ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้อดีตนายกฯ 'ยิ่งลักษณ์' จ่าย 10,028 ล้านบาท รับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าวตามคำสั่งของกระทรวงการคลัง แค่เฉพาะส่วนระบายข้าวแบบจีทูจี เหตุประมาทเลินล่อทำให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ในโครงการรับจำนำข้าว
22 พ.ค. 2568 เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ ข่าวสด PPTV และ The Reporters รายงานวันนี้ (22 พ.ค.) เวลา 13.30 น. ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ศาลปกครองสูงสุดโดยไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด และตุลาการเจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะ อ่านคำพิพากษาคดีที่ กระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่สั่งเพิกถอน คำสั่งกระทรวงการคลังที่ 135/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการ เป็นเงิน 35,717 ล้านบาท
เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุดเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยมีนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง
นรวิชญ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับยิ่งลักษณ์ และยังไม่อยากก้าวล่วง หวังว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะเป็นคุณ เนื่องจากในศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคุณมาแล้ว หวังว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะเป็นคุณเช่นกัน และที่ผ่านมามีการแก้ต่างคำอุทธรณ์ของหน่วยงานภาครัฐไปแล้ว
ต่อมา เมื่อเวลา 14.40 น. ศาลปกครองสูงสุดมีคำตัดสินให้ยิ่งลักษณ์ ชดใช้นโยบายจำนำข้าว จำนวน 10,028 ล้านบาท เหตุประมาทเลินล่อจนทำให้เกิดความเสียหาย
เพจเฟซบุ๊ก The Reporters รายงานว่า ตุลาการศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์ว่าการรับจำนำข้าว 4 โครงการ เป็นหนึ่งในโครงการที่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น อนุมัติตามนโยบายต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บังคับใช้ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียวที่จะสามารถยกเลิกยับยั้งมติของคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ด้วยเหตุนี้ผู้ฟ้องที่ 1 (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) จึงไม่มีส่วนรับผิดชอบเพราะถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย เพื่อให้บรรลุผลตามนโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นการกระทำตามการปกครอง ไม่ใช่การกระทำทางการเมือง ศาลจึงไม่อาจรับฟังคำสั่งที่ 1351/2559 ของกระทรวงการคลังได้ โดยเห็นว่าเป็นไปตามระเบียบการทุกประการ แต่เป็นการทุจริตระดับผู้ปฏิบัติ จึงมองว่าไม่ถึงขนาดเป็นการจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่เกิดจากการทุจริตให้แก่กระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ตาม ส่วนเรื่องการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) เห็นว่าเมื่อรับทราบปัญหาจากการรับจำนำข้าวเปลือก แต่นายกรัฐมนตรีละเว้นและเพิกเฉย ไม่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือป้องกันปัญหา ทั้งที่ ย่อมเล็งเห็นได้ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นชัดเจนแล้ว แต่ปล่อยให้เกิดการทุจริตในทุกขั้นตอน ระบายข้าวไม่ทันจนข้าวเสื่อมคุณภาพ โดยไม่คำนึงถึงรายงานของ สตง. และ ป.ป.ช.
ซึ่งมีพฤติการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้เจ้าหน้าที่และเอกชนที่เกี่ยวข้องมีโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ในโครงการรับจำนำข้าว และส่งผลต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ รวมถึงงบประมาณแผ่นดิน ศาลจึงให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อกระทรวงการคลัง ในโครงการระบายข้าวแบบจีทูจี เนื่องจากขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งมีค่าเสียหายจำนวน 20,057,723,761.66 บาท โดยให้รับผิดชอบในอัตราร้อยละ 50 ของการระบายข้าว หรือคิดเป็นเงิน 10,028,861,880.83 บาท ตามคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม เฉพาะส่วนที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทดแทน
นอกจากนี้ ศาลยังให้เพิกถอนคำสั่งประกาศ และการดำเนินการใดๆ กรมบังคับคดี อธิบดีฯ และเจ้าพนักงาน ที่มีคำสั่งประกาศหรือการดำเนินการใดๆ ในการยึดอายัดทรัพย์สินของ ยิ่งลักษณ์ เพื่อขายทอดตลอด และให้ปลัดกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง ดำเนินการสั่งเกี่ยวกับการขอกันส่วนทรัพย์สินของอนุสรณ์ อมรฉัตร อดีตสามี จำนวน 37 ราย ที่ถูกยึดเพื่อนำมาขายทอดตลาดตามสิทธิ์ พร้อมทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อกันส่วนของอนุสรณ์ ในฐานะเจ้าของร่วม เพื่อแจ้งต่อเจ้าตัวภายใน 60 นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สำหรับคดีนโยบายจำนำข้าว แยกเป็น 2 คดี โดยแบ่งเป็น คดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) โดยศาลตัดสินจำคุกหลายคน เช่น บุญทรง เตริยาภิมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จำคุก 42 ปี ภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ จำคุก 36 ปี และ อภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ 'เสี่ยเปี๋ยง' อดีตนักธุรกิจวงการค้าข้าว จำคุก 48 ปี และก็ยังมีจำเลยอื่นๆ ที่เป็นข้าราชการระดับสูง โดยมีโทษลดหลั่นกันลงมา
ปัจจุบัน หลายคนได้รับการลดโทษ และพักโทษแล้ว และศาลยังมีการให้ภูมิ สาระผล และบริษัทสยามอินดิก้า ชดใช้เงินมูลค่า 16,000 กว่าล้านบาทในกรณีนี้
จากคดีข้างต้น ทำให้เมื่อ 27 ก.ย. 2560 รัฐบาลนำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฟ้องร้อง ยิ่งลักษณ์ ในคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตการจำนำข้าว โดยศาลมีคำพิพากษาลับหลัง หรือจำเลยไม่ได้มาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง จำคุก 5 ปี เนื่องจากยิ่งลักษณ์ได้เดินทางลี้ภัยทางการเมืองออกนอกประเทศจนถึงปัจจุบัน
ระหว่างนั้น เมื่อปี 2559 กระทรวงการคลังเรียกร้องให้ยิ่งลักษณ์ ชดใช้สินไหมทดแทนคดีจำนำข้าว จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท แต่ยิ่งลักษณ์ และอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ได้ไปฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคลัง กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องที่ 1-9) กรณีที่ร่วมกันมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลปกครองกลางในขณะนั้นเห็นว่ากระทรวงการคลังยอมรับว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ายิ่งลักษณ์ เป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง และขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดก็ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
รายละเอียด คำวินิจฉัย ศาลปกครองกลาง เพิกถอนคำสั่ง
ศาลปกครองชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ซึ่งเรียกร้องให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ผู้ฟ้องคดีที่ 1) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 35,717,273,028.23 บาท เพิกถอนคำสั่ง ประกาศ และการดำเนินการใดๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 (กรมบังคับคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 อธิบดีกรมบังคับคดี ที่ 8 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 6 ที่ 9) ในการยึด อายัดทรัพย์สินเพื่อดำเนินการขายทอดตลาดที่สืบเนื่องจากคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว และเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ตามหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 ส.ค. 2562 ที่ยกคำร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวมของผู้ฟ้องคดีที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ศาลปกครองชั้นต้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เห็นว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคนในมูลละเมิดกรณีโครงการรับจำนำข้าว ย่อมเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ที่จะต้องดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องอีกหลายคนต้องชดใช้ เพื่อที่จะให้เจ้าหน้าที่อื่นที่มีส่วนต้องรับผิดในมูลละเมิดเดียวกันกับผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดตามสัดส่วนเฉพาะในส่วนของตน แล้วจึงนำจำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ต้องรับผิดมากำหนดสัดส่วนความรับผิดของแต่ละคน มิใช่พิจารณาเพียงเสนอความเห็นว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้เดียวเป็นผู้กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการ อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏในคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ลงวันที่ 5 มิ.ย. 2563 ซึ่งกล่าวโดยสรุปว่า
"...แต่โดยที่ไม่มีหลักฐานแน่ชัดในชั้นการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้สั่งการทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกระทำละเมิด... โดยถือว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชามีส่วนเกี่ยวข้องใน 2 ขั้นตอน คือ การเสนอโครงการและการเบิกจ่ายเงิน เสมือนเป็นทั้งผู้อนุมัติโครงการและผู้อนุมัติเบิกจ่ายเงิน จึงมีสัดส่วนความรับผิดในแต่ละขั้นตอน ร้อยละ 10 เมื่อรวม 2 ขั้นตอนแล้ว คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง จึงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ควรมีสัดส่วนความรับผิดเท่ากับ ร้อยละ 20 ของมูลค่าความเสียหาย จำนวน 178,586,365,141 บาท ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องรับผิดจำนวน 35,717,273,028.23 บาท..."
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ยอมรับว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดในการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้สั่งการทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงในการกระทำละเมิด การกำหนดสัดส่วนให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดจึงมิได้เป็นไปตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 ประกอบกับข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 ข้อ 11 และข้อ 17 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และไม่เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.2/ว 66 ลงวันที่ 25 กันยายน 2550
นอกจากนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในแผนการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าวแล้ว ให้มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี และส่วนราชการ ที่จะต้องดำเนินการจัดทำภารกิจให้เป็นไปตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ร่วมกันจัดให้มีการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐที่ส่วนราชการดำเนินการอยู่เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีสำหรับเป็นแนวทางในการพิจารณาว่า ภารกิจใดสมควรจะได้ดำเนินการต่อไปหรือยกเลิกและเพื่อประโยชน์ในการจัดตั้งงบประมาณของส่วนราชการในปีต่อไป โดยในการประเมินความคุ้มค่า ให้คำนึงถึงประเภทและสภาพของแต่ละภารกิจ ความเป็นไปได้ของภารกิจหรือโครงการที่ดำเนินการ ประโยชน์ที่รัฐและประชาชนจะพึงได้และรายจ่ายที่ต้องเสียไปก่อนและหลังที่ส่วนราชการดำเนินการด้วย คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวไม่มีอำนาจหน้าที่ในการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติตามโครงการรับจำนำข้าว และไม่อาจพิจารณาเพียงจากผลกำไรขาดทุนทางบัญชี จากการซื้อและขายข้าวตามข้อมูลของคณะอนุกรรมการฯ โดยต้องคิดคำนวณการหักค่าข้าวเสื่อมคุณภาพ ข้าวคงเหลือในคลังสินค้า การระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลที่ยังคงเหลืออยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างรอการระบายข้าวอยู่เป็นจำนวนมากให้ได้ข้อยุติก่อน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะในส่วนการกระทำของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย คิดเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท จึงไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ประกอบกับการดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวมีการดำเนินการในรูปแบบของกรรมการซึ่งจะต้องอาศัยมติที่ประชุมเสียงข้างมาก แม้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จะอยู่ในฐานะประธาน แต่ก็มิอาจมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ ยับยั้ง อนุมัติ เห็นชอบ หรือดำเนินการใด ๆ เพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของตนได้ ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ได้นำการตั้งกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ยื่นญัตติต่อคณะรัฐสภา เรื่อง ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวเกี่ยวกับการที่เกษตรกรถูกโกงความชื้น และระหว่างดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ว่า การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ มีการทุจริตเกิดขึ้น มาประกอบการให้เหตุผลในคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้เงินค่าเสียหาย นั้น การตั้งกระทู้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี การลงมติไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการควบคุมและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่เป็นการคานอำนาจของฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติอันเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ตอบกระทู้ สรุปความได้ว่า...ได้มีการอนุมัติให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งหมด 10 จังหวัด และในโครงการนี้ที่ผ่านมา ดีเอสไอ (DSI) ก็รับเรื่องของโครงการทุจริตที่จังหวัดกาญจนบุรีไปเป็นคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว...
กรณีนี้จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการ ที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงที่ 9 จึงไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อดำเนินการขายทอดตลาด และไม่มีอำนาจที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่าตนมีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อดำเนินการขายทอดตลาด โดยมีมูลเหตุมาจากคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ภายหลังกระทรวงการคลังอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองชั้นต้น และนำมาสู้การตัดสินคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดวันนี้ (22 พ.ค.)
เปิดความเห็น ตุลาการเสียงส่วนน้อย 5 คน
เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ เปิดความเห็นตุลาการเสียงส่วนน้อย จากคณะตุลาการทั้งหมด 56 คนที่มีมติในคดีโครงการรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าต้องรับผิดชอบหรือไม่ โดยในจำนวนนี้มีความเห็นต่าง 4 คนมองว่าควรพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง คือ การเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในคดีจำนำข้าว เนื่องจากเห็นว่ายิ่งลักษณ์ ได้ส่งหนังสือของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ตรวจสอบพบว่าโครงการรับจำนำข้าวมีปัญหาทุจริต ส่งให้ รมว.พาณิชย์ ในขณะนั้น ไปดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้ว ดังนั้น ยิ่งลักษณ์ จึงไม่สมควรที่จะต้องเป็นผู้รับผิดในโครงการดังกล่าว
ขณะที่ตุลาการอีก 1 เสียง เห็นว่ายิ่งลักษณ์ ควรรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ควรรับผิดชอบในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหาย หลังจากหักความผิด หรือความบกพร่องของหน่วยงานรัฐ หรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ออกจากระบบระบายข้าว
