รัฐบาลเผยเดินหน้าคืนผืนป่า บังคับใช้กฎหมายเข้ม คุ้มครองผู้มีสิทธิ เร่งฟื้นฟูพื้นที่บุกรุก ล่าสุดภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ติดประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครอง "อิมภูฮิลล์ รีสอร์ท" ซึ่งเป็นคดีที่สิ้นสุดกระบวนการยุติธรรมแล้ว รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน โดยล่าสุด ผู้ครอบครองได้เข้าพบหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานเพื่อยื่นหนังสือขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดด้วยตนเอง และเริ่มดำเนินการรื้อถอนทันที - ก.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12) ให้ชาวเชียงใหม่กว่า 7.7 พันไร่ หวังดัน “เชียงใหม่โมเดล” เป็นตัวอย่างของการบูรณาการงบประมาณและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหามลพิษ และภัยแล้งในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล โดยเร่งจัดสรรที่ดินทำกินควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อลดการบุกรุกพื้นที่ป่า พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิด และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ติดตามการดำเนินงานของชุดเฉพาะกิจอุทยานแห่งชาติทับลานอย่างใกล้ชิด ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ติดประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครอง "อิมภูฮิลล์ รีสอร์ท" ซึ่งเป็นคดีที่สิ้นสุดกระบวนการยุติธรรมแล้ว รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน โดยล่าสุด ผู้ครอบครองได้เข้าพบหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานเพื่อยื่นหนังสือขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดด้วยตนเอง และเริ่มดำเนินการรื้อถอนทันที ก่อนครบกำหนด พร้อมให้เจ้าหน้าที่อุทยานควบคุม ตรวจสอบ และติดตามการรื้อถอนอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพป่าธรรมชาติโดยเร็วที่สุด
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันหลักการดำเนินงานที่ชัดเจน คือ คุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิในที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยเร่งพิสูจน์สิทธิที่ดินทำกินรายแปลงด้วยความโปร่งใส ขณะเดียวกันจะดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนและผู้บุกรุกพื้นที่ป่าอย่างเท่าเทียม ไม่มีข้อยกเว้น เมื่อคดีถึงที่สุดจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและคืนพื้นที่ให้รัฐตามกฎหมาย
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการดำเนินการพื้นที่ "ไร่รักษ์ฟ้า" ภายในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้มีการบังคับใช้กฎหมายจนสามารถทวงคืนพื้นที่ได้แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งปรับปรุงภูมิทัศน์และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อพัฒนาเป็น "จุดชมวิวเอราวัณนครินทร์" ภายใต้ระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ ไม่ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรที่กระทบต่อธรรมชาติ ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดพื้นที่ใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผืนป่าที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าได้อย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้ การเปิดพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวจะดำเนินการภายใต้มาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งการจัดตั้งจุดบริการนักท่องเที่ยว การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจ การบูรณาการความร่วมมือกับตำรวจในพื้นที่ การกำหนดเส้นทางศึกษาธรรมชาติและจุดถ่ายภาพที่ปลอดภัย รวมถึงการติดตั้งป้ายเตือนและระบบดูแลนักท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน
"รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์ การคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกอย่างจริงจัง ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่ป่าและพัฒนาพื้นที่ที่ทวงคืนได้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนภายใต้หลักการอนุรักษ์ เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและส่งต่อผืนป่าที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป" นางสาวลลิดา กล่าว
มอบสิทธิ์ทำกิน อส.12 กว่า 7.7 พันไร่ คืนความสุข-สร้างความมั่นคงให้ราษฎรเชียงใหม่ยั่งยืน
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่าเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน รวมถึงเป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12 ก และ อส.12 ข) ณ ห้องประชุมพิทักษ์ภัย สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่)
ก่อนพิธีมอบหนังสือรับรองฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ ผลิตภัณฑ์ชุมชนของราษฎรในพื้นที่ รวมทั้งรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ การมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12) ในครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานของคณะกรรมการพิจารณาผลการสำรวจการครอบครองที่ดิน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจ รังวัด สอบทานข้อมูล และตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ครอบครองที่ดินอย่างรอบคอบ ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 8 แห่ง ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโฮ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา–แม่แสะ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา–แม่แสะ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย อุทยานแห่งชาติออบหลวง อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และอุทยานแห่งชาติผาแดง โดยสามารถช่วยเหลือประชาชนได้จำนวน 49 หมู่บ้าน รวม 1,594 ราย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,121 แปลง เนื้อที่รวม 7,704.56 ไร่ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ที่ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างถูกต้อง ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
นายสุชาติ กล่าวว่า บริบทของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เราเคยใช้กลไกทางกฎหมายเป็นหลักในการปกป้องผืนป่า วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนวิถีคิดใหม่ นั่นคือ "ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน" เพราะหัวใจสำคัญในการรักษาป่า สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง ไม่ใช่การผลักไสพี่น้องประชาชนออกไป แต่คือการทำให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ มีความมั่นคงในที่ดินทำกิน ไม่ต้องหลบซ่อน และพร้อมที่จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพลังสำคัญในการช่วยภาครัฐดูแลรักษาป่าและเฝ้าระวังไฟป่าร่วมกัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์จะเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่การบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งรัดการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “เชียงใหม่โมเดล” ซึ่งเป็นตัวอย่างของการบูรณาการงบประมาณและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหามลพิษ และภัยแล้งในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
