บทความ “ข้ามขั้วหรือไม่ : ความเห็นเพื่มเติมต่อกรณีพรรคประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคภูมิใจไทย ของ ธงชัย วินิจจะกูล เป็นข้อเขียนที่ธงชัยอธิบายว่า
“ใครจะหาว่าผม ‘แบกส้ม’ คงห้ามไม่ได้ เพราะพฤติกรรมชอบแปะป้ายโดยไม่ใช้สมองเป็นปกติของทุกสังคม (ยิ่งในสังคมยากจนปัญญาก็จะพบคนแบบนี้ในทุกสีของการเมือง รวมทั้งสีส้มด้วย) ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ผมจะต้องแบกส้มสวนทางมิตรสหายหลายคนที่ผิดหวังและกำลังโจมตีพรรคประชาชน แต่ผมละอายใจที่จะอยู่เงียบๆ ในยามที่ผู้มี integrity น่านับถือถูกเข้าใจผิด (ในความเห็นของผม)”
ข้อความนี้ตอกย้ำว่า สำหรับธงชัยแล้ว พรรคประชาชนคือ “ผู้มี integrity” เป็นผู้มีความสง่างามทางจริยธรรม ธงชัยทนไม่ได้ รับไม่ได้ ที่เห็นผู้มีความสง่างามทางจริยธรรมโดนด่า จึงต้องออกมาเขียนบทความอธิบายว่า การตัดสินใจของพรรคประชาชนนั้นดีงามเลิศเลอ กล้าหาญ ต่อให้การตัดสินใจครั้งนี้นำมาซึ่งความถดถอยของประชาธิปไตย มันก็เป็นเพียงแค่ “การตัดสินใจผิด” (ซึ่งปุถุชนที่ไหนๆ ก็ผิดพลาดกันได้) ด้วยเหตุดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่การขายวิญญาณใดๆ ทั้งสิ้น
ธงชัยบอกว่า
“การตัดสินใจของพรรคประชาชนน่าเคารพทั้งความคิด เหตุผล และกล้าหาญมาก ทั้งยังเป็นการตัดสินใจผ่านการปรึกษาสมาชิกพรรคเป็นจำนวนมาก ต่อให้ถูกพรรคภูมิใจไทยเบี้ยว ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าสองปีที่ผ่านมาภายใต้การตระบัดสัตย์ของพรรคเพื่อไทย การโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ และถอยมาเป็นฝ่ายค้านคือการต่อสู้กับรัฐพันลึกเท่าที่พรรคการเมืองในระบบจะทำได้ การโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ของพรรคประชาชนไม่เหมือนการข้ามขั้วของพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคประชาชนทำเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย แต่พรรคเพื่อไทยทำเพื่อผลประโยชน์ของเจ้าของพรรค มีดีลลับ ดังนั้นนี่ไม่ใช่การขายวิญญาณ นี่คือการกระทำการทางการเมืองที่เปี่ยมไปด้วยความสง่างามสูงส่ง (integrity)"
ถ้าจะใช้ตรรกะเดียวกับธงชัย ฉันก็พูดได้เหมือนกันว่า
“การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยน่าเคารพทั้งความคิด เหตุผล และกล้าหาญมาก ทั้งยังเป็นการตัดสินใจผ่านการทำโพลของพรรคสำรวจความเห็นของโหวตเตอร์มาแล้วอีกทั้งพรรคเพื่อไทยมีกระบวนการทำ social listening ที่พรรคทำมาโดยตลอด ต่อให้ถูกพรรคร่วมรัฐบาลหักหลังในภายหลัง ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าสิบปีที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลจากการรัฐประหาร ครั้งนี้เราเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ต้องฟังเสียงของประชาชน การโหวตข้ามขั้วตั้งรัฐบาล อย่างน้อยเราก็เป็นพรรคแกนนำและได้นายกฯ ที่มาจากพรรคของเรา นี่คือการต่อสู้กับรัฐพันลึกเท่าที่พรรคการเมืองในระบบจะทำได้ การข้ามขั้วครั้งนี้ไม่เหมือนการตั้งรัฐบาลครั้งผ่านมาที่ได้ชื่อว่าเป็นนั่งร้านเผด็จการ ตอนนี้พรรคที่เคยเป็นนั่งร้านเผด็จการต้องกลายมาเป็นนั่งร้านประชาธิปไตย เป็นนั่งร้านให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ต่อให้มันล้มเหลว รัฐบาลมีอันเป็นไปเพราะถูกเบี้ยว ถูกหักหลัง ถูกประหารจากตุลาการภิวัฒน์ อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยก็ได้รักษาระบบรัฐสภาและการเลือกตั้งให้ต่อเนื่องเอาไว้ได้ ดังนั้นนี่ไม่ใช่การขายวิญญาณ นี่คือการกระทำการทางการเมืองที่เปี่ยมไปด้วยความสง่างามสูงส่ง (integrity)"
เห็นไหมว่า ฉันสามารถเขียนทุกอย่างได้เหมือนธงชัยเป๊ะเลย เช่นนี้ ทำไมพรรคเพื่อไทยไม่มี integrity ในสายตาธงชัย?
ธงชัยบอกว่า พรรคเพื่อไทยไม่มี integrity เพราะทำเพื่อสนองผลประโยชน์เจ้าของพรรค ฉุดประชาธิปไตยถดถอย ส่วนพรรคประชาชนทำประชาธิปไตยถดถอย ไม่เป็นไร เพราะทำไปบนความบริสุทธิ์ใจ ความพยายามจะฝ่าภาวะตีบตันทางการเมือง
ถ้าจะใช้ข้อโต้แย้งที่ไม่เป็นวิทยาศาสต์แต่ใช้ ‘ความรู้สึก’ เช่นนี้ ฉันก็พูดได้เหมือนกันว่า
พรรคประชาชนโหวตอนุทินเพราะดีลที่เจ้าของพรรคตัวจริงไปทำเอาไว้แลกคดี 44 สส. กับคดีน้องชายเจ้าของพรรคเรื่องติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
แต่ฉันจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะมันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ มันเป็นจินตนาการ!
สิ่งที่ฉันจะบอกธงชัยคือ มันไร้ประโยชน์กับการที่ธงชัยจะพยายามสรรหาชักแม่น้ำทั้งห้ามาหลอกตัวเองว่า “ลูกฉันไม่ผิด” “ลูกฉันดีกว่าคนอื่น” เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงคือมนุษย์ทุกคนสามารถจะผิดพลาดได้เท่าๆ กัน สิ่งที่เราควรจะรื้อฟื้นกันขึ้นมาใหม่คือ เลิกเล่นการเมืองแบบ “ไม่มีใครดีเท่ามึงกับแม่มึงอีกแล้ว” เสียที
ครั้งก่อนพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วยังได้ตั้งรัฐบาล ยังได้เป็นนายกฯ ยังได้ทำงานขับเคลื่อนประเทศออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนหลายฉบับ ครั้งนี้พรรคประชาชนตีไพ่โง่แล้วโง่อีก ไม่รู้ว่าโง่หรือไปมีดีลลับอะไรกันมาถึงดันทุรังโหวตนายกฯ โดยไม่ร่วมรัฐบาล อ้างว่าจะใช้ 146 สส. ของตัวเอง “คุม” อนุทิน แต่ความจริงคือการเซ้งพรรคทิ้ง จากผู้นำฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายครึ่งบกครึ่งน้ำ หัวเราะมิได้ ร่ำไห้มิออก จะด่ารัฐบาลก็ไม่เต็มปาก จะค้าน คนก็เลิกคิ้วใส่ว่า “มึงเสือกยกอำนาจให้เขาเอง”
จะมาหาแนวร่วมกับเพื่อไทย เพื่อไทยก็บอกว่า “ไปเล่นที่อื่น มึง turn me down again and again หายนะครั้งนี้กูไม่หาร”
ถ้าธงชัย วินิจจะกูล จะยอมวางอีโก้ตัวเองลงบ้างก็จะมองเห็นว่า คนด่าพรรคประชาชนไม่ได้ด่าเรื่องขายวิญญาณ เพราะไม่น่ามีวิญญาณอะไรให้ขายตั้งแต่แรก แต่สิ่งที่ขายไปแล้วคือขายพรรคทิ้ง ตอนนี้ก็เป็นแค่พรรคส่วนต่อขยายของฝ่ายขวา เขาจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด แต่ก็ต้องรอดแบบเป็นลูกไล่เขา
ฉันขอพูดสั้นๆ ง่ายๆ ให้ธงชัยเข้าใจแบบไม่แปลว่า สำหรับพรรคประชาชนมันอวสานแล้วค่ะ อวสานแบบไม่ต้องสูญพันธุ์ เพราะมันได้กลายพันธุ์เป็นอื่นไปแล้ว กลายพันธุ์เป็นอุปกรณ์ของฝ่ายขวาในแบบที่ไม่มีเอเจนซีอะไรเป็นของตนเอง เพราะโอกาสที่จะได้ใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ก็เอาไปประเคนให้ภูมิใจไทยไปแล้ว
นับตั้งแต่วันนี้พรรคประชาชนเป็น conservative’s pet เขาอุ้มเอาไว้ดูเล่น ลูบหน้า ลูบหัว โอ๋ๆ ไปจนกว่าเขาจะมี pet อันใหม่ เป็นความจริงที่เจ็บปวด แต่คนเราโตๆ กันแล้วก็หัดเจ็บปวดกับเรื่องอะไรแบบนี้ให้เป็นบ้างแล้วก็มูฟออน
อีกประเด็นที่ฉันอยากทำความกระจ่างคือ เราควรเลิกใช้วาทกรรมขายวิญญาณ/ ตระบัดสัตย์กับพรรคการเมืองไม่ว่าจะพรรคไหนเสียที
เมื่อครั้งพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วชนช็อคมินท์ ฉีกสัญญากับพรรคก้าวไกลไปตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว พรรคสีส้มในครั้งนั้น เริ่มต้นใช้วาทกรรมตระบัดสัตย์ ทรยศประชาชน ขายวิญญาณ ผ่านการแปรอักษรบนถนน การเอารูปหมอชลน่านวางบนถนนแล้วให้คนในม็อบเอาตีนเหยียบ ภาพของบุ้งและพรรคพวกที่เข้ามาก่อความรุนแรงที่พรรคเพื่อไทย จนกลายเป็นกระแสโกรธแค้น เกลียดชัง บนการหนุน การอวย การให้ท้าย จากปัญญาชนชั้นนำของประเทศ
ฉัน - คำ ผกา - นางแบก ได้ออกมาอธิบายต่อสังคมอย่างต่อเนื่องว่า
การเมืองในระบบรัฐสภานั้น พรรคการเมืองมีโอกาส “ผิดสัญญา” มากกว่าจะทำตามสัญญา ดังนั้นได้โปรด อย่าสนับสนุนวาทกรรมตระบัดสัตย์ เพราะมันจะพาสังคมไทยกลับไปหาการเมืองคนดีย์ เพราะไปกำหนดจิตใจว่า การเมืองที่ดีคือการเมืองที่มีแต่คนดีคนซื่อสัตย์ มาเล่นการเมือง ซึ่งมันผิดทั้งเพ และมายาคตินี้แหละ ที่เขาเอามาใช้ทำลายความชอบธรรมของการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
ทุกคนรู้ว่า พรรคก้าวไกลล้มเหลวในการได้เสียงสนับสนุนให้พิธาเป็นนายกฯ ขอถามว่า สิ่งนี้เป็นความผิดของพรรคเพื่อไทยหรือ? หากพรรคก้าวไกล ณ เวลานั้น เห็นว่ามี “ดีลปิศาจ” ทำไมไม่ออกมาแฉว่าใครดีลกับใคร เพราะพรรคเพื่อไทยไม่สามารถ “ดีล” โดยไม่มี “คู่สัญญา” ได้ วิญญูชนสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมพรรคส้มไม่แฉคู่สัญญา ด่าแต่เพื่อไทย? ความตอแหลนี้ก็ปิดไม่มิดเอาเสียเลย
พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะโหวตให้พิธาหมดจดสองครั้งด้วย 141 เสียงทั้งหมดที่มี เมื่อพรรคก้าวไกลไปต่อไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจึงมีทุกความชอบธรรมที่จะเดินหน้าตั้งรัฐบาลในหนทางที่ตนเองเลือก
สำหรับข้อกล่าวหา “ไปจับมือกับนั่งร้านเผด็จการ” ใช่ พรรคการเมืองเหล่านั้นเคยเป็นนั่งร้านเผด็จการ แต่วันนี้พวกเขาลงเลือกตั้ง พวกเขาก็มี สส. ที่เป็น “จำนวนนับได้” อันประชาชนเลือกมา
พวกเขาที่เคยเป็นนั่งร้านเผด็จการก็ถูกประชาชนลงโทษด้วยการที่มีจำนวน สส. น้อยจนไม่อาจเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลได้เอง ต้องเข้ามา “ร่วม” กับพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นคู่ขัดแย้ง วันนี้พวกเขาก็เคารพเสียงของประชาชน ยอมมาเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ ที่มาจากพรรคเพื่อไทย
เรื่องนี้มันเข้าใจยากตรงไหนสำหรับธงชัย? แถมยังอธิบายได้ง่ายกว่าเรื่องพรรคประชาชนไปโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ห้าร้อยเท่า
เหตุใดธงชัยจึงไม่เคยฟัง เหตุใดธงชัยจึงพยายามนอนหงาย ยกขาขึ้นเหนือศีรษะแล้วพยายามพับเข่าทั้งสองข้างมาปิดหู อันในโยคะกิริยาเราเรียกว่าท่า “โยคีหูหนวก” มีความจริงมาส่งเสียงอยู่ใกล้ๆ ก็ตัดสินใจทำท่าพิสดารเอาขามาปิดหูตัวเองจนได้ !
ธงชัยพึงรู้ว่า พรรคก้าวไกลมีสิทธิแสดงความผิดหวัง มีสิทธิที่จะวิจารณ์ว่า การกระทำเช่นนี้ของพรรคเพื่อไทยจะทำให้พรรคการเมืองปีก “ก้าวหน้า” อ่อนแอลง พรรคก้าวไกลเห็นทางเลือกของการรอสิบเดือนนั้นดีกว่า
แต่สิ่งที่พรรคก้าวไกลทำคือพยายามสร้างวาทกรรมต่อพรรคเพื่อไทยโดยมุ่งหมายให้พรรคเพื่อไทยหมดสภาพ หมดความชอบธรรม ภายใต้วาทกรรมตระบัดสัตย์ ข้ามขั้ว เมื่อไม่รักษาคำพูดก็สิ้นสภาพการเป็นพรรคการเมือง “ที่ดี” จากนั้นก็สานต่อวาทกรรมอันประกอบไปด้วย
- Nepotism ระบอบลูกท่านหลานเธอ
- บ้านใหญ่ บริหารพรรคแบบมีเจ้าของพรรคสั่งทุกอย่าง
- ระบบอุปถัมภ์ เอื้อพวกพ้องวงศ์ตระกูล
- Political dynasty การสืบทอดอำนาจทางการเมืองผ่านสายตระกูล
พร้อมกันนั้นก็ “ยกหาง” ตัวเองว่า เป็นพรรคการเมืองที่หมายถึงผู้คนและการเดินทาง พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค ไม่มีเจ้าของพรรค เพราะพรรคอยู่ได้ด้วยเงินบริจาค เป็นพรรคที่บริหารงานและบุคคลในพรรคด้วยวิถีประชาธิปไตย (แต่กลับเป็นพรรคการเมืองเดียวในประเทศไทยที่มีข้อครหาว่าบริหารด้วยระบบโบลิตบูโร สั่งคำไหนต้องเป็นคำนั้น ทุกการประชุมสำคัญของพรรค มีคำสั่งห้ามนำโทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารเข้า และมีลำดับชั้นของการ “เข้าถึง” แกนนำพรรคที่ซับซ้อนและเป็นลำดับชั้นอย่างยิ่ง)
ประเด็นของฉันคือพรรคก้าวไกลกระทำการอันเลยเถิดจากการเป็นพรรคการเมืองที่แข่งขันในสนามเลือกตั้ง เพราะพรรคก้าวไกลมีจุดมุ่งหมายค่อนข้างชัดเจนคือต้องการ “ล้ม” พรรคเพื่อไทยให้จงได้ เพื่อสถาปนาตนเองเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย จากนั้นจึงจะใช้กระแสมวลชนโค่นล้ม “อำมาตย์” อีกที หรือท้ายที่สุดพรรคประชาชนไม่ได้อยากจะล้มอำมาตย์ เพียงแต่เมื่อล้มพรรคเพื่อไทยได้แล้ว ก็จะอาบน้ำประแป้งเข้าเป็นเป็น “ปีกก้าวหน้า” ให้ฝ่ายขวา เหมือนที่ครั้งหนึ่ง ปรีดี พนมยงค์ เคยทำ และครั้งหนึ่ง เสรีไทยเคยเป็น
และดูเหมือนพรรคก้าวไกล/ประชาชน ค่อนข้างเชื่อมั่นในแนวทางนี้ของตนเองอย่างมาก
ฉันยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า หากธงชัย วินิจจะกูล เป็นนักวิชาการที่ซื่อสัตย์กับหลักการประชาธิปไตย ธงชัยต้องซื่อสัตย์กับตัวเองมากพอที่จะพูดว่า ผิดหวังกับการตัดสินใจของเพื่อไทย ผิดหวังที่เพื่อไทยกับก้าวไกลไม่จับมือกันเป็นรัฐบาล แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำไม่ได้ผิดความคาดหมาย และไม่ผิดหลักการประชาธิปไตยรัฐสภา
หากธงชัยซื่อสัตย์ต่อหลักการประชาธิปไตยจริง ธงชัยต้องกล้าที่จะพูดว่า พรรคการเมืองในประเทศประชาธิปไตยเกิดมาเพื่อจะ “ผิดสัญญา” นั่นคือธรรมชาติของการเมืองในระบบเลือกตั้ง ด้วยเหตุดังนั้นประชาธิปไตยจึงไม่ให้ใครเป็นรัฐบาลเกิน 4 ปี
ในสังคมประชาธิปไตยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า พรรคการเมืองนั้นผิดสัญญาเรื่องอะไร และรักษาสัญญาเรื่องอะไร หากผิดสัญญาบางเรื่อง แล้วพรรคการเมืองนั้นชดเชยความรู้สึกด้วยการพยายามทำอะไรบางอย่างให้ประชาชนพอใจหรือไม่?
ยกตัวอย่างเช่น พรรคเพื่อไทยยอมผิดสัญญาเรื่องข้ามขั้ว ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็มองว่าหากตนเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว สามารถผลักดันแก้ปัญหาที่เป็น painpoint ของประชาชนได้ ประชาชนก็จะให้อภัยเรื่องผิดสัญญา ซึ่งพรรคการเมืองต้องรับความเสี่ยงเอาเองว่าประชาชนจะเปลี่ยนใจหรือไม่
ไม่เพียงเท่านั้น ธงชัย วินิจจะกูล ลืมไปได้อย่างไรว่า โหวตเตอร์ของพรรคเพื่อไทย 10.9 ล้านคน มีคนจำนวนไม่น้อยใน 10.9 ล้านคนนี้ที่ไม่ได้อยากให้พรรคเพื่อไทยร่วมกับก้าวไกล และมีคนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าหากจำเป็น พรรคเพื่อไทยก็ควรเลือกข้ามขั้ว เพื่อไปเป็นรัฐบาล อย่างน้อยก็ยังทำอะไรได้มากกว่าฝ่ายค้าน
ธงชัย วินิจจะกูล จะบอกว่าคนเหล่านี้ชั่วช้าเลวทรามกระนั้นหรือ?
ธงชัย วินิจจะกูล ลืมไปแล้วหรือ การตัดสินใจทางการเมืองของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งนั้น คือกระบวนการเรียนรู้ทางการเมือง และเราไม่ควรสถาปนาตนเองเป็นศาลเตี้ย เที่ยวชี้นิ้วตราหน้าคนอื่นว่า โง่ ชั่ว หน้าด้าน ตระบัดสัตย์
เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับวิธีคิดของพรรคเพื่อไทย แต่นักวิชาการที่รักในประชาธิปไตยจริงๆ ต้องกล้าบอกว่า พรรคการเมืองคิดและทำเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ ส่วนประชาชนมีสิทธิจะชอบ ไม่ชอบ หรือแม้แต่ลงโทษพรรคการเมืองนั้น
ฉันขอสร้างความกระจ่างอีกครั้ง จุดยืนของฉันต่อเรื่องประชาธิปไตยและพรรคการเมืองคือ พรรคการเมืองผิดสัญญาได้ พรรคการเมืองเปลี่ยนจุดยืนได้ พรรคการเมืองไม่ใช่พระผู้ไถ่ของประชาชน แต่เพราะพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน และปัญญาชนไทยเองนั่นแหละที่ติดหล่มการเมืองคนดี พยายามสถาปนาให้พรรคส้มเป็นพรรคที่ “ครองตัวครองตน” สูงกว่าคนอื่น
วันนี้ที่ไปโหวตให้อนุทินจึงไม่เป็นท่าแล้วลนลานมาเขียนอะไรกลวงๆ เพื่อยืนยันว่า “ลูกชั้นไม่ได้ขายวิญญาณ ลูกชั้นไม่ได้เลวเหมือนอีนั่น”
ข้อเขียนของธงชัยไม่ได้ต่างอะไรจากการมานั่งบอกว่า
“ลูกเธอขายตัวเพราะร่าน แต่ลูกฉันขายตัวเพราะความกตัญญูอยากเลี้ยงดูพ่อแม่”
"ลูกคนอื่นทำบอกหน้าด้าน ลูกตัวเองทำบอกกล้าหาญ"
"ลูกคนอื่นทำบอกดีลปิศาจ ลูกตัวเองทำบอกความชั่วร้ายที่จำเป็น"
พูดออกมาได้ ทุเรศ!
