัพมีความประสงค์จะบรรจุตำแหน่งพลทหาร (พล.อส.) เท่าที่จำเป็นใน 3 เหล่าคือ สารวัตรทหาร (สห) กรมการสัตว์ทหารบก (กส.) และ ดุริยางค์ (ดย.) เท่านั้น และในความเป็นจริงของทางปฏิบัติ กองทัพมีนโยบายในการลดการจัดหาพลทหารประจำการ (พล.อส.) ลงเพื่อไม่ให้มีภาระในการแก้ไขปัญหาความก้าวหน้าตามแนวทางการรับราชการของกำลังพลดังกล่าว เพราะคนที่เข้ารับราชการย่อมต้องการความก้าวหน้าด้วยกันทั้งนั้นไม่มีใครอยากจะจมปลักอยู่ในตำแหน่งพลทหารอย่างยาวนานตลอดไป 

ตามแผนการแล้ว กระทรวงกลาโหมจะรับสมัครทหารอาสาเข้าบรรจุตลอด 5 ปีงบประมาณจนถึงปี 2570 จำนวนทั้งสิ้น 2,620 ตำแหน่ง ไม่ได้มีมากมายเป็นหมื่นเป็นแสนแต่อย่างใดเลย ดังนั้น ถ้าหากรัฐบาลอนุทินต้องการที่จะดำเนินนโยบายตามที่ได้แถลงเอาไว้ต่อรัฐสภาก็ดูเหมือนว่ามีเรื่องที่จะต้องทำอยู่มากมาย ซึ่งตามรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการทหาร ชุดก่อนได้ทำไว้ก็พอจะประมวลได้ดังนี้

ประการแรก คือในเชิงนโยบายต้องพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อนว่าตำแหน่งและอัตราพลทหารที่กองทัพต้องการในแต่ละปีนั้นเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับภารกิจที่สอดคล้องกับภัยคุกคามและยุทธศาสตร์ในการป้องกันประเทศสมัยใหม่หรือไม่เพียงใด เพราะปัจจุบันบรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพไทยต่างก็รู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่า การจัดกำลังตามหลักนิยมของกองทัพสหรัฐที่ใช้กันมานานไม่สู้จะสอดคล้องกับภัยคุกคามสมัยใหม่ในภูมิภาคนี้เท่าใดนัก คำถามสำคัญที่ รัฐบาลและกองทัพ มีความจำเป็นจะต้องตอบให้ได้ก่อนเป็นปฐมคือ กองทัพมีความจำเป็นเพียงใดที่จะบรรจุพลทหารที่ได้ชื่อว่าเป็น“น้องเล็ก”สุดในสารบบของกองทัพ ได้รับการศึกษาและฝึกอบรมน้อยที่สุด ให้ต้องไปทำหน้าที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างมากที่สุดในหน่วยรบที่อยู่แนวหน้า

ประการที่สอง ตัวเลข 100,000 คนนั้น เป็นตัวเลขที่ต้องพิจารณาจริงจังว่าต้องการขนาดนั้นจริงหรือเปล่า ว่ากันตามตำราแล้วกองทัพไทยมีอัตรากำลังพลของทหารกองประจำการ (พลทหาร) ทั้งสิ้น 217,095 อัตรา กระทรวงกลาโหมอนุมัติให้บรรจุได้ 133,357 อัตรา แต่บรรจุจริงตามตัวเลขของกรมเสมียนตราระหว่างปี 2563-2568 เฉลี่ย 89,517 คนต่อปี จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการการทหารชุดที่แล้วพบว่า หลายภาคส่วนในกองทัพเช่น ส่วนบัญชาการและการพัฒนาประเทศนั้นไม่มีความจำเป็นการใช้พลทหารแต่อย่างใด และอีกหลายส่วน เช่น ส่วนส่งกำลังบำรุง ส่วนฝึกอบรม นั้นสามารถปรับลดกำลังพลลงได้มากถึง 30 %  ด้วยซ้ำไป เช่นนี้แล้วกองทัพยังจะคงอัตรากำลังและความต้องการในการใช้พลทหารอยู่อย่างเดิมต่อไปอีกหรือ

ประการที่สาม เรื่องงบประมาณก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณาเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจฝืดเคืองและภาครัฐมีหนี้สินมากมายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการการทหารชุดที่แล้ว พบว่าภายใต้โครงสร้างเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นรัฐมีภาระจะต้องจ่ายรายหัวดังนี้

  • เงินเดือน + เงินเพิ่มค่าครองชีพ รวมเป็น 11,000 บาทต่อเดือน (x100,000x12 = 13,200,000,000 บาทต่อปี) โดยมีสิทธิเลื่อนชั้นเงินเดือนประจำปี แปลว่าแต่ละปีก็ต้องมีภาระทางงบประมาณเพิ่มขึ้นตามผลงานหรือความดีความชอบในการปฏิบัติหน้าที่กันอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะรักชาติมากขนาดยอมรับค่าตอบแทนคงที่ตลอด 4 หรือ 8 ปีที่ที่รับใช้ชาติ ซึ่งเงินเดือนจะส่งผลต่อเงินก้อนที่จะได้หลังสิ้นสุดสัญญา
     
  • เงินช่วยเหลือหลังสิ้นสุดสัญญาจ้าง = เงินเดือนสุดท้าย x จำนวนปีที่ทำงาน x 2.5 หากประเมินเบื้องต้นว่า ทหารอาสาแต่ละนายได้รับการขึ้นเงินเดือนปีละอย่างน้อยที่สุด 3% เท่ากับว่าเงินเดือนสุดท้ายจะอยู่ที่เท่ากับ = 11,000 x 1.03^3 = 12,020 บาท ดังนั้นเงินช่วยเหลือเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างจะอยู่ที่ = 12,020 x 4 x 2.5 = 120,020 บาท

ประการที่สี่ หากแม้นไม่อยากจะแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 เพราะเสียดายระบบเจ้าขุนมูลนายในกองทัพหรือเผื่อจะต้องระดมพลด้วยการบังคับเกณฑ์ในยามสงคราม ก็ยังมีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขคำสั่ง ประกาศ ระเบียบของกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพต่างๆ ให้มีความสอดคล้องกันในทางปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายพลทหารสมัครใจ 100 % ดังต่อไปนี้ 

  • ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) พ.ศ. 2564
     
  • กฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาการทำหน้าที่ เงินเดือนและค่าตอบแทนอย่างอื่น สิทธิประโยชน์ ระเบียบและวินัยของบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว พ.ศ. 2553
     
  • ระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยหลักเกณฑ์การได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทนอย่างอื่น และสิทธิประโยชน์ของกำลังสำรองเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว พ.ศ. 2562
     
  • ประกาศหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เรื่อง การรับสมัครและสอบคัดเลือกทหารกองหนุนเข้าเป็นทหารอาสาของกองทัพบก
     
  • ประกาศกองทัพบก เรื่อง การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการในแต่ละปี

ประการสุดท้าย ซึ่งสำคัญไม่น้อยคือ รัฐและกองทัพจะต้องเปลี่ยนมุมมองและทัศนะคติต่อบุคคลที่สมัครเข้ามาเป็นทหารเสียใหม่ ไม่อาจจะใช้มุมมองแบบศักดินาที่เกณฑ์ไพร่พลผู้ด้อยการศึกษาและยากจนจากชนบทมาเป็นทหารแล้วจะมาพูดว่า จะใช้กองทัพเป็นที่ศึกษาอบรมบ่มเพาะคน “ควบคู่กับการจัดทำระบบพัฒนาทักษะตามความสนใจและความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นเส้นทางการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว”

ยุคปัจจุบันต้องเข้าใจว่า คนที่อยู่ในวัยที่จะเป็นทหารได้คือคนที่อยู่ในวัยทำงาน เป็นกำลังแรงงานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ พวกเขาได้รับการศึกษา ฝึกอบรม มีทักษะ ความชำนาญที่จะประกอบอาชีพที่ตนเองสนใจหรือรักที่จะทำ ส่วนอาชีพทหารนั้น (แม้ว่าจะเพียง 4 หรือ 8 ปีที่สมัครเข้ามา) ก็เป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญและทักษะต่างๆมากมาย ไม่ใช่ยิงปืนเป็นหรือเก่งแต่เตะต่อยอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ พวกเขาอาจจะต้องบังคับอากาศยานไร้คนขับ ทำงานกับปัญญาประดิษฐ์ เรียนรู้เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ที่นับวันก็จะมีแต่เทคโนโลยีชั้นสูงและซับซ้อน

ที่สำคัญก่อนที่จะเขียนนโยบายอะไรที่ฟังดูเพ้อเจ้อขนาดนี้ต้องดูด้วยว่ากองทัพไทยมีขีดความสามารถที่จะให้การศึกษาและฝึกอบรมกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้จริงหรือ ขนาดมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยพลเรือนที่ทำหน้าที่นั้นโดยตรงยังไม่ค่อยรู้เลยว่าตลาดต้องการแรงงานแบบไหน แล้วกองทัพที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะรู้อะไรเกี่ยวกับตลาดแรงงาน ไม่นับว่า เอาเวลาไหนไปฝึกอาชีพให้ทหารที่มีภารกิจอันหนักหน่วงในการป้องกันประเทศ เว้นเสียแต่ว่าจริงๆแล้วทหารไม่มีอะไรทำอย่างที่เขาเล่าลือกัน

ขอให้เลิกผูกโยงความรักชาติกับอาชีพทหารเสียที ทุกอาชีพมีความสำคัญต่อความมั่นคงเจริญก้าวหน้าวัฒนาถาวรของประเทศชาติด้วยกันทั้งนั้น ถ้าหากต้องการเปิดรับทหารอาสาแบบ 100 % นายกรัฐมนตรี และ ผู้นำเหล่าทัพ ทั้งหลายจะต้องเข้าใจเป็นพื้นที่ฐานเลยว่า คนที่จะมาสมัครเป็นทหารนั้นจะพิจารณาทางเลือกในการทำงานอาชีพอื่นที่ตัวเองสนใจมีความรู้ความชำนาญซึ่งจะทำให้เขาได้ใช้ทักษะนั้นอย่างเต็มที่ก่อนเสมอเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตของเขาเองเป็นสำคัญ  

ถ้าสมมติว่าพวกเขาได้รับการศึกษามาทางด้านเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์และต้องการสมัครเป็นทหารเขาควรได้ใช้ความรู้ความสามารถนั้นเมื่อหมดสัญญาแล้วก็สามารถใช้มันไปทำงานในภาคเอกชนหรือสร้างงานสร้างอาชีพของตัวเองต่อไป ไม่ใช่ไปเป็นทหารแล้วต้องไปตัดหญ้าและซักผ้าบ้านนายพล หมดสัญญาแล้วตามเทคโนโลยีไม่ทันกลายเป็นคนตกยุค สุดท้ายก็อาจจะลงเอยด้วยการเปิดร้านรับซักรีดหรือจัดสวนหรืออาจจะไปเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามความถนัดที่ได้รับการฝึกฝนมาจากกองทัพ ถ้าคาดหมายได้ว่าชีวิตจะเป็นเช่นนั้นใครจะอยากเป็นทหารสู้เลือกไปทำงานบริษัทไฮเทคไอทีเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ

กล่าวโดยสรุป ถ้ารัฐบาลอนุทินมีความพร้อมทั้ง 5 ด้านดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็ดำเนินการได้เลย ถ้าทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน (ตามที่คณะกรรมาธิการการทหารเคยศึกษาและให้คำแนะนำเอาไว้) โครงการนี้น่าจะสำเร็จภายใน 4 ปี เท่าอายุรัฐบาล (ถ้าอยู่ได้จนครบเทอม) และก็จะเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อความเข้มแข็งและทันสมัยของกองทัพไทยในอนาคตสืบไป

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง