พรุ่งนี้ (28 พ.ค. 2568) เวลา 9.00 น. "ธงชัย วินิจจะกูล" นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ พร้อมด้วยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อศาลอาญารัชดา ขอให้ศาลยุติการใส่กุญแจข้อเท้า "อานนท์ นำภา" และผู้ต้องขังรายอื่น เวลาที่ถูกนำตัวมาขึ้นศาล การใส่ชุดนักโทษและใส่กุญแจโซ่ล่ามระหว่างการพิจารณาคดีถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผิดหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ ธงชัยเคยกล่าวถึงประเด็นนี้ในการปฐกถา "กระบวนการยุติธรรมในวันที่เธอไม่อยู่" ในงานครบรอบ 1 ปี การเสียชีวิตของ "บุ้ง เนติพร" ระบุ การล่ามโซ่สองขาและกุญแจข้อเท้าได้กลายเป็นแนวปฏิบัติอย่างเป็นปกติของไทย ทั้งที่มีกฎหมายห้ามไว้ นอกจากนี้อานนท์เป็นบุคคลที่นานาชาติให้ความเชื่อถืออย่างมาก การที่เขาถูกใส่พันธนาการทุกครั้งที่ขึ้นศาล อาจไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมไทย
27 พ.ค. 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรายงาน พรุ่งนี้ (28 พ.ค. 2568) เวลา 9.00 น. ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ พร้อมตัวแทนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจะเดินทางไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติการใส่กุญแจข้อเท้า "อานนท์ นำภา" ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องขังในคดี ม.112 เนื่องจากเวลาที่อานนท์ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปขึ้นศาล เขามักจะอยู่ในชุดนักโทษและถูกใส่กุญแจข้อเท้าทั้งในศาลและระหว่างการสืบพยานในห้องพิจารณาคดี
การใส่ชุดนักโทษและการใส่กุญแจและโซ่ล่ามระหว่างการพิจารณาคดีถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผิดหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และอาจเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งถือเป็นความผิดตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
ธงชัย, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงเตรียมยื่นหนังสือต่อศาลขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ทบทวนการใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ให้สอดคล้องกับข้อห้ามตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 21 ซึ่งมีใจความว่า “ห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง” สำนักงานศาลยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้สิทธิดังกล่าวนี้ได้รับการคุ้มครองอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและหลักการด้านสิทธิมนุษยชน
การใส่กุญแจข้อเท้าหรือโซ่ตรวนควรเป็น “ข้อยกเว้น” เท่าที่จำเป็น เช่น กรณีนักโทษอุกฉกรรจ์ หรือสงสัยหรือมีประวัติพยายามหลบหนีเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ธงชัยเคยพูดถึงประเด็นการใส่กุญแจข้อเท้าอานนท์และผู้ต้องขังคนอื่นในการปฐกถา "กระบวนการยุติธรรมในวันที่เธอไม่อยู่" ครบรอบ 1 ปี การเสียชีวิตของ "บุ้ง เนติพร" วันที่เธอหายไป Remembering Her, Remember Us' โดยธงชัยให้เหตุผลถึงการยื่นคำร้องครั้งนี้ว่า
“กฎหมายราชทัณฑ์ปัจจุบัน บัญญัติห้ามใช้เครื่องพันธนาการต่อผู้ต้องขัง เว้นแต่เพียงบางกรณีที่จำเป็น เช่น เกรงผู้ต้องขังจะหลบหนี แต่ทว่าทุกวันนี้การล่ามโซ่สองขาและกุญแจเท้าได้กลายเป็นแนวปฏิบัติอย่างเป็นปกติ สำหรับแทบทุกกรณีเมื่อออกจากเรือนจำ มิใช่กรณียกเว้นอีกต่อไป
น่าจะถึงเวลาแล้วที่การใส่เครื่องพันธนาการควรจะเป็นเพียงข้อยกเว้นตามเจตจำนงค์ของกฎหมาย ไม่ใช่แนวปฏิบัติตามปกติ จนต้องมาร้องเรียนให้ปลดพันธนาการเป็นกรณียกเว้น
อานนท์ นำภาเป็นบุคคลที่สังคมนานาชาติให้ความน่าเชื่อถืออย่างมาก การที่เขาถูกใส่พันธนาการทุกครั้งที่เขามาออกศาล ย่อมเป็นที่รับรู้จับจ้องมองเห็นจากสายตาจำนวนมากทั่วทั้งโลก จึงไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยแต่อย่างใด
จึงขอให้ศาลทำการไต่สวนเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมนายอานนท์ นำภาว่ามีเหตุผลอย่างไรจึงจำเป็นต้องใส่เครื่องพันธนาการกับเขาในกรณีนี้”
