รองประธาน กมธ. การเงิน การคลัง สภาผู้แทนราษฎร มองไทยยังไม่เจอวิกฤตความเชื่อมั่นแบบอินโดนีเซียขณะนี้ แต่งบประมาณปี 2570 หนี้สาธารณะเหลือพื้นที่ห่างเพดาน 70% เพียง 0.64% เตือนหากเดินหน้าประชานิยมโดยไม่ปฏิรูปรายได้ภาครัฐ เสี่ยงเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นเหมือนที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญ
21 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์การเงินการคลังของไทยขณะนี้ยังไม่นำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นแบบที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากไม่มีแผนปรับสมดุลทางการคลังอย่างจริงจังในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยชี้ว่ากรณีอินโดนีเซียแม้ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวจะดีกว่าไทย ทั้งสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ต่ำกว่าและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่สูงถึงร้อยละ 5.61 แต่กลับเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นรุนแรงจากนโยบายประชานิยมที่ละเมิดวินัยการเงินการคลัง การแทรกแซงกลไกตลาดผ่านการตั้งบริษัทผูกขาดการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ จนทำให้ MSCI ส่งสัญญาณอาจปรับลดสถานะอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ไปเป็นตลาดชายขอบ ส่งผลให้เงินทุนไหลออก ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงกว่าร้อยละ 8 และตลาดหุ้นดิ่งลงกว่าร้อยละ 32
สำหรับประเทศไทย รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่างบประมาณปี 2570 จะมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 69.36 ห่างจากเพดานตามกฎหมายวินัยการคลังที่ร้อยละ 70 เพียง 0.64 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายเพียงเล็กน้อยก็อาจทะลุเพดานได้ทันที โดยงบประมาณปี 2570 ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 310,950 ล้านบาท แต่จ่ายคืนเงินต้นเพียง 151,520 ล้านบาท หมายความว่ารัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นเกือบสองเท่า และคิดเป็นภาระดอกเบี้ยที่คนไทยต้องร่วมกันแบกรับวันละ 852 ล้านบาท หรือนาทีละ 592,000 บาท
รศ.ดร.อนุสรณ์ยังวิจารณ์การจัดทำงบประมาณว่าไม่สะท้อนความพยายามรักษาวินัยการคลังที่เพียงพอ โดยพบว่ามีอย่างน้อย 12 หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นโดยไม่แสดงประสิทธิภาพหรือผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ขณะที่งบประมาณยังไม่มีการจัดสรรเพื่อแก้ปัญหาทุนเทาที่ใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงินอย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำว่าการอ้างวินัยการคลังเพื่อตัดลดงบประมาณด้านสวัสดิการพื้นฐานของประชาชนไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง วินัยการคลังที่แท้จริงควรเริ่มจากการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นแทน
ในประเด็นเชิงหลักการ รศ.ดร.อนุสรณ์ระบุว่านับตั้งแต่การอภิวัฒน์ประชาธิปไตยปี 2475 สถานะของประชาชนไทยได้เปลี่ยนจาก "ผู้รับความเมตตา" มาเป็น "พลเมืองผู้มีสิทธิ" แต่รัฐบาลส่วนใหญ่รวมถึงชุดปัจจุบันยังคงคิดแบบเดิม โดยงบประมาณปี 2570 ยังคงจัดสวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ที่ต้องพิสูจน์ความยากจนและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้มีอำนาจ มากกว่าการยึดหลักสิทธิตามกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้งบประมาณให้หลักประกันด้านสาธารณสุข การศึกษา สิ่งแวดล้อม และที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนอย่างมีคุณภาพ เพราะการตัดลดงบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุขไม่ใช่การฟื้นฟูวินัยการคลัง แต่จะยิ่งซ้ำเติมความยากจนและบ่อนทำลายรากฐานประชาธิปไตยในระยะยาว
