บ่อยครั้งที่การเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในโลกนี้ เริ่มต้นจากการประท้วงอันคึกคักด้วยมวลชนจำนวนมากและการแสดงออกอย่างเปิดเผย การเคลื่อนไหวของชาวบ้านปากมูลในระยะแรกก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลากว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา รูปแบบการต่อสู้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วงกว่าสิบปีหลัง การเคลื่อนไหวของชาวบ้านปากมูลไม่ได้เป็นการลุกฮืออย่างฉับพลันเช่นในยุคที่เขื่อนเพิ่งถูกสร้างและเริ่มใช้งานใหม่ ๆ หากแต่เป็นการดื้อแพ่งที่ค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการดำรงอยู่ การปรับตัว และการยืนยันวิถีชีวิตภายใต้โครงสร้างอำนาจที่กดทับอย่างต่อเนื่อง รูปแบบของการเคลื่อนไหวเช่นนี้สะท้อนพลังของ “ความเงียบที่ยืนหยัด” เป็นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง หากแต่ฝังลึก ยืดเยื้อ และทรงพลัง
แนวทางการต่อสู้นี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นการต้านทาน “ความรุนแรงเชิงค่อยเป็นค่อยไป” (slow violence) ที่เขื่อนปากมูลได้ก่อไว้ ผลกระทบของมันไม่ได้ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ซึมลึกและสะสม ส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพยากร และความมั่นคงของผู้คนในพื้นที่อย่างเงียบงันและต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

เขื่อนปากมูลระหว่างประตูเขื่อนเปิด ถ่ายภาพโดยกนกวรรณ มะโนรมย์
หลัง ๆ มานี้ ผู้เขียนสังเกตว่าการต่อรองของชาวบ้านปากมูลมีลักษณะเงียบสงบขึ้นแต่แน่วแน่ โดยแสดงความยืดหยุ่นในบางเรื่อง แต่ก็ยืนหยัดในหลักการสำคัญอย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้ข้อมูลทางวิชาการและวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือหลักในการผลักดันข้อเรียกร้อง ไม่ได้จำกัดเพียงการคัดค้านการปิดประตูเขื่อนเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องมาตรการเยียวยาที่ยั่งยืนต่อการดำรงชีวิตในระยะยาว เช่น การชดเชยด้วยที่ดิน ซึ่งเป็นมากกว่าทรัพย์สินทางกายภาพ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของอธิปไตยด้านอาหารและวัฒนธรรมของชุมชนอีกด้วย

ภาพ: ชาวบ้านปากมูล (สมัชชาคนจนออกมาเรียกร้องให้การไฟฟ้าเปิดประตูเขื่อนปากมูลตามคำสั่งกรรมการระดับจังหวัด
วันที่ 24 สิงหาคม 2567
รูปแบบการต่อสู้ของชาวบ้านเหล่านี้ชวนให้นึกถึงแนวคิดของ แอนนา ลอรา-เวนไรต์ (Anna Lora-Wainwright) นักมานุษยวิทยาสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ผู้พัฒนาแนวคิด “การเคลื่อนไหวเชิงอดทน/อดกลั้น” (resigned activism) ผ่านการศึกษาชุมชนในประเทศจีนที่อาศัยอยู่กับมลพิษในระยะยาว แอนนา ลอรา-เวนไรต์ อธิบายการต่อสู้ของคนจีนในบริบทที่มีอำนาจจำกัด ไม่มีทางเลือกชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่กดทับ เช่น รัฐที่ไม่ตอบสนอง หรือบรรษัทที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้รู้ว่าความหวังในการเปลี่ยนแปลงอาจเลือนราง แต่ผู้คนยังคงดิ้นรนอยู่เงียบ ๆ ผ่านการยื่นคำร้อง การเจรจา หรือการแสดงออกในรูปแบบไม่เป็นทางการ ทั้งหมดนี้คือการต่อสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีในชีวิตประจำวัน

ภาพ: การออกมาเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนแบบอดทนอดกลั้นเพื่อให้การไฟฟ้าเปิดประตูเขื่อนปากมูล
ถ่ายภาพวันที่ 24 สิงหาคม 2567
ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบอาชีพกลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูลของสมัชชาคนจน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 และได้ติดตามการเคลื่อนไหวของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่องตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ชัดว่า กรณีเขื่อนปากมูลคือภาพสะท้อน “การเคลื่อนไหวเชิงอดทน/อดกลั้น” แม้เสียงเรียกร้องอาจเบาลงในบางห้วงบางตอน แต่ความไม่ยอมจำนนยังคงดำรงอยู่อย่างเข้มแข็ง หลายร้อยหลายพันครอบครัวยังคงเรียกร้องสิทธิในการฟื้นฟูแม่น้ำ การชดเชยด้วยที่ดินและยังคงใช้ชีวิตริมฝั่งมูลเสมอมา ทั้งที่ระบบนิเวศได้เปลี่ยนไปจนแทบไม่หลงเหลือเค้าเดิม

ภาพ: ป้ายผ้าแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของสมัชชาคนจนเพื่อให้เปิดประตูเขื่อนเพื่อฟื้นฟูนิเวศและชดเชยผลผลกระทบ
ถ่ายภาพวันที่ 24 สิงหาคม 2567
โดยเฉพาะผู้หญิงปากมูลคือกลุ่มที่แสดงให้เห็นถึง ‘การเคลื่อนไหวเชิงอดทน/อดกลั้น’ ได้อย่างชัดเจน พวกเธอไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะนักเคลื่อนไหวตามแบบแผน แต่กลับมีบทบาทสำคัญผ่านความเป็นแม่ เมีย ลูก หรือแม่ครัวในการชุมนุม หลายคนใช้ความเงียบ ความสุภาพ และการดูแลผู้อื่นเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับรัฐ พวกเธอไม่ได้ขออำนาจ แต่สร้างอำนาจขึ้นจากบทบาทที่คนทั่วไปมองว่า “อ่อนแอ” และทำให้ “การดูแล” กลายเป็น “ความเข้มแข็ง” ที่รัฐไม่สามารถมองข้ามได้

ภาพ: แม่น้ำมูลลดจนเห็นแก่งตามลำน้ามูลระหว่างเปิดเขื่อนปากมูลปี 2567
การเข้าร่วมเวทีประชุมของรัฐ แม้จะเต็มไปด้วยถ้อยคำราชการที่ไม่เป็นมิตร หรือการยื่นคำร้องซ้ำ ๆ แม้เคยถูกปฏิเสธ ก็ล้วนเป็นการแสดงออกถึงการไม่ยอมให้ตัวตนของตนหายไปจากระบบ แม้ระบบอาจไม่ฟัง แต่การกระทำเหล่านี้คือการบอกว่า “ชีวิตของฉันมีคุณค่า” และ “เรื่องของฉันยังไม่จบ”
แนวคิด “การเคลื่อนไหวเชิงอดทน/อดกลั้น” ไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย แต่เน้นว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มจาก “การฟัง” “การมองเห็น” และ “การยอมรับ” ว่าไม่ใช่ทุกคนมีเสียงเท่ากัน บางคนต่อสู้ด้วยการอยู่ บางคนต่อสู้ด้วยการดูแลลูกหลานให้ยังเชื่อในแม่น้ำ บางคนต่อสู้ด้วยการเล่าเรื่องความทรงจำให้คนรุ่นใหม่ฟัง และบางคนต่อสู้ด้วยการไม่ลืมว่าเขื่อนเคยเปลี่ยนชีวิตพวกเขาอย่างไร
ในที่สุด “การเคลื่อนไหวเชิงอดทน/อดกลั้น” ของชาวบ้านปากมูลกำลังบอกเราว่า ความยุติธรรมไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมอไป บางครั้ง มันเริ่มจากการรับฟังเสียงเบา ๆ ที่ถูกเพิกเฉยมานาน และการตระหนักว่า แม้ผู้คนจะไม่มีอำนาจมากมาย แต่ “การไม่ยอมลืม” “การอยู่ต่อ” และ “การสืบทอดความหวัง” ก็ล้วนเป็นการเคลื่อนไหวที่ลึกซึ้งไม่แพ้การประท้วงใด ๆ เช่นกัน
สำหรับชาวบ้านปากมูลการชดเชยด้วยเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนได้อย่างแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการสร้างเขื่อนได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศแม่น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและรายได้หลักของครัวเรือนในชุมชน ภายหลังจากการปิดเขื่อน การจับปลาซึ่งเคยเป็นกิจกรรมสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวบ้านลดลงอย่างมากส่งผลให้ชุมชนสูญเสียทั้งแหล่งโปรตีนที่สำคัญและรายได้จากการค้าขายปลา ปลาซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจครัวเรือนได้หายไปโดยไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้อย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้มีการเยียวยาในรูปแบบของ “ที่ดิน” ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรและฟื้นฟูวิถีชีวิตเดิมได้อีกครั้ง
เกี่ยวกับผู้เขียน: กนกวรรณ มะโนรมย์ เป็น ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
