จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2568 บริเวณ ‘ช่องบก’ จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย อาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ไทย–กัมพูชาเกิดข้อพิพาทกันอีกครั้ง นับตั้งแต่ พ.ศ. 2502 กัมพูชาได้ยื่นฟ้องศาลโลกกรณีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร ถัดมา พ.ศ. 2554 กัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลโลกขอให้ตีความคำพิพากษาที่ได้ตัดสินไป ผ่านมาจนกระทั่งปลายปีที่ผ่านมา มีกระแส ‘เสียเกาะกูด’ เนื่องจากมีการรื้อฟื้น MOU 44 ที่ได้เคยทำกันไว้ ประกบคู่ไปกับกระแส ‘เคลมโบเดีย’ ในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นประเด็น ‘เคลมวัฒนธรรม’ คำถามสำคัญก็คือ อะไรที่ทำให้ไทย–กัมพูชามีข้อพิพาทกันแทบจะตลอดเวลา และจากข้อพิพาทล่าสุด กระแสในโลกออนไลน์จำนวนมากยืนยันหนักแน่น “เราจะไม่ยอมเสียดินแดน” ทำไมประชาชนทั้งสองชาติต่างยึดมั่นกับคำ ‘เสียดินแดน’ ประวัติศาสตร์ไทยก่อร่างสร้างเรื่องดินแดนไว้อย่างไร มองประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร และสิ่งเหล่านี้ทิ้งอะไรไว้ในปัจจุบัน
เมื่อไร – ทำไมเราถึงต้องขีดเส้นแบ่งเขตแดน ?
การขีดเส้นแบ่งเขตแดนที่ชัดเจนเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสู่การเป็นรัฐสมัยใหม่ รัฐสมัยใหม่คือ รัฐที่มีขอบเขตดินแดนอำนาจชัดเจน มีระบบราชการ ศูนย์กลางอำนาจ เมืองหลวงที่แน่นอน นิธิ เอียวศรีวงศ์ อุปมารัฐก่อนสมัยใหม่หรือรัฐจารีตว่าเสมือน ‘แสงเทียน’ กล่าวคือพระราชอำนาจของกษัตริย์เข้มแข็งเมื่ออาณาบริเวณนั้นอยู่ใกล้พระองค์ แต่เมื่ออาณาบริเวณห่างไกลออกไป เปลวเทียนหรือพระราชอำนาจก็ลดน้อยหรือเบาบางลงไปตามลำดับ และอาจทับซ้อนกับเทียนอีกดวงหนึ่งก็ได้ซึ่งบริเวณพื้นที่นั้นจะไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นเจ้าของ
ในหนังสือ ‘กำเนิดสยามจากแผนที่' ธงชัย วินิจจะกูล อธิบายถึงพื้นที่ทับซ้อนนั้นว่าเป็นสิ่งปกติในรัฐจารีต และบริเวณพื้นที่ทับซ้อนมักยอมรับอำนาจจากกษัตริย์หลายองค์ แต่การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ไม่ยอมรับการมีพื้นที่ทับซ้อน รัฐสมัยใหม่มองว่าอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนรัฐต่างๆ ต้องแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน และไม่มีการทับซ้อน
การจัดทำแผนที่สยามครั้งแรกเกิดขึ้นภายใต้การเข้ามาของประเทศเจ้าอาณานิคมอย่าง อังกฤษและฝรั่งเศส ในทศวรรษ 2400 อังกฤษได้รุกรานดินแดนทางตอนใต้ของสยาม ขณะที่ฝรั่งเศสรุกเข้ามาทางไซง่อน ข้าราชการฝรั่งเศสที่อินโดจีนประกาศว่าจะทำให้จักรวรรดิฝรั่งเศสเป็นจริงขึ้นมา และจักรวรรดินี้ต้องแผ่ขยายจากกวางตุ้งและยูนนานไปจนถึงกรุงเทพฯ นอกจากนั้นฝรั่งเศสยังนำเอาแนวคิดแบบตะวันตกในการอ้างสิทธิ์เข้าครอบครองดินแดนโดยใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภายใต้บริบทเช่นนี้สยามมองว่าการมีเส้นแบ่งเขตแดนที่ชัดเจนเป็นวิธีป้องกันจากชาติอาณานิคม ในปี พ.ศ. 2423 จึงว่าจ้าง ‘เจมส์ แมคคาร์ที’ นักสำรวจจากอินเดียให้ทำแผนที่บริเวณชายแดน แผนที่ฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2430 สยามมีอาณาเขตตั้งแต่สิบสองปันนาลงใต้ไปตามเทือกเขาอันนัมที่เขมร
ข้อพิพาทดินแดนสยาม–ฝรั่งเศส บริเวณกัมพูชา ในยุคอาณานิคม
จากหนังสือประมวลสนธิสัญญาระหว่างสยามกับประเทศเพื่อนบ้าน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อธิบายว่า เดิมทีกัมพูชา หรือเขมรส่วนนอกต้องถวายบรรณาการให้สยามทุกๆ ปี และเวียดนาม 3 ปีต่อ 1 ครั้ง กัมพูชาจึงเป็น ‘เมืองขึ้นสองฝั่งฟ้า’ หรือสองฝ่ายฟ้า ธงชัย วินิจจะกูลได้กล่าวถึงความหมายของคำนี้ในหนังสือ ‘กำเนิดสยามจากแผนที่’ ว่าเป็นคำคุณศัพท์ในภาษาไทยและลาวบ่งบอกถึงจำนวนบรรณาการที่ส่งให้พระเจ้าแผ่นดิน ตามคำนิยามรัฐก่อนสมัยใหม่กัมพูชาจึงถือเป็นบริเวณพื้นที่ทับซ้อนระหว่างอำนาจอธิปไตยของสยามและเวียดนาม
หนังสือประมวสนธิสัญญาฯ ยังระบุอีกว่า เมื่อฝรั่งเศสครอบครองเวียดนามใต้ (โคชินจีน) ในปี พ.ศ.2405 จึงขยายอิทธิพลเข้ามาในกัมพูชา ด้วยสถานการณ์เช่นนี้กษัตริย์กัมพูชายินยอมทำสัญญาเป็น ‘รัฐอารักขา’ ของฝรั่งเศส ทำให้กัมพูชาหลุดจากการเป็นประเทศราชของสยาม แต่ภายหลังการทำสนธิสัญญาดังกล่าว 3 เดือนสยามได้ทำสนธิสัญญากับกัมพูชา สนธิสัญญาระบุว่า กัมพูชายังคงสถานะความเป็น ‘ประเทศราช’ ของสยามยอมรับความเป็นใหญ่จากสยามในแง่ผลประโยชน์การค้ารวมถึงข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ซึ่งจะถูกส่งไป ควบคู่กับการเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส สำหรับฝรั่งเศสสัญญานี้คือ ‘สัญญาลับ’ ที่ยอมรับไม่ได้ ถัดมา 4 ปี ในปี พ.ศ. 2410 ฝรั่งเศสจึงทำสัญญากับสยามเกี่ยวกับสถานภาพของราชอาณาจักรกัมพูชา สนธิสัญญานี้ระบุให้สยามต้องปักปันเขตแดนบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ไล่ลงมาตามแม่น้ำโขง แล้ววกตามเข้ามาตามเทือกเขาพนมดงรัก ไล่ลงไปถึงชายทะเลที่จังหวัดตราดและเกาะกง อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันการปักปันอาณาเขตก็ยังไม่แล้วเสร็จ ภายใต้สนธิสัญญาฉบับนี้ระบุว่าสยามยังคงมีสิทธิ์เหนือดินแดนเขมรใน ได้แก่ พระตะบอง และเสียมราฐ
การทำสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทดินแดนระหว่างสยาม–ฝรั่งเศสยุติลง วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เมื่อฝรั่งเศสนำเรือปืน 2 ลำเข้ามายังกรุงเทพฯ และยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลสยามให้เพิกถอนสิทธิเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และเกาะต่างๆ ของลาวไปจนถึงพรมแดนเขมร รวมทั้งและเรียกร้องให้ไทยจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย ในตอนแรกรัฐบาลไทยไม่ยอมรับการเพิกถอนสิทธิเหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ฝรั่งเศสจึงยึดครองท่าเรือจันทบุรี วิกฤตการณ์นี้นำไปสู่สนธิสัญญากรุงสยาม–กรุงฝรั่งเศส วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุให้สยามสละสิทธิในดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และต้องไม่มีทหารสยามในเมืองพระตะบอง และเสียมราฐ โดยฝรั่งเศสจะยึดจันทบุรีไว้เป็นประกันจนกว่าสยามจะปฏิบัติครบ การปักปันอาณาเขตตามสนธิสัญญานี้ ได้ตัดรัฐลาวที่หลวงพระบาง เวียงจันทร์ เขมรตอนเหนือ ส่วนใหญ่ของสิบสองปันนา และสิบสองจุไท ออกจากแผนที่สยามที่แมคคาร์ทีได้วาดไว้ หลังจากนั้น 9 ปีได้มีการเซ็นสนธิสัญญา ค.ศ. 1902 และ ค.ศ. 1909 (พ.ศ.2445 และ พ.ศ. 2452) ซึ่งทำให้เขตแดนของสยามชัดเจนขึ้น ถึงแม้ก่อนหน้านั้นฝรั่งเศสได้มีจัดทำแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ตามบริเวณที่ปักปันกันใหม่ตามสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 ซึ่งระบุว่าสยามได้ยกพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ซึ่งเป็นเขมรตอนใน เพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย (จังหวัดเลย) และเมืองตราด โดยมีการจัดทำหลักเขตแดน 73 หลักขึ้นมาในปี ค.ศ. 1909
วิกฤต ร.ศ. 112 - ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม – อาณานิคมอำพราง
งานประชุมสัมมนา เนื่องในโอกาสเกษียณอายุ อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ธงชัยได้บรรยายตอนหนึ่งว่าวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ส่งผลต่อแม่บทของประวัติศาสตร์ไทย จากประวัติศาสตร์การเมืองแบบพงศาวดารเรื่องของพระองค์ต่างๆ กลายเป็นเรื่องของสยามที่ถูกต่างชาติคุกคาม แต่มีวีรบุรุษแห่งชาติช่วยกอบกู้เอกราช หรือรักษาเอกราชไว้ได้เสมอ
งานทางประวัติศาสตร์ที่เกิดหลังจากวิกฤต ร.ศ. 112 คือ แสดงบรรยายพงศาวดารสยาม และพระราชนิพนธ์คำนำและคำอธิบายพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ธงชัยอธิบายเพิ่มเติมถึงโครงเรื่องประวัติศาสตร์ของพระราชนิพนธ์คำนำและคำอธิบายพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ในหนังสือ ‘ออกนอกขนบประวัติศาสตร์ไทย’ ว่า ‘ชาติ’ กำเนิดเป็นราชอาณาจักรด้วยการต่อสู้อำนาจจากผู้อื่น แต่ต้องเจอกับภัยคุกคามจากต่างชาติ บางครั้งเสียหายรุนแรงถึงขั้นเสียเอกราช ทว่าก็สามารถกอบกู้เอกราชและรักษาความเป็นชาติไว้ได้ งานทั้งสองชิ้นเป็นผลงานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งธงชัยสรุปว่าวิกฤต ร.ศ. 112 ได้ให้กำเนิดความรู้ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม และยังคงครอบงำอุดมการณ์ประวัติศาสตร์ของไทย
ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมถือเอา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นแก่นในการอธิบายประวัติศาสตร์ สำหรับวิกฤต ร.ศ. 112 ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมให้ภาพฝรั่งเศสเป็นหมาป่าที่รังแกลูกแกะซึ่งก็คือสยาม และมักมองข้ามการที่สยามเป็นหมาป่าตัวเล็ก และฝรั่งเศสเป็นหมาป่าตัวใหญ่ แย่งกันครอบครองกัมพูชา ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมมองว่าการผนวกดินแดนเช่นนี้เป็นการรักษาเอกราชของสยาม แต่วิธีการที่สยามใช้ในการผนวกดินแดนคล้ายกับวิธีการที่เจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษใช้ปกครองอินเดียและเนเธอร์แลนด์ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก (อินโดนีเซีย) กล่าวคือ สยามเข้าไปควบคุมหัวเมืองเหล่านั้น ส่งกองทัพและคนของตนเข้าไป ซึ่งระยะแรกจะให้ความร่วมมือกับเจ้าท้องถิ่น อนุโลมให้ใช้ระบบเดิมของตน และจากนั้นค่อยดึงอำนาจเข้ามาที่ศูนย์กลาง การที่สยามได้รับอิทธิพลจากเจ้าอาณานิคมแต่กลับไม่มองว่าตนไม่เคยเสียเอกราชจึงถูกเรียกว่า ‘อาณานิคมอำพราง’ ธงชัย กล่าวในงานสัมมนา
ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมในช่วงเวลาที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์เสื่อมถอย
ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเริ่มเป็นรูปเป็นร่างช่วงต้นรัชกาลที่ 6 เป็นเวลาเดียวกับที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกท้าทาย แต่ประวัติศาสตร์แบบราชาตินิยมไม่ถูกท้าทาย
“ความทรงจำร่วมของสังคมที่มีต่อพระปิยมหาราชซึ่งเป็นเสาเข็มเสาหลักของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมไม่ถูกท้าทาย” ธงชัยกล่าวพร้อมทั้งระบุว่า ในทางกลับกันกลุ่มผู้ต่อต้านรับเอารัชกาลที่ 5 มาเป็นบรรทัดฐานผู้นำในประวัติศาสตร์จนผู้นำพระองค์ถัดมาไม่สามารถเทียบได้
ธงชัยยังกล่าวว่า ภายหลังการอภิวัฒน์สยามในปี พ.ศ.2475 ประวัติศาสตร์ชาตินิยมช่วงนั้นไม่ได้ท้าทายประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมอย่างถึงราก เพียงแต่พยายามเสนอให้ ‘ชาติ’ เป็นจุดหมายของประวัติศาสตร์ซึ่งกษัตริย์ในอดีตเชิดชูรับใช้ แต่ไม่ได้สร้างแม่บทฉบับใหม่เพื่อผลักไสความคิดเรื่องการโดนคุกคามจากชาติตะวันตกและการรักษาเอกราชของสยามออกไป มากไปกว่านั้นการรักษาเอกราช การกอบกู้ชาติ ซึ่งเป็นแก่นของราชาชาตินิยมกลับได้รับการตกทอดมาอยู่ในมือผู้นำแห่งชาติ ภารกิจเหล่านั้นดำเนินผ่านการเรียกร้องดินแดนที่เสียไปในวิกฤต ร.ศ. 112 คืน
กระแสการเรียกร้องดินแดนที่เสียไปคืน
การเสียดินแดนได้กลายเป็นประเด็นแห่งชาติช่วงคริสตทศวรรษ 1930 ท่ามกลางกระแสฟาสซิสม์ของโลก จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ปลุกแนวคิดชาตินิยมเข้มข้นผ่านการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น ‘ไทย’ แนวคิดชาตินิยมถูกเผยแพร่ภายใต้แนวทางที่รัฐบาลกำหนด ในทางการเมืองรัฐบาลได้โฆษณาชวนเชื่อเรื่องความยิ่งใหญ่ของเชื้อชาติไทย และความเป็นพี่น้องระหว่างคนเผ่าไทในภาคพื้นอุษาคเนย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังผลักดันให้เกิดขบวนการเรียกร้องดินแดนคืน ในช่วงนี้เองหลวงวิจิตรวาทการได้ปาฐกถาเรื่องการเสียดินแดนไทยให้แก่ฝรั่งเศส ตอนหนึ่งว่า “ถ้าหากเราได้ดินแดนที่เสียไปนั้นคืนมา เรามีหวังจะเป็นมหาประเทศ”
ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องดินแดนคืนยังมีการตีพิมพ์ ‘แผนที่ประวัติอาณาเขตไทย’ ซึ่งเสนอว่า เส้นเขตแดนที่ชัดเจนก่อนการเสียดินแดนคืออาณาเขตของสยาม และค่อยๆ ลดขนาดลง ธงชัยตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ว่า “นักประวัติศาสตร์ใช้วิธีการอะไรมาบอกว่าอาณาเขตอันชอบธรรมของสยามก่อนช่วงศตวรรษที่ 19 มีอยู่แค่ไหน” ธงชัยมองว่าแผนที่นี้ทำให้ความเจ็บปวดถูกแปรเป็นรูปธรรม มองเห็นได้ วัดขนาดได้ ส่งต่อได้ง่าย และมองว่าแผนที่นี้ปฏิเสธว่าสยามถูกกำหนดเขตแดนโดยชาติตะวันตก เขตแดนที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ดำรงอยู่มาช้านานแล้ว คำนวณความสูญเสียมาเป็นตารางกิโลเมตรได้ ใน พ.ศ. 2483 แผนที่นี้ถูกแจกจ่ายไปตามโรงเรียนและสถานที่ราชการ
บุคคลสำคัญในการผลิตงานเชิงวัฒนธรรมชาตินิยมออกมาคือ ‘หลวงวิจิตรวาทการ’ ผู้เขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์จำนวนมาก โดยแก่นเรื่องของบทละคร หลวงวิจิตรฯ มักพูดถึงถิ่นกำเนิดของคนไทย การต่อสู้เพื่อเอกราช สงครามต่อต้านศัตรูต่างชาติ และการรวมชาติ โดยมีโครงเรื่องคือ ชาติที่รักสงบถูกคุกคามโดยศัตรูต่างชาติ ธงชัยได้ยกตัวอย่างละครประวัติศาสตร์ของหลวงวิจิตรฯ เรื่อง ‘พระนเรศวรประกาศอิสรภาพ’ หลังจากอยุธยาพ่ายแพ้แก่พม่า เพื่อเป็นการแก้แค้นจึงมองหาโอกาสที่จะฟื้นฟูอิสรภาพของประเทศและเรียกร้องดินแดนคืน “‘เราต้องกู้อิสรภาพของพวกเราพะยะค่ะ อิสรภาพคือชีวิตจิตต์ใจ ประเทศใดไร้อิสรภาพ พลเมืองของประเทศ นั้นก็เหมือนไม่ใช่มนุษย์พะยะค่ะ’ ในฉากสุดท้ายของเรื่อง ชาวไทยและมอญภายใต้การนำของสมเด็จพระนเรศวรกำลังข้ามแม่น้ำกลับมายังฝั่งไทยหลังบุกตีหงสาวดีโดยไม่มีใครเสียชีวิต ขณะที่กองทัพพม่าที่ไล่ตามมานั้น พระนเรศวรได้ยิงปืนข้ามแม่น้ำไปหนึ่งนัดส่งผลให้แม่ทัพพม่าเสียชีวิตทันที ธงชัยอธิบายว่า นอกเหนือจากโครงเรื่องของบทละคร ประวัติศาสตร์นิพนธ์ (การเขียนประวัติศาสตร์) และแผนที่ มีความคล้ายคลึงกันชัดเจน เรื่องราวมักมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างสยามกับศัตรูต่างชาติ ธงชัยมองว่าหลวงวิจิตรฯ ให้ภาพการปฏิรูปการปกครองระบอบเทศาภิบาลว่าคือความสำเร็จของบรรดาเจ้านายผู้บริหารประเทศ สำหรับเรื่องการเสียดินแดนในวิกฤต ร.ศ. 112 ทำให้รำลึกถึงความยากลำบาก การเสียสละ ความรักชาติ และความสามัคคี อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2484 จอมพล ป. ได้ส่งทหารไปยึดครองบางส่วนของกัมพูชาที่ฝรั่งเศสถือครอง ผลของการปะทะไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดชนะ แต่รัฐบาลจอมพล ป. ชิงประกาศว่า ‘ไทยชนะ’ ญี่ปุ่นเข้ามาช่วยในฐานะตัวกลางในการเจรจา ท้ายที่สุดประเทศไทยได้รับ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ มาครอบครอง แต่เป็นการครอบครองชั่วคราวจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ
ธงชัยกล่าวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาตินิยมหลัง 2475 ที่ไม่ได้สร้างแม่บทฉบับใหม่นี้ว่า การเผยแพร่ประวัติศาสตร์ชาตินิยมสู่สาธารณชน กลายเป็นความทรงจำในหมู่ประชาชนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ทรงสร้างแม่บทของประวัติศาสตร์แห่งชาติ แต่ฝ่ายตรงข้ามกับพระองค์กลับเป็นผู้ เผยแพร่ให้กว้างขวาง”
กัมพูชาในหน้าประวัติศาสตร์ไทย
บทที่ 5 ของหนังสือคนไทย/คนอื่น เรื่อง ‘ภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทย’ ธงชัยระบุว่า ไทยมักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางในการมองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม่บทของประวัติศาสตร์ไทยมีรากฐานอยู่ที่ความรับรู้ของเจ้าสยามที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านซึ่งถูกทำให้กลายเป็นสำนึกทางประวัติศาสตร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 วิกฤต ร.ศ. 112 ให้ภาพว่าสยามที่สงบสุขถูกต่างชาติคุกคาม แต่สามารถรักษาเอกราชรอดพ้นมาได้ด้วยปรีชาสามารถของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบันเมื่อไทยต้องปะทะสังสรรค์กับประเทศเพื่อนบ้าน ภาพพจน์นี้กลายเป็นสื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับความ ‘เป็นอื่น’ ของแบบเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันการที่ไทยมองตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำให้ไทยหรือราชสำนักสยามมองว่าตนเป็นอธิราชมาหลายศตวรรษ ส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นอธิราชคู่แข่ง หรือไม่ก็เป็นประเทศราชที่ด้อยกว่า
สำหรับกัมพูชา สำนวนภาษาไทยจำนวนมากสื่อถึงเพื่อนบ้านที่ด้อยกว่าและไม่น่าไว้วางใจ เช่น สำนวน ‘เขมรแปรพักต์’ และ ‘ขอมดำดิน’ ในสายนักประวัติศาสตร์ชาตินิยมสมัยใหม่มองว่ากษัตริย์กัมพูชา ไม่จงรักภักดีต่อกษัตริย์อยุธยา มักเปลี่ยนข้างมาโจมตีสยามเมื่อสยามมีปัญหา พงศาวดารอยุธยาบันทึกว่าหลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2112 กษัตริย์กัมพูชาได้ฉวยโอกาสปล้นสะดมเมืองชายแดนและเมืองขึ้นเล็กๆ ที่อยู่ติดกัมพูชา พงศาวดารยังบันทึกอีกว่าพระนเรศวรไม่พอใจการกระทำเช่นนี้ ทำให้ในปี พ.ศ. 2137 พระนเรศวยกทัพไปตีกรุงละแวกและจับกษัตริย์กัมพูชากลับมา พงศาวดารอยุธยาระบุว่ากษัตริย์กัมพูชาถูกลงโทษด้วยพิธีกรรมที่เรียกว่าปฐมกรรม หลังจากประหารได้นำเลือดของเขามาล้างเท้าของพระนเรศวร อย่างไรก็ดีเรื่องเล่าชุดนี้ไม่ปรากฏในพงศาวดารใดๆ แหล่งข้อมูลร่วมสมัยของกัมพูชาบอกว่ากษัตริย์กัมพูชาสามารถหลบหนีไปยังเมืองแถลงและเสียชีวิตที่นั้น ธงชัยกล่าวว่า “ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม เรื่องตอนนี้และสัญลักษณ์ของพิธีกรรมก็ดูจะจับจุดสำคัญของจิตนาการที่สมัยใหม่มีต่อกัมพูชาได้ชัดเจน”
บรรณานุกรม
- คริสเบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร. (2566). ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. (พิมพ์ครั้งที่ 15) มติชน.
- จารุวรรณ สุขุมาลพงษ์. วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112. สถาบันพระปกเกล้า. https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=วิกฤตการณ์_ร.ศ._112
- ชัยพงษ์ สำเนียง.ราชาชาตินิยมกับการเขียนประวัติศาสตร์ชาติไทย และประวัติศาสตร์กระแสอื่นในฐานะเชิงอรรถ. ประชาไท. https://prachatai.com/journal/2020/02/86456
- ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (2554). ประมวลสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง บันทึกความเข้าใจและแผนที่ ระหว่างสยามประเทศไทยกับประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน กัมพูชา-ลาว-พม่า-มาเลเซีย. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
- ธงชัย วินิจจะกูล. (2562). ออกนอกขนบประวัติศาสตร์ไทย. ฟ้าเดียวกัน.
- ธงชัย วินิจจะกูล. (2560). คนไทย/คนอื่น. ฟ้าเดียวกัน.
- ธงชัย วินิจจะกูล. (2556). กำเนิดสยามจากแผ่นที่.อ่าน.
- ธงชัย วินิจจะกูล. (2544). ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม จากยุคอาณานิคมอำพรางสู่ราชาชาตินิยมใหม่หรือลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน. ศิลปวัฒนธรรม, 23(1), 57-65.
- นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. รัฐสมัยใหม่. สถาบันพระปกเกล้า. https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=รัฐสมัยใหม่&action=history
- นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2550). คาบสมุทรไทย ในราชอาณาจักรสยาม. ประวัติศาสตร์ตัวตนของภาคใต้สมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์. นาคร.
