'ภูมิธรรม' พบจุฬาราชมนตรี หารือแนวทางแก้ปัญหาชายแดนใต้ สั่งเข้มหน่วยงานความมั่นคงชายแดนใต้ มอบ รมช.กลาโหม ลงพื้นที่ประสานงานทุกภาคส่วน ปัจจุบันพูดคุยกับมาเลเซียผ่านผู้อำนวยความสะดวก ไม่เปิดเผยรายละเอียดกลัวกระทบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ คาดสรุปแนวทางแก้ไขปลาย พ.ค.-ต้น มิ.ย. ยืนยันไม่ใช้ พ.ร.บ.ต่อต้านการก่อการร้าย กำชับทำงานเชิงรุกแต่ไม่ใช่การสู้รบ เน้นตรวจตราด่านบ่อยขึ้น
7 พ.ค. 2568 NBT Connext รายงานว่า นายภูมิธรรม เวชชชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งวันนี้พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ภาคใต้ว่า เมื่อวาน (6 พ.ค.) ได้พูดชัดเจนถึงจุดยืนของรัฐบาล และได้มอบให้พลเอกณัฐพล ลงพื้นที่ให้กำลังใจ ยืนยันจุดยืนของรัฐบาล รวมถึงสำรวจสภาพปัญหาและความต้องการ และประเด็นที่เป็นปัญหา เพื่อนำกลับมาพูดคุยในรายละเอียดและแก้ไขปัญหา ขณะนี้กำลังพูดคุยกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง โดยในช่วงวันหยุดได้เรียก พล.ท.ไพศาล หนูสังข์
แม่ทัพภาคที่ 4 มาพูดคุยถึงปัญหา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ไม่สามารถนำมาเปิดเผยต่อธารกำนัล เข้าใจความห่วงใยของประชาชน และขอให้รอดูผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ แต่ขอระยะเวลาดำเนินการ เพราะหลายเรื่องที่วางแผนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ก็ได้ดำเนินการมีความคืบหน้าไปพอสมควรแล้ว เช่นการพบปะพูดคุยกับผู้อำนวยความสะดวกจากประเทศมาเลเซีย ที่ดาโตะ เซอรีอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียมอบหมาย กำลังประสานงานไปยังหลายภาคส่วน ซึ่งหากพูดไปบางทีอาจจะไปกระทบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ จึงต้องใช้ความระมัดระวัง จะไม่ต้องการให้ผลลัพธ์เช่นนี้เกิดขึ้นเนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น เนื่องจากบางครั้งพูดไปก็บานปลายจากข้อเท็จจริง ก็จะมีแต่สร้างปัญหา ตนคิดว่าภายในช่วงเวลาสั้นๆ จะมีการสรุปแนวคิดต่างๆ และเข้าไปดำเนินการ เพราะจากนี้ไปได้มีการวางแผนกระบวนการแก้ไขปัญหา ระหว่างช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม คาบเกี่ยวต้นเดือนมิถุนายน
ส่วนที่มีข้อเสนอให้ใช้ พ.ร.บ.ต่อต้านการก่อการร้าย เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีความปลอดภัยและอาจกลายเป็นเป้านิ่งของการก่อเหตุ นายภูมิธรรม ระบุว่ายังไม่มีแนวคิดดังกล่าว ขณะนี้ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่สามารถดูแลได้อยู่แล้ว แต่หากจะปรับเปลี่ยนหรือมีแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคตอย่างไร ย้ำว่าเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ ต้องมีกลไก มีกฎหมายให้ความมั่นใจกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ขณะนี้ยังไม่ได้มีแนวคิดเรื่องนี้
ส่วนได้การเน้นย้ำเรื่องการดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่มากขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่ารัฐบาลได้มีการเน้นย้ำอยู่แล้ว ขณะนี้ได้ให้ผู้บังคับบัญชาไปให้ความมั่นใจ ส่วนที่ระบุว่าให้เจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุกนั้น ไม่ได้หมายถึงให้ออกไปสู้รบหรือเข่นฆ่าผู้ก่อเหตุ แต่การทำงานเชิงรุกไม่ได้นั่งอยู่ที่ตั้ง แต่เป็นการไปตรวจตราด่านต่างๆให้มากขึ้น ไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายอาวุธสงครามได้อย่างง่ายรวมถึงมีการจัดกำลังเข้าไปดูแลหน่วยทหาร ประชาชนทั้งชาวพุทธ ชาวมุสลิมที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ก็มีการจัดกำลังเข้าไปคุ้มครองดูแล ย้ำว่าให้เจ้าหน้าที่ออกจากที่ตั้งมากขึ้น ไม่ให้อยู่กับที่แล้วหย่อนยาน ซึ่งทุกฝ่ายก็มีความเห็นชอบ
นายภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า ตั้งแต่ที่ได้มีการพูดคุยกับพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็มีความชัดเจนในเรื่องของการเปิดปฏิบัติการดำเนินการเชิงรุก ไม่ให้อยู่กับที่ และสิ่งสำคัญขนาดนี้คือต้องลดการใช้ความรุนแรงให้ได้อย่างเต็มที่ และในวันนี้ตนจะเดินทางไปพบกับนายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี เพื่อพูดรือในเรื่องการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ย้ำเงื่อนไขเจรจาสันติสุขใต้ต้องไม่แบ่งแยกดินแดน ลั่นอย่าเอาความรุนแรงมาบีบพร้อมตอบโต้ขั้นเด็ดขาด
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2568 เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า นายภูมิธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวันในพื้นที่จังหวัดชายแดน จะมีมาตรการรับมืออย่างไร ว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของประชาชน ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมที่ประสบเหตุ ตนคิดว่าการกระทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และใช้ความรุนแรงในการเข้าไปแก้ปัญหา ด้วยการเข้าไปยิงพระ เณร เด็ก คนชรา ผู้พิการ เป็นเรื่องที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง ไม่ได้ช่วยให้สิ่งที่กำลังต่อสู้ประสบ ความสำเร็จ เราเองก็พร้อมที่จะดำเนินการแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ซึ่งได้สั่งการไปแล้วว่าให้ทั้งทหารและตำรวจและฝ่ายปกครองปฏิบัติการเชิงรุก ซึ่งคำว่าปฏิบัติการเชิงรุกมีคนเอาไปตีความหมายในทางที่แย่ เหมือนเราไปเข่นฆ่าเขา แต่ความจริงเรื่องนี้คือการไม่อยู่ในที่ที่ตั้ง อาจต้องตั้งด่านเข้มงวดขึ้น ปฏิบัติการให้เร็ว เข้าไปอยู่ในจุดที่มีความสงสัยว่าเกิดเหตุ และส่งกำลังพลเข้าไปดูแลประชาชน ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม
นายภูมิธรรม ยังกล่าวอีกว่า ตั้งแต่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการพูดคุยกัน และมีการตกลงกันว่าจะให้ฝ่ายปฏิบัติการที่มีตนดูแลอยู่ พบกับผู้อำนวยการสะดวกทางมาเลเซีย ซึ่งเราได้พบกันแล้ว ตนได้บอกไปแล้วว่า ประเด็นแรกเราไม่ยอมรับความรุนแรง ดังนั้นถ้าจะใช้ความรุนแรงมันยากที่จะมาเจรจากัน ถ้าเขายอมรับในสิ่งที่เราตกลงกันไว้ ว่าเราจะคุยกันอย่างสันติ คุณต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถยุติและมาเจรจากันได้ ไม่ใช่เราไม่พร้อมเจรจา ตนตั้งใจและยินดีที่จะเจรจาถ้าจะแก้ไขปัญหาได้ การเจรจาก็เพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่ที่ผ่านมาเราไม่รู้ว่าใครที่เป็นคนเจรจาได้ เพราะมีการเจรจามาโดยตลอด การสู้รบการยิงก็ไม่เคยเกิดขึ้น ตอนเคยทดลองในเดือนรอมฎอนว่าขอให้หยุดให้ได้ทั้งหมด แล้วเรามาเริ่มต้นเจรจากัน แต่ช่วงปลายเดือนรอมฎอนก็เป็นเหมือนเดิม คือ มีการก่อเหตุ ดังนั้นถ้าควบคุมไม่ได้จะมีการเจรจาเพื่ออะไร ซึ่งวันนี้ตนพร้อม และทีมเจรจาก็พร้อมที่จะตั้งทันที หากทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขว่าตัวแทนเจรจาสามารถสั่งการให้หยุดได้ โดยประเด็นที่อยากเจรจา มีเงื่อนไข ที่ได้ฝากกับผู้อำนวยความสะดวกไป คือ ต้องหยุดเรื่องความรุนแรงจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการใช้เกมการเมืองว่า อยากทำอะไรปกติก็ต้องมีการเข่นฆ่า และออกแถลงการณ์มาประณามคนเข่นฆ่า ก็ไม่มีความหมาย เพราะคนที่ดำเนินการต่อสู้กับรัฐอยู่ขณะนี้ ก็มีอยู่กลุ่มเดียว เพราะฉะนั้นต้องเลิกเล่นการเมือง และเลิกทำตัวไม่ตรงกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
ประเด็นที่สอง ตนเองได้บอกไปแล้วว่า เรายอมรับในพหุวัฒนธรรม ซึ่งเขาก็ต้องยอมรับในสิ่งนี้ด้วย ประเทศไทยมีจุดแข็งที่อยู่ร่วมกันได้ทุกศาสนา เมื่อก่อนในพื้นที่ภาคใต้ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมก็อยู่ร่วมกัน เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความพยายามจากความพยายามในการแยกรัฐ ตนคิดว่าต้องอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม
นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ประการที่สาม ตนยินดีที่จะเจรจาพูดคุย ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ ดังนั้นการจะเจรจาเพื่อเป็นรัฐปาตานี หรือรัฐอะไรก็ตาม เราไม่พร้อมเจรจาด้วย แต่ถ้าจะคุยในเรื่องการอยู่ร่วมกันหรือความร่วมมือ อันนี้เรายอมรับได้ เรายอมรับอยู่แล้วว่าการที่จะให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการปกครองตัวเอง เรื่องนี้มาคุยกันจะเอารูปไหนก็ได้ ถ้ายึดหลักตามที่ตนบอกไป ไม่แบ่งแยกเป็นรัฐอิสระ ไม่ดำเนินการภายนอกรัฐธรรมนูญไทยที่มีอยู่ ก็มาคุยกันว่าจะเอารูปแบบไหน ตนได้ให้เงื่อนไขกับผู้อำนวยการสะดวกไปแล้ว ซึ่งจริงๆ ที่ทุกคนเห็น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ทำอะไร เราทำไปหลายส่วน และเมื่อวาน (5พ.ค.) ตอนโอกาสเจอกับแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค9 ตนได้กำชับไปว่าขณะนี้ต้องยุติความรุนแรงให้ได้ก่อน เรื่องอื่นๆ ถึงจะสามารถดำเนินการได้ ถ้าเรื่องนี้ยังไม่ได้ไม่ต้องมาพูดอะไร และตนเห็นด้วยกับนายสุนัย ผาสุข และสิ่งที่ที่พูดมาควรจะนำไปขบคิดกัน อย่าใช้การเมืองให้พูดกันตรงๆ อย่างจริงใจ และหากอยากแก้ปัญหาให้นำความจริงมาพูดกัน ผู้สนับสนุนหรือฝ่ายต่างๆ ต้องเข้าใจความเป็นจริง วันนี้ต้องตั้งคำถามให้ถูกจุดว่ากลุ่มที่ใช้ความรุนแรงทำอะไรกันอยู่ ไม่ใช่อยู่ๆ มาโจมตีรัฐอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่ารัฐไม่ได้อยู่นิ่งและมีการเตรียมความพร้อม แต่ต้องอยู่ภายใต้สิ่งที่รัฐสามารถดำเนินการได้
ส่วนจะมีมาตรการดูแลประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังผู้ก่อความไม่สงบร่อนใบปลิวขู่ทำร้ายประชาชนไทยพุทธกับพระสงฆ์ให้มากขึ้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า พอเราออกแถลงการณ์ประณามแล้วฝั่งผู้ก่อความไม่สงบทำแบบนี้ ถามว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้น่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ยืนยันว่าเขาคงทำไม่ได้ เพราะขณะนี้เราได้ปรับกำลัง และปรับหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปคุ้มครองพื้นที่ชาวไทยพุทธ รวมถึงได้คุยกับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) อย่างใกล้ชิดตลอด ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และเป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นว่าเป็นวิถีที่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งการที่ชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิมได้เห็นแถลงการณ์ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบถามว่าเป็นสิ่งที่ชอบทำหรือไม่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม มองเห็นชีวิตผู้คนที่ไม่เป็นมนุษย์ และยิ่งทำแบบนี้จะยิ่งทำให้เกิดปัญหา
นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าภาคใต้ของประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอย่างมาก ถ้าสองฝ่ายคือไทยกับมาเลเซียร่วมมือกันบริหารจัดการจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ และเชื่อว่าจะมีคนพร้อมมาลงทุนจำนวนมาก แต่ความรุนแรงจะต้องยุติเพื่อให้เกิดความมั่นคง เพราะความรุนแรงไม่มีประโยชน์ ซึ่งตนมีแผนที่จะคุยกับทางมาเลเซียเรื่องนี้อยู่แล้ว และตนขอย้ำว่า ไม่ได้ หมายความว่าตนจะใช้ความรุนแรงไปฆ่าคน แต่เป็นการใช้กำลังของเราที่มีอยู่ปกป้องคน และประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น ให้ได้รับความปลอดภัยมากที่สุด โดยวันพรุ่งนี้ (7 พ.ค.) ตนได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ไปพูดคุยให้กำลังใจดูแล เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง และขอให้ชาวไทยมองปัญหาอย่างเข้าใจ เห็นใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฎิบัติงานอยู่โดยเอาชีวิตเข้าเสี่ยงที่จะแก้ปัญหา อย่าหลงประเด็นที่ถูกบิดเบือนไป เพราะประเด็นสำคัญคือไม่ควรมีการเข่นฆ่าพี่น้องประชาชน ถ้าไม่มีเรื่องนี้แล้วค่อยมาคุยกัน แต่ถ้าเอาเรื่องนี้มาบีบเราคงยอมไม่ได้ และเราจะต้องดำเนินการอย่างแข็งแรงเด็ดขาด เพื่อให้ประชาชนของเรามีความปลอดภัย
“สำนักจุฬาราชมนตรี” ประณามการฆ่าผู้บริสุทธิ์ เรียกร้องยุติความรุนแรง
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2568 สำนักจุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ ระบุว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนำไปสู่การฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความเศร้าสลด แก่ประชาชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยคนร้ายได้กระทำต่อผู้อ่อนแอ ผู้พิการ คนชรา ผู้หญิง นักเรียนศาสนา และสามเณร ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับความขัดแย้ง และกลุ่มผู้อ่อนแอเหล่านี้ จะต้องได้รับการปกป้องในทุกกรณี จากเหตุการณ์ความรุนแรงในทุกรูปแบบ
สำนักจุฬาราชมนตรี ขอประณามการกระทำดังกล่าวอย่างถึงที่สุด และขอประกาศด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนที่สุดว่า ไม่มีเหตุผล ข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าข้ออ้างทางการเมือง ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือประวัติศาสตร์ ในการก่ออาชญากรรมอันโหดเหี้ยมเช่นนี้
ในบริบทของพื้นที่ซึ่งมุสลิมผู้นับถือศาสนาอิสลาม เป็นชนกลุ่มใหญ่ การฆ่าชีวิตนอกจากจะผิดกฎหมายบ้านเมือง และต้องได้รับโทษทางอาญาขั้นสูงสุดแล้ว ยังถือเป็นความผิดทางศาสนาอย่างร้ายแรง ด้วยพระองค์อัลเลาะห์ (ช.บ.) ได้ตรัสไว้ในบทอัลอิสรออ์ โองการที่ 33 ความว่า “พวกเจ้าอย่าฆ่าชีวิต ซึ่งอัลเลาะห์ทรงตราห้ามไว้ นอกจากโดยมีสิทธิอันชอบธรรม”
สำนักจุฬาราชมนตรี ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว ญาติพี่น้องของผู้บาดเจ็บ ผู้สูญเสีย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว และขอให้ประชาชนช่วยกันดูแลสอดส่องความผิดปกติ และเป็นหูเป็นตาให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ขอเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในทุกรูปแบบ และใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาอันเรื้อรังนี้ ด้วยเจตจำนงอันแน่วแน่ และความหวังอันเต็มเปี่ยม เพื่อสังคมไทยได้เดินต่อไปข้างหน้า และส่งผ่านอนาคตที่ดีให้แก่คนรุ่นต่อไป
BRN แถลงเสียใจ อ้างไม่มีนโยบายโจมตีเป้าหมายพลเรือน
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2568 สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า บุคคลที่รับรู้กันว่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRN ได้มีการเผยแพร่เอกสารในโซเซียลมีเดีย หรือสื่อสังคมออนไลน์ของพวกตน โดยอ้างว่าเป็นแถลงการณ์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรของ กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี หรือ BRN
แถลงการณ์เขียนเป็นภาษามลายู และเผยแพร่ผ่านช่องทางโซเซียลมีเดีย แต่ไม่มีตราปั๊มอย่างเป็นทางการของกลุ่มขบวนการ
“ทีมข่าวอิศรา” ซึ่งตรวจพบการเผยแพร่แถลงการณ์นี้ จึงสอบถามไปยัง ดร.นิมะตุลเลาะห์ โฆษกของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของฝ่าย BRN ได้รับการยืนยันว่า “เป็นเอกสารจริงจาก BRN”
เนื้อหาของแถลงการณ์ระบุว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ความขัดแย้งในปาตานีดารุสลามเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและความทุกข์ทรมานของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทาง BRN ขอแสดงความเสียใจและความเห็นใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบ
BRN ขอเน้นย้ำว่า เราไม่มีนโยบายโจมตีเป้าหมายพลเรือน และยังคงยึดมั่นในหลักการของการต่อสู้ที่ให้เกียรติต่อชีวิต ศักดิ์ศรี และสิทธิมนุษยชนของทุกฝ่าย เป็นนโยบายการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและศักดิ์ศรีของประชาชนมลายูปาตานี
BRN ยึดมั่นในสิทธิแห่งการกำหนดอนาคตตนเองของประชาชนมลายูปาตานี และจะเดินหน้าต่อสู้ต่อไปโดยเคารพหลักสิทธิมนุษยชนสากล และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พวกเราปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ และจะมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ทางการเมืองที่ยุติธรรมและครอบคลุม เพื่อให้ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยปราศจากการกดขี่จากรัฐไทย
การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในทุกรูปแบบควรได้รับการสอบสวนอย่างโปร่งใส พวกเราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาลไทยและกลุ่มผู้ต่อสู้ หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อพลเรือน
การต่อสู้ของพวกเรามีเป้าหมายเพื่อเสรีภาพและศักดิ์ศรีของประชาชนปาตานี มิใช่เพื่อสร้างความหวาดกลัว ขอให้พวกเรายืนหยัดร่วมกันด้วยสันติและปัญญา
