Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ฟุตบอลโลก 2026 เปิดฉากพร้อมความย้อนแย้งที่ดำเนินอยู่นอกสนาม ด้านหนึ่ง FIFA เดินหน้ารณรงค์ต่อต้าน "วาจาสร้างความเกลียดชัง" (hate speech) อย่างจริงจัง จัดเวทีพูดคุยที่แอตแลนตาและเปิดตัวเลขระบบสกัดความรุนแรงออนไลน์ที่ลบโพสต์เป็นภัยไปแล้ว 388,000 รายการในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ แต่อีกด้านหนึ่ง องค์กรกลับถูกตั้งคำถามว่ากำลังปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่ ทั้งกรณีผู้ตัดสินโซมาเลียที่ถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ แฟนบอลอิหร่านที่ถูกเพิกถอนตั๋ว ไปจนถึงข้อพิพาทเรื่องแมตช์ Pride ที่ซีแอตเทิล ขณะที่นักกฎหมายชี้ว่าเส้นแบ่งระหว่าง "hate speech" กับ "การแสดงออกที่ชอบธรรม" นั้นไม่เคยมีนิยามสากลที่ชัดเจน

  • FIFA จับมือ TikTok และเมืองแอตแลนตาจัดเวทีต่อต้าน "วาจาสร้างความเกลียดชัง" (hate speech) พร้อมเปิดตัวเลขระบบ FIFA Social Media Protection Service ที่ตรวจสอบโพสต์ไปกว่า 250 ล้านรายการ และในฟุตบอลโลก 2026 ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2026 ลบเนื้อหาเป็นภัยไปแล้ว 388,000 รายการจากที่ตรวจสอบ 3.8 ล้านรายการ มากกว่าตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ปี 2022 ที่ลบไป 287,000 รายการ
  • ในเวลาเดียวกัน องค์กรกลับถูกวิจารณ์เรื่องเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งกรณีผู้ตัดสินโซมาเลีย โอมาร์ อาร์ตัน ที่ถูกห้ามเข้าสหรัฐ แฟนบอลอิหร่านที่ถูกเพิกถอนสิทธิเดินทาง และข้อพิพาทเรื่องแมตช์ Pride ระหว่างอียิปต์กับอิหร่านที่ซีแอตเทิล สะท้อนแรงเสียดทานระหว่างความเป็นกลางขององค์กรกับนโยบายของประเทศเจ้าภาพ
  • นักกฎหมายชี้ว่า "hate speech" ไม่มีนิยามสากล ทำให้เกิด "พื้นที่สีเทา" โดยอ้างคำตัดสินของ CAS และ ECtHR ตั้งแต่คดีนักเตะโครเอเชียที่ใช้คำทักทายของระบอบฟาสซิสต์ เพลงเหยียดเพศใส่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ไปจนถึงการโบกธงปาเลสไตน์ของ ลามีน ยามาล ที่กลายเป็นข้อถกเถียงระดับนานาชาติ


ภาพจาก: fifa.com

ฟุตบอลโลกเคยถูกวาดให้เป็นพื้นที่แห่งความเป็นกลาง พื้นที่ที่ผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา และต่างจุดยืนทางการเมืองมาบรรจบกันเพื่อเฉลิมฉลองเกมลูกหนัง ทว่าในการแข่งขันปี 2026 ที่สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดาเป็นเจ้าภาพร่วม ความเป็นกลางนั้นกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก เพราะทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้กลายเป็นเวทีของคำถามที่ไปไกลกว่าผลการแข่งขัน นั่นคือ "เสรีภาพในการแสดงออก" ถูกเคารพมากน้อยเพียงใด และใครกันแน่ที่เป็นผู้กำหนดว่าสิ่งใดพูดได้หรือพูดไม่ได้ในโลกของฟุตบอล

ความตึงเครียดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ฟุตบอลโลกหลายครั้งก่อนหน้าล้วนเคยจุดข้อถกเถียงในที่สาธารณะมาแล้ว ดังเช่นกรณีปลอกแขนสีรุ้งที่กาตาร์เมื่อฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งใช้แสดงการสนับสนุนชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่ด้วยบริบทโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงคราม โอกาสที่ฟุตบอลโลก 2026 จะเผชิญเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันจึงยิ่งสูงกว่าเดิม และคราวนี้คำถามไม่ได้พุ่งไปที่ตัวนักเตะหรือแฟนบอลเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงบทบาทของประเทศเจ้าภาพและตัว FIFA เองด้วย

โดยหลักการแล้ว ขบวนการกีฬาระหว่างประเทศซึ่งรวมถึง FIFA ตั้งเป้าจะวางตัวเป็นกลางทั้งในเชิงอุดมการณ์ การเมือง และศาสนา แต่ความเป็นกลางนี้เองที่อาจปะทะกับการเคลื่อนไหวอันชอบธรรมของนักเตะและแฟนบอล จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธาน FIFA สะท้อนจุดยืนนี้ในงานแถลงข่าวก่อนเปิดทัวร์นาเมนต์ว่า องค์กรไม่ได้อยู่บนดวงจันทร์แต่อยู่บนโลกใบนี้ และต้องเคารพว่าตนไม่ใช่ผู้ปกครองที่จะสั่งการรัฐบาลหรือตำรวจของประเทศต่าง ๆ ได้ คำพูดนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้เสียงวิจารณ์ที่พุ่งเข้าใส่การจัดงานของ FIFA และกลายเป็นภาพสะท้อนความตึงเครียดที่จะตามมาตลอดทัวร์นาเมนต์

FIFA ประกาศสงครามกับ "วาจาสร้างความเกลียดชัง" (hate speech)


เวทีเสวนา "Stop Hate, Protect Football – What Actually Works Against Hate Speech?" ที่มุ่งหวังก้าวข้ามการรณรงค์สร้างความตระหนักแบบเดิม ไปสู่การหาทางออกที่เป็นรูปธรรมต่อการเลือกปฏิบัติ การเหยียดเชื้อชาติ และการคุกคาม ทั้งในและนอกสนาม | ภาพจาก: fifa.com

ในวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ก่อนถึงวันสากลเพื่อต่อต้านวาจาสร้างความเกลียดชัง (International Day for Countering Hate Speech) FIFA ได้จับมือกับ TikTok และเมืองแอตแลนตา (City of Atlanta) จัดเวทีเสวนาในชื่อ "Stop Hate, Protect Football – What Actually Works Against Hate Speech?" ที่ศูนย์แห่งชาติเพื่อสิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชน (National Center for Civil and Human Rights) โดยจัดขึ้นในคืนก่อนแมตช์ระหว่างเช็กเกียกับแอฟริกาใต้ที่สนาม Atlanta Stadium งานนี้ตั้งใจก้าวข้ามการรณรงค์สร้างความตระหนักแบบเดิม ไปสู่การหาทางออกที่เป็นรูปธรรมต่อการเลือกปฏิบัติ การเหยียดเชื้อชาติ และการคุกคาม ทั้งในและนอกสนาม

เวทีนี้รวมมุมมองจากวงการกีฬา การกำกับดูแล และเทคโนโลยี นำโดย จอร์จ เวอาห์ (George Weah) คณะกรรมการเสียงนักเตะของ FIFA (FIFA Players' Voice Panel) และเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ ร่วมด้วย เมอร์ซี อาคิเด (Mercy Akide) อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติไนจีเรีย, แคนเดซ สแตนเชล (Candace Stanciel) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลกระทบของเมืองแอตแลนตา, เอริก เอเบนสไตน์ (Eric Ebenstein) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายสาธารณะของ TikTok Global และ เดวิด เกอร์สัน (David Gerson) ผู้ตัดสินและพี่เลี้ยงจากองค์กร Refs Need Love Too โดยมี ซิโมน สก็อตต์ (Simone Scott) นักข่าวสายกีฬาเป็นผู้ดำเนินรายการ

เวอาห์ ระบุว่าหากมองย้อนกลับไป แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ตัวเขาเองเคยเผชิญการเหยียดเชื้อชาติในยุคที่ปัญหารุนแรงที่สุด แต่จนถึงวันนี้ผู้คนก็ยังต้องมานั่งพูดเรื่องเดิม เขาย้ำว่าฟุตบอลไม่ใช่เพียงเกมแห่งโชคชะตา แต่เป็นเกมแห่งความสามัคคีและสันติภาพ และมีพลังพิเศษในการสร้างความเปลี่ยนแปลง พร้อมเตือนว่าหากปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ลุกลาม เกมลูกหนังที่สวยงามก็จะถูกทำลายลง ขณะที่อาคิเดสะท้อนว่าการได้ฟังเวทีครั้งนี้ทำให้เธอรู้สึกมีพลังและอยากลงมือทำมากขึ้น โดยเน้นว่าต้องดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมเหมือนเป็นชุมชนเดียวกัน

หัวใจสำคัญของงานคือการเปิดตัวเลขของบริการปกป้องสื่อสังคมออนไลน์ของ FIFA (FIFA Social Media Protection Service: SMPS) ซึ่งเป็นระบบที่ตรวจจับและสกัดการคุกคามทางออนไลน์แบบเรียลไทม์เพื่อปกป้องนักเตะ ทีม และเจ้าหน้าที่ นับตั้งแต่ก่อตั้ง ระบบนี้ได้ตรวจสอบความเห็นและโพสต์ไปแล้วกว่า 250 ล้านรายการ และพบเนื้อหาที่เป็นภัยกว่า 30 ล้านรายการ เฉพาะในฟุตบอลโลก 2026 ตั้งแต่วันเปิดสนามเมื่อ 11 มิถุนายน ระบบได้ตรวจสอบไปแล้ว 3.8 ล้านรายการ และลบเนื้อหาที่ถูกระบุว่าเป็นภัยออกไป 388,000 รายการ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าทั้งทัวร์นาเมนต์ปี 2022 ที่ลบไปเพียง 287,000 รายการ เมื่อเทียบกันแล้วสะท้อนทั้งปริมาณการคุกคามที่เพิ่มขึ้นและความเข้มข้นในการตรวจจับของ FIFA

เวทีเสวนาที่แอตแลนตายังเชื่อมโยงกับกรอบงานที่ใหญ่กว่าอย่างจุดยืนต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติระดับโลก (Global Stand Against Racism) ซึ่งมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่านการศึกษาระดับรากหญ้า การมีส่วนร่วมของแฟนบอล และชุดเครื่องมือสำหรับสมาคมฟุตบอลทั่วโลก โดยงานปิดท้ายด้วยพิธีให้คำมั่น ซึ่งผู้ร่วมเสวนาแต่ละคนให้สัญญาว่าจะลงมือทำในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำสารหลักว่าการขจัดวาจาสร้างความเกลียดชังต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกันอย่างต่อเนื่องจากทุกระดับของวงการฟุตบอล

เมื่อ "ความเป็นกลาง" ถูกตั้งคำถาม


ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย โอมาร์ อาร์ตัน (Omar Artan) ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองปฏิเสธไม่ให้เข้าสหรัฐฯ เนื่องจากโซมาเลียเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่อยู่ในรายชื่อแบนการเดินทางของรัฐบาลทรัมป์ | ภาพจาก: Al Jazeera

แม้ภาพลักษณ์ทางการของ FIFA จะมุ่งสร้างความเป็นหนึ่งเดียว แต่สื่อ Index on Censorship ตั้งข้อสังเกตว่า ความเป็นกลางก็อาจถูกตีความว่าเป็นวิธีปิดปากการถกเถียงบางเรื่องได้เช่นกัน เมื่อใดที่องค์กรตัดสินใจจำกัดการแสดงออกของนักกีฬา แฟนบอล หรือเมืองเจ้าภาพ ก็มักเกิดข้อกล่าวหาว่ากำลังเลือกข้างว่าอะไรพูดได้หรือพูดไม่ได้ในแวดวงกีฬา และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ คำถามดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่อิทธิพลของประเทศเจ้าภาพที่มีต่อสิทธิในการเข้าร่วมและการแสดงออก

กรณีที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย โอมาร์ อาร์ตัน (Omar Artan) ซึ่งได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ในทัวร์นาเมนต์นี้ และจะกลายเป็นผู้ตัดสินโซมาเลียคนแรกที่ได้ตัดสินฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่เขากลับถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองปฏิเสธไม่ให้เข้าสหรัฐฯ เนื่องจากโซมาเลียเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่อยู่ในรายชื่อแบนการเดินทางของรัฐบาลทรัมป์ เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจในระดับนานาชาติ และเมื่อกลับถึงกรุงโมกาดิชู อาร์ตันได้รับการต้อนรับราวกับฮีโร่ เขากล่าวต่อฝูงชนว่าโซมาเลียเป็นของทุกคน ไม่ว่ายามดีหรือยาก พร้อมขอให้เยาวชนอย่าสิ้นหวังกับประเทศของตน

กรณีนี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดของแต่ละประเทศกับหลักความเป็นสากลที่ควรเป็นแกนของงานระดับโลก เพราะแม้รัฐบาลจะมีสิทธิอธิปไตยในการควบคุมพรมแดน แต่นักวิจารณ์มองว่าการกีดกันบุคลากรที่ FIFA รับรองเองนั้นสวนทางกับเจตนารมณ์ของการมีส่วนร่วมที่องค์กรประกาศไว้

ปัญหาคล้ายกันเกิดขึ้นกับการเข้าร่วมของอิหร่าน ซึ่งอยู่ในภาวะสงครามกับสหรัฐ สมาคมฟุตบอลอิหร่าน รายงานว่ามีแฟนบอลที่ซื้อตั๋วชมการแข่งขันแล้วถูกเพิกถอนสิทธิเดินทางหรือเผชิญอุปสรรคในการเข้าประเทศเจ้าภาพ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์นี้ตั้งคำถามอย่างจริงจังต่ออิทธิพลของปัจจัยนอกเหนือกีฬาและการเมืองที่มีต่อการจัดงานฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในทัวร์นาเมนต์ที่ถูกนำเสนอว่าเป็นการเฉลิมฉลองระดับโลก ความเป็นไปได้ที่ปัจจัยทางการเมืองและการทูตจะเข้ามาแทรกแซงการเข้าชมของแฟนบอล ได้จุดความกังวลเรื่องการเลือกปฏิบัติทางอ้อมขึ้นอีกครั้ง เพราะดูเหมือนว่าเสียงของแฟนบอลบางกลุ่มจะถูกให้คุณค่ามากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง

อีกประเด็นที่เปราะบางไม่แพ้กันคือการบริหารงานระดับโลกที่มีชาติเข้าร่วมซึ่งมีทัศนคติทางสังคมต่างกันสุดขั้ว ซีแอตเทิลซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองเจ้าภาพและจะจัดการแข่งขัน 6 นัด ได้กำหนดให้แมตช์ระหว่างอียิปต์กับอิหร่านเป็น "แมตช์ Pride" เนื่องจากตรงกับเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ นายกเทศมนตรี เคต วิลสัน (Kate Wilson) เขียนบน Instagram ในทำนองว่าด้วยแมตช์ที่ตรงกับวัน Juneteenth และ Pride เมืองได้แสดงให้โลกเห็นว่าทุกคนได้รับการต้อนรับ ทว่าอียิปต์และอิหร่านกลับไม่ประทับใจ เพราะในอิหร่านการรักร่วมเพศถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายและบางครั้งมีโทษถึงประหารชีวิต ส่วนในอียิปต์แม้ไม่ห้ามอย่างชัดแจ้ง แต่ก็มีการจับกุมและดำเนินคดีภายใต้กฎหมายศีลธรรมอยู่บ่อยครั้ง สมาคมฟุตบอลอียิปต์ จึงยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการ โดยปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อการจัดกิจกรรมที่สนับสนุนการรักร่วมเพศ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่าการสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล

เมื่อเผชิญเสียงวิจารณ์เหล่านี้ อินฟานติโนเลือกที่จะสลัดมันทิ้ง เขาเรียกร้องให้แฟนบอลใจเย็นและผ่อนคลายต่อปัญหาที่บางคนต้องเจอ พร้อมยืนยันว่าตนควรได้รับเครดิตที่ทำให้อิหร่านได้เข้าร่วมการแข่งขันด้วยซ้ำ ทั้งที่สหรัฐฯ อยู่ในภาวะสงครามกับประเทศนี้ ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเขาเพียงต้องการไม่ให้ปัญหาภายนอกมาครอบงำเรื่องราวของฟุตบอลโลก แต่ฝ่ายวิจารณ์เห็นว่าท่าทีเช่นนี้คือการมองข้ามปัญหาที่ชอบธรรมเกี่ยวกับสิทธิ การมีส่วนร่วม และความโปร่งใส

นอกจากนี้ องค์กรเสรีภาพสื่อยังเตือนว่าการเข้าถึงข้อมูลและการรายงานประเด็นอ่อนไหวโดยปราศจากข้อจำกัด คือองค์ประกอบพื้นฐานของความโปร่งใส และเมื่อบางประเด็นสร้างความอึดอัดให้รัฐบาลหรือผู้จัด ความเสี่ยงที่จะเกิดแรงกดดันทางอ้อมต่อการทำงานของสื่อก็ตามมา แม้กระแสวิจารณ์จะดุเดือด แต่ตั๋วชมการแข่งขันก็ถูกขายไปแล้วกว่า 6 ล้านใบ และคาดว่าทัวร์นาเมนต์จะสร้างรายได้ให้ FIFA สูงถึง 11.5 พันล้านดอลลาร์

เส้นบาง ๆ ระหว่างความเกลียดชังกับการแสดงออกที่ชอบธรรม


ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) ดาวรุ่งของบาร์เซโลนา ที่โบกธงรัฐปาเลสไตน์ขณะฉลองแชมป์ลาลีกาเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 | ภาพจาก: Middle East Eye

ท่ามกลางข้อพิพาทเหล่านี้ คำถามที่ยากที่สุดคือ จะขีดเส้นแบ่งระหว่าง "วาจาสร้างความเกลียดชัง" (hate speech) กับการแสดงออกที่ชอบธรรมไว้ตรงไหน แม้เสรีภาพในการแสดงออกจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 10 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Convention on Human Rights: ECHR) แต่สิทธิดังกล่าวไม่ใช่สิทธิสมบูรณ์ (absolute right) และรัฐสามารถจำกัดได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากเป็นมาตรการที่จำเป็นในสังคมประชาธิปไตยเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือสิทธิของผู้อื่น 

โดยมีความเข้าใจร่วมกันว่าวาจาสร้างความเกลียดชังคือเส้นที่ไม่ควรถูกก้าวข้าม ทว่าปัญหาคือ วาจาสร้างความเกลียดชังยังไม่มีนิยามสากลที่เป็นเอกฉันท์ จึงเกิด "พื้นที่สีเทา" ที่ถกเถียงกันได้เสมอว่าคำพูดหรือท่าทางใดควรได้รับการคุ้มครองในฐานะเสรีภาพในการแสดงออก และสิ่งใดควรถูกจำกัด คำนิยามหนึ่งที่มักถูกใช้อ้างอิงคือของคณะกรรมาธิการยุโรปต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและความไม่ยอมรับ (European Commission against Racism and Intolerance: ECRI) ซึ่งนิยามว่า "วาจาสร้างความเกลียดชังครอบคลุมการสนับสนุน ส่งเสริม หรือยุยงให้เกิดการดูหมิ่น เหยียดหยาม ความเกลียดชัง การคุกคาม การดูถูก การสร้างภาพเหมารวมเชิงลบ หรือการตีตราบุคคลหรือกลุ่มบุคคล บนพื้นฐานของเชื้อชาติ สีผิว เชื้อสาย ชาติพันธุ์ ศาสนาหรือความเชื่อ อายุ ความพิการ ภาษา เพศ เพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศ และสถานะหรือคุณลักษณะส่วนบุคคลอื่น ๆ"

คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (Court of Arbitration for Sport: CAS) และศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Court of Human Rights: ECtHR) ช่วยชี้ทางในการหาสมดุล คดีนำในวงการฟุตบอลคือ Šimunić v. Croatia ที่ ECtHR ตัดสินเมื่อปี 2019 โดย โยซิป ชิมูนิช (Josip Šimunić) อดีตนักเตะทีมชาติโครเอเชีย ถูกลงโทษจากการใช้คำทักทายของขบวนการอุสตาเช (Ustaše) ซึ่งเป็นขบวนการนิยมระบอบฟาสซิสต์ ศาลตัดสินว่าคำร้องของเขารับไว้พิจารณาไม่ได้ โดยเห็นว่าทางการโครเอเชียได้สร้างสมดุลที่เป็นธรรมระหว่างสิทธิในการพูดของเขากับประโยชน์ของสังคมในการส่งเสริมความอดทนอดกลั้น ศาลยังชี้ว่าในฐานะนักฟุตบอลชื่อดังและต้นแบบของแฟนบอล เขาควรตระหนักถึงผลกระทบด้านลบของการตะโกนยั่วยุต่อพฤติกรรมของผู้ชม

พฤติกรรมเหยียดหยามและเลือกปฏิบัติพบได้บ่อยในหมู่แฟนบอลมากกว่านักเตะอาชีพ กรณี วินิซิอุส จูเนียร์ (Vinícius Júnior) นักเตะ Real Madrid ที่ตกเป็นเหยื่อการตะโกนเหยียดเชื้อชาติระหว่างเกมที่ Valencia เมื่อ 21 พฤษภาคม 2023 จบลงด้วยการที่ 3 คนถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่ออาชญากรรมต่อความสมบูรณ์ทางศีลธรรม โดยมีเหตุเพิ่มโทษจากแรงจูงใจเหยียดเชื้อชาติ ถูกจำคุก 8 เดือนและห้ามเข้าชมการแข่งขัน 2 ปี อีกคดีหนึ่งเกี่ยวกับการเหยียดเพศ เกิดขึ้นในเกม UEFA Champions League ระหว่าง Real Madrid กับ Manchester City ที่สนาม Bernabéu เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2025 เมื่อแฟน Real Madrid ร้องเพลงเหยียดเพศใส่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา (Pep Guardiola) ผู้จัดการทีม Manchester City กรณีนี้ UEFA ลงโทษ Real Madrid ด้วยค่าปรับ 30,000 ยูโรและปิดสนามบางส่วน 1 นัด ก่อนที่ CAS จะยืนยันบทลงโทษนี้เมื่อ 14 เมษายน 2026 โดยจัดให้เป็นวาจาสร้างความเกลียดชังที่เหยียดเพศและตีตรากลุ่มบุคคล

แต่เส้นแบ่งจะคลุมเครือทันทีเมื่อการแสดงออกนั้นเกี่ยวพันกับประเด็นสาธารณะ กรณีของ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal) ดาวรุ่งของ Barcelona ที่โบกธงรัฐปาเลสไตน์ขณะฉลองแชมป์ลาลีกาเมื่อ 11 พฤษภาคม 2026 คือตัวอย่างชัดเจน ผู้นำและรัฐมนตรีของอิสราเอลระบุว่าพฤติกรรมนี้เป็นวาจาสร้างความเกลียดชังและเรียกร้องให้ลงโทษเขา ขณะที่ เปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) นายกรัฐมนตรีสเปน กลับออกมาปกป้อง โดยเขียนใน X ในทำนองว่าผู้ที่มองว่าการโบกธงของรัฐคือการยุยงความเกลียดชังนั้น ไม่เสียสติก็ถูกบดบังด้วยความน่าอับอายของตนเอง พร้อมยืนยันว่ายามาลเพียงแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับปาเลสไตน์เช่นเดียวกับชาวสเปนหลายล้านคน

กรณียามาลสามารถนำไปเทียบกับคดี Jibril Rajoub v. FIFA ที่ ญิบรีล ราจูบ (Jibril Rajoub) ประธานสมาคมฟุตบอลปาเลสไตน์ ถูกปรับ 20,000 ฟรังก์สวิสและถูกห้ามเข้าชมการแข่งขัน 12 เดือน จากการยุยงให้เกิดการประท้วง โดยเรียกร้องให้ทีมชาติอาร์เจนตินาคว่ำบาตรแมตช์กระชับมิตรกับอิสราเอล และพุ่งเป้าไปที่ ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) โดยเรียกร้องให้ทุกคนเผาเสื้อและรูปของเขา CAS เห็นว่าคำพูดดังกล่าวเข้าข่ายยุยงความเกลียดชัง เพราะเป็นการเรียกร้องให้ลงมือกระทำการรุนแรงโดยพุ่งเป้าไปที่บุคคลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งโดยเฉพาะ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คดี Baldassi and Others v. France ที่ ECtHR เคยตัดสินว่าการคว่ำบาตรสินค้าจากอิสราเอลเป็นวิธีแสดงการประท้วงที่ได้รับการคุ้มครองโดยหลักการตามมาตรา 10 ECHR ก็ชี้ให้เห็นว่าการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวด้วยวิธีสันติอาจชอบธรรมได้เช่นกัน

นักกฎหมายชี้ว่า หากเกิดสถานการณ์แบบยามาลขึ้นระหว่างฟุตบอลโลก 2026 จะต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งตัวผู้ส่งสารว่าเป็นนักเตะชื่อดังในฐานะต้นแบบหรือเป็นแฟนบอลนิรนาม เนื้อหาและรูปแบบของสารว่าเป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวหรือเนื้อหาทางการเมืองและศาสนา สถานที่และเวลาที่เกิดขึ้นว่าอยู่ในหรือนอกสนาม รวมถึงลักษณะและความรุนแรงของบทลงโทษว่าเป็นการพักการแข่งขันหรือเพียงค่าปรับ ในการชั่งน้ำหนักเหล่านี้ องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลย่อมมีขอบเขตการใช้ดุลพินิจในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับที่ ฮันซี ฟลิค (Hansi Flick) โค้ชชาวเยอรมันของ Barcelona เคยให้ความเห็นต่อการกระทำของยามาลว่า ปกติเขาไม่ชอบเรื่องแบบนี้ แต่เมื่อได้พูดคุยกันแล้วก็ยอมรับว่ามันเป็นการตัดสินใจของยามาลเอง เพราะเขาโตพอแล้ว

เส้นแบ่งจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการแสดงออกทางการเมืองหรือไม่ แต่อยู่ที่ลักษณะของการแสดงออกนั้นเอง วาจาที่ปลุกความเกลียดชังหรืออาจนำไปสู่ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ขัดกับจิตวิญญาณของฟุตบอลและถูกกันออกจากสนามเสมอมา ขณะที่การแสดงออกอย่างสันติ โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับการถกเถียงในประเด็นสาธารณะ ยังมีพื้นที่ให้ยืนอยู่ได้ภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาของ FIFA ตลอดหลายทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมา FIFA และ UEFA ประคองผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ไว้ได้พอสมควร และเวลานี้บททดสอบเดียวกันกำลังดำเนินอยู่อีกครั้งบนเวทีที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของเสรีภาพในการพูด
 

ที่มา:
FIFA holds landmark gathering on the eve of International Day for Countering Hate Speech (FIFA, 17 June 2026) 
2026 World Cup: Between freedom of expression and the beautiful game (Guilherme Osinski, Index on Censorship, 12 June 2026) 
Freedom of Speech at the FIFA World Cup 2026 (Daniel Rietiker, Verfassungsblog, 11 June 2026) 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง