'ศาลปกครอง' แถลงชี้แจง คำตัดสินคดี 'ยิ่งลักษณ์' ร้องถอนคำสั่ง ก.คลัง ชดใช้จำนำข้าว จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท
- ศาลปกครอง ระบุการพิจารณาคดี และคำพิพากษามีตั้งแต่ 12 ก.ย. 2566 โดยองค์คณะซึ่งมี 5 คนลงชื่อครบ แต่ภายหลังมีคำสั่งเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ และมีการจัดทำคำพิพากษาตามมติส่วนใหญ่ที่ประชุมฯ ทำให้ 2 ตุลาการที่พ้นตำแหน่งไปก่อน ไม่มีสิทธิลงนามคำพิพากษา โดยมีการบันทึกเหตุความจำเป็นแล้ว
- ชี้แจงข้อกฎหมายศาลฯ ไม่มีอำนาจ 'สั่ง' อดีตนายกฯ ชดใช้ความเสียหายโครงการจำนำข้าว แต่เป็นการเพิกถอนคำสั่งบางส่วนของ ก.คลัง โดยยกเลิกส่วนที่ต้องจ่าย 2.5 หมื่นล้าน (ทั้งหมด 3.5 หมื่นล้าน) และจะเหลือราว 1 หมื่นล้าน เนื่องจากเห็นว่ายังมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบกรณีผู้ใต้บังคับบัญชาทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี เหตุประมาทเลินล่อทำให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์
สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อ 22 พ.ค. 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี ยังต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโครงการรับจำนำข้าว ในส่วนการระบายข้าวแบบจีทูจี จำนวน 10,080 ล้านบาท
26 พ.ค. 2568 เฟซบุ๊ก สำนักงานศาลปกครอง รายงานวันนี้ (28 พ.ค.) สำนักงานศาลปกครอง ชี้แจงข้อกฎหมายในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีหมายเลขแดงที่ ยิ่งลักษณ์ และอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีของยิ่งลักษณ์ เป็นโจทก์ฟ้องนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 9 คน ผู้ถูกฟ้องคดี โดยคดีในส่วนของยิ่งลักษณ์ มีมูลเหตุมาจากกรณีที่มีคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท อันเป็นคำสั่งทางปกครองที่ให้ชำระเงิน ซึ่งหากไม่ชำระ กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินตามคำสั่งได้ โดยไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาล
ทั้งนี้ ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่ใช้บังคับอยู่เดิม และมาตรา 63/7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่แก้ไขใหม่ เมื่อเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว
สำนักงานศาลปกครอง แบ่งคำชี้แจงออกเป็น 2 ประเด็นใหญ่ ประกอบด้วย
ศาลไม่ได้สั่งให้ชดใช้ แต่เป็นการเพิกถอนคำสั่งบางส่วน
เนื่องด้วยคดีในส่วนนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลปกครองมีอำนาจเพียงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน อย่างไรก็ตาม ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาให้คู่กรณีฝ่ายผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คำสั่งพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายบางส่วน จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งพิพาทเฉพาะส่วน ที่ให้ยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวน 10,028,861,880.83 บาท โดยศาลปกครองสูงสุดไม่ได้มีคำพิพากษา และออกคำบังคับให้ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 9 แต่อย่างใด
ตุลาการ 2 คนไม่ได้เซ็นชื่อคำพิพากษา 'ยิ่งลักษณ์'
สำนักงานศาลปกครอง ระบุว่า สำหรับคดีความที่ยิ่งลักษณ์ และสามี ฟ้องคำสั่งกระทรวงการคลัง ชดใช้จำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านบาท ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลปกครองสูงสุดนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2566 โดยตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่นั่งพิจารณาได้ลงลายมือชื่อในร่างคำพิพากษาครบทั้ง 5 คนเรียบร้อยแล้ว
แต่ว่าภายหลัง ประธานศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้นำคดีเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งในการประชุมใหญ่นั้นจะประกอบด้วยตุลาการศาลปกครองสูงสุดทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น ตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่พ้นจากราชการไปแล้วจึงไม่อาจเข้าร่วมประชุมใหญ่ได้ ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่จะเป็นไปตามเสียงข้างมากของที่ประชุม
ต่อมา เมื่อมีการจัดทำคำพิพากษาตามมติของที่ประชุมใหญ่แล้ว ตุลาการในองค์คณะ 2 คนที่พ้นจากราชการไปแล้วจึงไม่อาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาได้ ซึ่งประธานศาลปกครองสูงสุดได้มีบันทึกกรณีตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีเหตุจำเป็นไม่อาจลงลายมือชื่อได้ไว้ในคำพิพากษาแล้ว
การดำเนินกระบวนพิจารณาและจัดทำคำพิพากษาดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 68 และมาตรา 69 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ส่วนการทำความเห็นแย้งนั้น ตุลาการศาลปกครองสูงสุดทุกคนในที่ประชุมใหญ่มีสิทธิทำความเห็นแย้งได้ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยปรากฏความเห็นแย้งและรายชื่อของตุลาการที่มีความเห็นแย้งอยู่ในคำพิพากษาแล้ว
