ทางการอินโดนีเซียเพิ่งจะมีการแก้กฎหมายให้กองทัพสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งในส่วนการเมืองของพลเรือนเพิ่มขึ้นได้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์โต้ตอบและเกิดการประท้วงด้วยความกลัวจะเกิดรัฐราชการที่ทหารเข้ามาก้าวก่ายชีวิตประชาชน อีกทั้งยังขัดกับเจตนารมย์ประชาธิปไตยหลังยุคซูฮาร์โต ที่ต้องการปฏิรูปทำให้กองทัพเป็นมืออาชีพ แยกทหารออกจากการเมืองด้วย

ที่มาภาพ: NARA & DVIDS Public Domain Archive
รัฐบาลอินโดนีเซียได้อนุมัติการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยกองทัพแห่งชาติ UU TNI ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา การแก้ไขกฎหมายนี้เรียกเสียงต่อต้านจากเหล่าองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการ เนื่องจากมองว่ากฎหมายนี้ได้ขยายบทบาทของทหารให้ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของประเทศได้มากขึ้น
เดิมทีแล้ว อินโดนีเซียอนุญาตให้ทหารรับตำแหน่งทางการเมืองและส่วนราชการของพลเรือนได้ 10 ตำแหน่ง ซึ่งต้องเป็นตำแหน่งที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง แต่การแก้กฎหมายดังกล่าวนี้จะขยายให้ทหารสามารถรับตำแหน่งส่วนของพลเรือนได้เป็น 14 ตำแหน่ง และมีการขยายขอบเขตของปฏิบัติการทางการทหารที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามด้วย โดยขยายไปถึง การต่อต้านการก่อการร้าย, การจัดการภัยพิบัติ, ความมั่งคงทางทะเล และ ความมั่นคงไซเบอร์
การแก้ไขกฎหมายใหม่นี้ คือการแก้ไขมาตรา 47 ที่เดิมทีอนุญาตให้ทหารเข้าไปมีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องการทหารเท่านั้น อย่างเช่น กระทรวงกลาโหม หรือ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ แต่กฎหมายฉบับแก้ไขใหม่จะทำให้ทหารสามารถเข้าไปนั่งในหน่วยงานอื่นๆ อีก 5 หน่วยงานได้ คือ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ สำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ สำนักงานความมั่นคงทางทะเล และสำนักงานบริหารจัดการชายแดน ได้ด้วย
มีข้อสังเกตว่า กองทัพอินโดนีเซียได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการรัฐในภาคพลเรือนเพิ่มมากขึ้นด้วย เช่น การแจกอาหารกลางวันฟรีในโรงเรียน และการเตรียม "โครงการพัฒนาพื้นที่" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประธานาธิบดี ปราโบโว สุเบียนโต มีความต้องการให้แนวทางทหารนิยมเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน หลังจากที่มีการผ่านร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวในสภา กองทัพอินโดนีเซียก็ได้ทำข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยอูดายานา ให้ต้องฝึกอบรมนักศึกษาในหลักสูตรการป้องกันประเทศ และในบางแห่งก็มีทหารเข้าไปแทรกแซงการประท้วงของนักศึกษาที่ต่อต้านการแก้ไขร่างกฎหมายนี้
การรักษาประชาธิปไตย และความหวาดหวั่นว่ากฎหมายจะเอื้อทหารแทรกแซงชีวิตประชาชน
ในช่วงระหว่างวันที่ 20-29 มีนาคม ที่ผ่านมาหลังมีการผ่านร่างแก้กฎหมายฉบับนี้ ก็มีการประท้วงใหญ่ในอย่างน้อย 72 เมือง ของอินโดนีเซีย เรื่องนี้อาจจะมองได้ว่าชาวอินโดนีเซียจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยของประเทศ
จากการสำรวจในปี 2567 โดยศูนย์วิจัยพิวระบุว่า ชาวอินโดนีเซียร้อยละ 85 ต้องการรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย และในการสำรวจค่านิยมโลก World Value Survey ระหว่างปี 2554-2561 ก็เป็นไปในทางเดียวกัน และการสำรวจเอเซียบารอมิเตอร์ก็ระบุว่าชาวอินโดนีเซียยังเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบรัฐบาลที่ดีที่สุดร้อยละ 85.8
เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียด้วย ในเรื่องที่อินโดนีเซียเคยมีประวัติการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างยากลำบากที่ชื่อขบวนการ "รีฟอร์มาซี" (reformasi) ซึ่งในยุคนั้นเป็นการต่อสู้เพื่อโค่นล้มระบอบเผด็จการซูฮาร์โตและมรดกของระบอบนี้ที่มีมายาวนาน 32 ปี
มีมุมมองว่ากฎหมายใหม่นี้จะเป็นการทำให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงชีวิตประจำวันของประชาชนได้ และจะกลายเป็นการทำลายความพยายามให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยจากสมัยรีฟอร์มาซี ทำให้ชาวอินโดนีเซียต้องแสดงการต่อต้านและกดดันอย่างหนักด้วยตนเองเนื่องจากไม่มีพรรคฝ่ายค้านช่วยในเรื่องนี้
หรือจะเป็นเรื่องอื่นนอกเหนือจากประชาธิปไตย?
อย่างไรก็ตามกระแสต่อต้านกฎหมายนี้อาจจะมาจากปัจจัยอื่นนอกเหนือจากประเด็นประชาธิปไตยด้วย จากการสำรวจในเดือน มกราคม 2568 โดย อินดิเคเตอร์ โปลิติก อินโดนีเซีย ระบุว่ามีชาวอินโดนีเซียร้อยละ 75.8 ยังคงพึงพอใจประชาธิปไตยของอินโดนีเซีย และยังคงมีคนจำนวนมากที่สนับสนุนสุเบียนโต รวมถึงมีมุมมองอีกด้านหนึ่งที่ว่าการแก้กฎหมายของสุเบียนโตนั้นอาจจะนำมาซึ่งการพัฒนาที่รวดเร็วยิ่งขึ้นแต่ต้องแลกกับอำนาจพลเรือนที่ลดลง และเสี่ยงต่อการทำให้ประชาธิปไตยถดถอย
อีกทั้งยังมีการสำรวจที่มองว่ากระแสต่อต้านกฎหมายนี้เป็นความกลัวเรื่องที่ว่าอาจจะทำให้เกิดอำนาจทับซ้อนในระบบราชการ มากกว่าจะเป็นความกังวลเกี่ยวกับประชาธิปไตย เรื่องนี้มีสะท้อนอยู่ในการสำรวจเมื่อเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา โดย Kompas ที่ผลออกมาว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 46.8 เท่านั้นที่เชื่อว่าการให้ทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของพลเรือนจะเป็นการขัดขวางประชาธิปไตย
ทั้งนี้ยังมีมุมมองจาก อาซิฟาห์ อัสตรินา นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย กัดจาห์ มาดา ของอินโดนีเซีย ที่มองว่า การแก้กฎหมายนี้ถ้ามองเผินๆ ในทางเทคนิคแล้ว อาจจะเป็นการกระทำที่จำเป็น เพื่อโต้ตอบปัญหาในด้านความมั่นคงที่มีเพิ่มมากขึ้น เช่นปัญหาภัยคุกคามไซเบอร์และปัญหาการก่อการร้าย แต่ก็เสี่ยงที่จะเป็นการทำลายเป้าหมายการต่อต้านเผด็จการซูฮาร์โตมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้านี้ คือความพยายามทำให้ทหารมีความเป็นกลางทางการเมืองและต้องรับผิดรับชอบตรวจสอบได้ภายใต้รัฐบาลพลเรือน
อัสตรินา มองว่า ถึงแม้ว่ากองทัพอินโดนีเซียจะมีบทบาทอย่างไม่เป็นทางการ หรือ บทบาทเฉพาะกิจในบางด้าน แต่การแก้กฎหมายใหม่นี้จะเป็นการขยายอิทธิพลของกองทัพ โดยอาศัยกฎหมายให้ความชอบธรรมแก่กองทัพในการปกครองระบบราชการของพลเรือนอินโดนีเซีย ซึ่งอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้มองเห็นได้โดยตรงแต่เกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว
ทำลายวิสัยทัศน์ยุคก่อนหน้า ที่ต้องการแยกแยะกองทัพออกจากสถาบันการเมืองพลเรือน
อินโดนีเซียถูกมองว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศที่เคยมีการปฏิรูปมาก่อนเมื่อปี 2541 ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการโค่นล้มซูฮาร์โตแล้ว ยังทำให้เกิดการผลักดันให้มีการปฏิรูปกองทัพด้วย
วิสัยทัศน์ของอินโดนีเซียสมัยหลังโค่นระบอบซูฮาร์โตนั้น มีความต้องการปฏิรูปกองทัพให้กลายเป็น "กองทัพมืออาชีพ" แบบเดียวกับกระแสโลกในตอนนั้น ซึ่งคำว่ากองทัพมืออาชีพนี้เป็นคำที่มาจากนักรัฐศาสตร์ชื่อ ซามูเอล ฮันติงตัน มีความหมายว่ากองทัพที่ดี เป็นมืออาชีพจะต้องยึดหลัก 3 ประการ คือ ความเชี่ยวชาญด้านการสู้รบและยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ, กองทัพต้องเป็นสถาบันที่แยกออกจากสถาบันของพลเรือนอย่างชัดเจน และ การที่กองทัพต้องมีสำนึกรับผิดชอบอยู่ภายใต้คำสั่งของผู้นำพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
โคลิน โรบินสัน นักวิชาการยุคปัจจุบันยืนยันแนวคิดของฮันติงตัน โดยเล็งเห็นว่า ประเทศประชาธิปไตยใหม่โดยเฉพาะในแอฟริกาและในเอเชียนั้น เส้นแบ่งสถาบันทางการเมืองของทหารกับของพลเรือนมักจะพร่าเลือน เป็นเหตุให้เกิดการทำลายเสถียรภาพของประชาธิปไตยในระยะยาวได้
อัสตรินา มองว่า การแก้กฎหมายกฎหมายกองทัพอินโดนีเซียปี 2568 นั้น สร้างปัญหาให้กับหลักการ "กองทัพมืออาชีพ" ทั้ง 3 ประการ
ประการแรก กฎหมายใหม่จะทำให้กองทัพมีหน้าที่รับผิดชอบเพิ่มขึ้นจากเดิมในภาคส่วนที่พวกเขาไม่มีความสามารถ แทนที่จะเน้นการประสานงานกันที่ดีขึ้นระหว่างองค์กร จะกลายเป็นการบั่นทอนสมรรถภาพของกองทัพ และลดประสิทธิภาพของรัฐบาล
ประการที่สอง คือ การที่กฎหมายอนุญาตให้สถาบันกองทัพเข้าไปก้าวก่ายกับสถาบันการเมืองของพลเรือน ทำให้มีอำนาจไม่ว่าจะในเชิงปกครองหรือในเชิงที่ปรึกษาต่อสถาบันการเมืองของพลเรือน ซึ่งจะกลายเป็นการลดประสิทธิภาพและการประสานงานกันลงไปด้วย อีกทั้งยังบั่นทอนความพร้อมในการรบ ความสามัคคีร่วมใจกัน และ บั่นทอนวินัยภายในของกองทัพเอง
ประการที่สาม คือ เป็นการทำลายหลักการที่ว่ากองทัพต้องมีสำนึกรับผิดชอบเป็นฝ่ายรับคำสั่งจากรัฐบาลพลเรือน ทำให้กองทัพไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองประเทศแบบที่เป็นกลางทางการเมือง แต่กลายเป็นภาคส่วนที่เข้าไปร่วมเล่นการเมืองและแข่งชันทางการเมืองด้วย และเมื่อถลำเข้าไปเช่นนี้แล้วก็ยากที่จะออกมา ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดเรื่องการตรวจสอบและความรับผิดรับชอบ
คำถามเรื่องความโปร่งใสในการออกกฎหมายนี้
การประท้วงร่างกฎหมายกองทัพเกิดขึ้นในหลายเมืองของอินโดนีเซีย รวมถึงเมืองใหญ่ๆ อย่างจาการ์ตา และสุราบายา ด้วย นอกจากเรื่องความกลัวว่ากองทัพจะเข้ามาปกครองควบกิจการของพลเรือนไปด้วยแล้ว ยังมีนักกิจกรรมที่แสดงความไม่พอใจว่าการแก้ไขกฎหมายนี้มีที่มาไม่โปร่งใสด้วย
ดีมาส บากัส อาร์ยา ผู้ประสานงานขององค์กรเอ็นจีโอ Kontras หรือ คณะกรรมการเพื่อบุคคลสูญหายและเหยื่อความรุนแรง ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่กฎหมายใหม่นี้ผ่านร่างอย่างรวดเร็ว
อาร์ยากล่าวว่า "การหารือกันในสภานั้นกระทำอย่างรวดเร็วมาก เป็นไปอย่างรีบเร่ง และเหมือนจะมีลับลมคมใน มีแม้กระทั่งกระบวนการมอบหมายที่ทำในวันศุกร์, เสาร์, อาทิตย์ ที่กระทำในที่ปิดลับส่วนตัว ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของสาธารณะก็ตาม"
"สภาพการณ์ที่มีการอนุมัติกฎหมายนั้น มีความบกพร่องในเชิงกระบวนการ เพราะมันไม่ได้มีส่วนร่วมจากประชาชน และไม่ได้ดำเนินไปตามกระบวนการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร" อาร์ยากล่าว
ทางด้านรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของอินโดนีเซีย สยาฟรี สยัมโซดิน ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ากระบวนการผ่านร่างกฎหมายเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส โดยกล่าวอ้างว่าพวกเขาไม่ได้มีแนวทางแบบอำนาจนิยมแบบ "ยุคระเบียบใหม่" ของซูฮาร์โตอีกแล้ว แต่เป็นการแก้กฎหมายเพื่อ "มุ่งรักษาพัฒนาการยกระดับความเข้มแข็งของกองทัพอินโดนีเซียไปพร้อมๆ กับการเคารพในระบอบประชาธิปไตยและหลักการพลเรือนเป็นใหญ่"
อย่างไรก็ตามสุเบียนโต เป็นคนที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลเผด็จการสมัยซูฮาร์โตมาก่อน เขาพยายามทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดูอ่อนลงในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2567 และสัญญาว่าจะเดินรอยตามประธานาธิบดีก่อนหน้านี้คือ โจโค วิโดโด
แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หลังการเลือกตั้งจบลงแล้ว สุเบียนโต ดูจะแสดงความไม่ชอบใจและไม่ไว้ใจต่อฝ่ายค้านสายประชาธิปไตย มีการกล่าวโต้ตอบและกล่าวหากลุ่มผู้ประท้วงหลายกลุ่ม เช่น กล่าวโน้มน้าวกลุ่มนักศึกษาไม่ให้ประท้วง ด้วยการกล่าวหาคนที่ประท้วงว่าเป็น "พวกไม่อยากให้อินโดนีเซียประสบความสำเร็จ"
มีการโต้ตอบการประท้วงกฎหมายครั้งล่าสุดด้วย โดยมีที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมออกวิดีโอกล่าวหาผู้ประท้วงว่าเป็นพวกผิดกฎหมายและกล่าวหาว่าเป็นพวกอนาธิปไตย ซึ่งเป็นลักษณะวาทกรรมที่มักจะเอาไว้ใช้ชักจูงไม่ให้ผู้คนเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นการท้าทายการกระทำที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของรัฐบาล
อาร์ยา ยังได้กล่าวในทำนองเดียวกับนักวิชาการว่า มีความกลัวเรื่องที่กฎหมายใหม่จะทำให้กองทัพอินโดนีเซียไม่มีความเป็นมืออาชีพ
"หน้าที่หลักของทหารคือการรักษาอธิปไตยและป้องกันประเทศ การที่ทหารต้องไปทำหน้าที่อื่นๆ เพิ่ม นอกจากหน้าที่หลัก ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากองทัพของพวกเราไม่มีความเป็นมืออาชีพ หมายความว่าความเป็นมืออาชีพนั้นวัดกันที่ว่ากองทัพอินโดนีเซียมีความสามารถในการทำหน้าที่หลักได้หรือไม่" อาร์ยากล่าว
เรียบเรียงจาก
Indonesian democracy takes another hit, East Asia Forum, 22-04-2025
Indonesia’s Quiet Militarization Under President Prabowo Subianto, The Diplomat, 07-04-2025
Indonesia's military role grows, raising concerns, DW, 26-03-2025
