ภาคประชาสังคมแถลงถูก สทนช.สกัดไม่เข้าร่วม-เลื่อนจัดเวทีให้ข้อมูลคู่ขนาน ‘โครงการสร้างเขื่อนสานะคาม’ แม่น้ำโขง เตรียมค้านการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงต่อ ด้าน สทนช.แจงกังวลเสียภาพลักษณ์ ฝั่งนักวิชาการมองรายงานศึกษาผลกระทบยังไม่ครบถ้วน
เมื่อ 21 ม.ค. 2568 ที่โรงแรมสุนีแกรนด์ จ.อุบลราชธานี เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จัดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ‘เขื่อนสานะคาม’ ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงสายหลักในประเทศลาว โดยการจัดเวทีครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 จากทั้งหมด 4 เวที ซึ่งจะเน้นการหารือล่วงหน้าภายใต้กรอบข้อตกลงแม่น้ำโขง 1995 (PNPCA) อย่างไรก็ตาม เวทีดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากภาคประชาสังคมและประชาชนริมแม่น้ำโขงว่าอาจเป็นเพียงเวทีที่มุ่งสนับสนุนการสร้างเขื่อนเท่านั้น และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
บรรยากาศการประชุมรับฟังความเห็นและให้ข้อมูลเขื่อนสานะคาม เมื่อ 21 ม.ค. 2568
วัตถุประสงค์ของเวทีคือเพื่อรับฟังความเห็นและนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำแบบตอบกลับ (Reply form) เพื่อแสดงท่าทีและข้อคิดเห็นของฝ่ายไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าตามกลไกของกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCs) โดยทุกประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จะต้องส่งข้อคิดเห็นและหารือ ทำเป็นแถลงการณ์และแผนปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงและบรรเทาผลกระทบข้ามพรมแดน ที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการสร้างเขื่อน
ผู้แทนสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง MRCS ให้ข้อมูลโครงการเขื่อนสานะคาม ว่าเป็นโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้า มีกังหันน้ำ (turbine) ผลิตไฟฟ้า 12 ตัว น้ำไหลผ่านประมาณตัวละ 500 ลบ.ม. เมื่อเดินเครื่อง มีช่องระบายตะกอน ทางผ่านปลาแบบจำลองธรรมชาติ สมมุติฐานในเหตุการณ์รุนแรง หากผู้พัฒนาโครงการฯ ดำเนินการระบายน้ำพร้อมๆ กันทุกเครื่อง จะเกิดผลกระทบท้ายน้ำรุนแรง จากแบบจำลองคณิตศาสตร์จะพบว่าหากเขื่อนพยายามกักเก็บน้ำ จะทำให้น้ำในแม่น้ำโขงท้ายน้ำจากเขื่อนจะลดลง 1.5 เมตร และเมื่อระบายน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า แม่น้ำโขงจะเพิ่มระดับขึ้น 1.2 เมตร ดังนั้น ในหนึ่งวันอาจเกิดการผันผวนของระดับน้ำโขงถึง 2.7 เมตร การกรรโชกของน้ำจะมีผลต่อตะกอนแม่น้ำโขง ทั้งการทับถมและกัดเซาะ กรณีน้ำไหลเร็วจะสร้างผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลิ่ง ปัจจัยความปลอดภัยลดลงทางฝั่งขวาของแม่น้ำ (คือ อ.เชียงคาน จ.เลย ลงไปจนถึง จ.หนองคาย)

สำหรับการนำเสนอข้อคิดเห็นรายการทบทวนด้านเทคนิคของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง นำเสนอโดยผู้แทน MRCS ระบุว่าจะมีประชาชนอย่างน้อย 27,490 คน จาก 41 หมู่บ้าน ตลอดริมฝั่งโขง ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนสานะคาม มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจะได้รับผลกระทบ และส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยว สูญเสียรายได้ของประชาชน คือ แก่งคุดคู้ อ.เชียงคาน และพันโขดแสนไคร้ อ.สังคม จ.หนองคาย ข้อคิดเห็นคือต้องศึกษาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งกลไกสื่อสารที่ชัดเจนกับชุมชนท้ายน้ำ เพื่อความปลอดภัยทั้งในระหว่างการก่อสร้างและใช้งานเขื่อน
รศ.พีรธร บุณยรัตพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำเสนอออนไลน์ว่าเขื่อนสานะคามจะกระทบต่อนิเวศแม่น้ำโขง การอพยพของประชาชน เกิดผลกระทบทางสังคม ความเหลื่อมล้ำของรายได้เนื่องจากผู้ที่เคยมีรายได้จากแม่น้ำโขงต้องสูญเสียรายได้ และอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น ผลกระโยชน์ของชาติ คือเขตแดน สันดอนที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศเสียหาย กระแสน้ำโขงที่ผันผวน (เนื่องจากการใช้งานเขื่อน) กระทบต่ออาชีพ รายได้ และหนี้สินของครัวเรือนที่ยากจน ผลกระทบต่อสุขภาวะ อาจเกิดโรคอุบัติใหม่จากการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน แรงงานที่เข้ามา ควรมีการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและสุขภาวะ มีข้อเสนอให้ทบทวนจัดทำข้อมูลให้เป็นปัจจุบันประเมินมูลค่าว่าผลได้ผลเสียเป็นอย่างไร ประมาณการว่าปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีงบประมาณแก้ไขอย่างไร
หลังจากนี้ เวทีให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของโครงการสร้างเขื่อนสานะคาม ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จะจัดขึ้นที่จังหวัดบึงกาฬ ในวันที่ 13-14 ก.พ. 2568 และจะมีการจัดทำแบบตอบกลับ (Reply Form) ของประเทศไทยส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCS)
ประชาชนฝั่งไม่เห็นด้วย ถูกสกัดไม่ให้ร่วม-จัดเวที
ในเวลาเดียวกับที่มีการประชุมเวทีให้ข้อมูลฯ บริเวณห้องโถงหน้าห้องประชุม มีประชาชน เครือข่ายจับตาน้ำท่วมอุบล และเครือข่ายชุมชนริมน้ำโขง ประมาณ 150 คน ที่มาชุมนุม เนื่องจากไม่พอใจที่ สทนช.ติดต่อทางโรงแรมขอให้เลื่อนวันจัดกิจกรรมเวทีคู่ขนาน "หยุดเขื่อนโขง หยุดค่าไฟแพง" ของภาคประชาสังคมออกไป ทั้งที่มีการจองล่วงหน้าและจ่ายเงินแล้ว
บรรยากาศการชุมนุมของประชาชนจังหวัดอุบลราชธานี ที่ห้องโถงโรงแรมสุนีแกรนด์ หน้าห้องประชุมรับฟังความเห็นและให้ข้อมูล สทนช. เรื่องโครงการสร้างเขื่อนสานะคาม
บรรยากาศการชุมนุม ชาวบ้านส่วนใหญ่สวมผ้าสีเขียว และมีป้ายข้อความต่างๆ เช่น หยุดเขื่อนน้ำโขง หยุดค่าไฟแพง ปกป้องน้ำโขงคนและปลา หยุดเวทีจอมปลอมหลอกคนแม่น้ำโขง และอื่นๆ
สำนักข่าวชายขอบ ระบุว่า ก่อนถึงกำหนดการจัดงานเพียง 1 วัน ทางโรงแรมได้ติดต่อมายังตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนขอให้มีการเลื่อนการจัดกิจกรรมของเราไปในวันอื่น เนื่องจาก สทนช. มีข้อกังวลใจในการจัดกิจกรรมของภาคประชาชนดังกล่าว ประชาชนจึงเปลี่ยนแผนมาเข้าร่วมเวทีแทน แต่กลับมีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ อส. ประมาณ 10 คน ยืนกันพื้นที่ไม่ให้ประชาชนเข้าร่วม
เวลาประมาณ 10.45 น. สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. และ ว่าที่ร้อยตรี กรกฎ ประเสริฐวงษ์นาย รองผู้ว่าราชการอุบลราชธานี ได้ออกมาพบกับประชาชนกลุ่มดังกล่าวและแจ้งว่า (สำหรับกรณีที่โรงแรมได้แจ้งยกเลิกเวทีคู่ขนานของประชาชน ที่ได้จองห้องประชุมติดกันกับ สทนช.) มีข้อกังวลว่า เป็นเวทีของ MRCS สมาชิก 4 ประเทศ จะถูกมองว่าทำไมประเทศไทยจัดเวทีแล้วมีอีกเวทีอยู่โรงแรมเดียวกัน ภาพลักษณ์จะดูไม่ดี นอกจากนี้เรามีช่องทางต่างๆ หลายช่องทางที่จะเข้าร่วม
"การทำเวทีไม่สามารถเอาคนเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านเข้าไปได้ เรามีช่องทางออนไลน์ให้ท่านสามารถแสดงความคิดเห็น จะบอกว่าให้หยุดสร้างเขื่อนก็แสดงความคิดเห็นได้ ว่าด้วยเหตุผลอะไรอย่างไร" เลขาฯ สทนช.กล่าว

หลังจากนั้น เครือข่ายชุมชนริมน้ำโขง ได้ออกแถลงการณ์ประณามจากการถูก สทนช.ติดต่อให้ทางโรงแรมเลื่อนกิจกรรมเวทีให้ข้อมูลของภาคประชาชน และตั้งข้อสงสัยว่านี่เป็นการจัดเวทีเพื่อให้การสร้างเขื่อนสานะคามมีความชอบธรรมมากขึ้นหรือไม่
นอกจากนี้ เครือข่ายภาคประชาสังคม มีข้อเรียกร้องดังนี้
- ยืนยันว่าพวกเขาจะคัดค้านการสร้างสานะคามและเขื่อนอื่นๆ บนแม่น้ำโขงสายหลัก
- เรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดสนับสนุนการสร้างเขื่อนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
- เปิดเผยข้อมูลผลกระทบที่แท้จริงต่อสาธารณะเพื่อความโปร่งใส
พร้อมทั้งกล่าวย้ำการหยุดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมประกาศปฏิเสธเวทีรับฟังความเห็นที่ไม่มีความจริงใจต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด
"พวกเราขอเรียกร้องให้ประเทศไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจน และหยุดการสร้างเขื่อนที่ทำลายแม่น้ำโขงให้ได้ทันที" แถลงการณ์ทิ้งท้าย
กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงแจงข้อมูล ผลศึกษายังไม่ครบถ้วน
มนตรี จันทวงศ์ ตัวแทนกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง เปิดเผยข้อกังวลต่อการดำเนินการของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ในการจัดเวทีให้ข้อมูลโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำสะนะคาม ว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นการดำเนินการอย่างเร่งรีบและไม่รอบคอบ
มนตรี กล่าวว่า การจัดเวทีดังกล่าวในช่วงปลาย ธ.ค. 2567 ขาดการเตรียมการที่เหมาะสม รายงานที่เผยแพร่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ และมีการเผยแพร่ข้อมูลในระยะเวลาที่กระชั้นชิด นอกจากนี้ การประชุมดูเหมือนจัดขึ้นเพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ประเทศลาว และนักลงทุนเอกชนในการเดินหน้าโครงการสร้างเขื่อนและขายไฟฟ้า
มนตรี ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการจัดเวที โดยระบุว่าไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 และรายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมมีข้อมูลที่ไม่ครอบคลุม เนื่องจากสัมภาษณ์เพียง 126 ครัวเรือนจาก 9 หมู่บ้าน คิดเป็นเพียง 0.42% ของครัวเรือนทั้งหมดในพื้นที่ 15 กิโลเมตรจากโครงการ ซึ่งมีถึง 30,049 ครัวเรือน
มนตรี ชี้ด้วยว่า รายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2564 ที่ระบุถึงการกัดเซาะของเขื่อนสะนะคาม สามารถส่งผลกระทบถึงกรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว โดยเฉพาะในช่วง 100 กิโลเมตรแรกจากท้ายเขื่อนที่พบการกัดเซาะรุนแรง แต่รายงานด้านอุทกวิทยาและตะกอนที่นำเสนอในเวทีครั้งนี้กลับศึกษาเพียงระยะ 40 กิโลเมตรจากท้ายเขื่อน ซึ่งถือว่ายังไม่ครบถ้วน
มนตรี จันทวงศ์ (แฟ้มภาพ)
ในส่วนของผลกระทบต่อระบบนิเวศและประเด็นทางปลาผ่านนั้น มนตรี กล่าวว่าระดับน้ำโขงในช่วงหน้าแล้งที่เชียงคานมีความผันผวนสูง เฉลี่ย 0.5-3 เมตรต่อวัน และมีวันที่ปริมาณน้ำต่ำกว่า 3,000 ลูกบาศ์กเมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) ถึง 197 วันในปี 2567 สถานการณ์นี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการเกษตรริมฝั่งและระบบนิเวศ
ผลกระทบในเรื่องทางผ่านของปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ รายงานของ MRC เผยว่า หากปลาสามารถอพยพผ่านเขื่อนได้เพียง 50% จำนวนปลาที่สามารถผ่านถึงเขื่อนปากแบงได้ จะลดลงเหลือเพียง 3 ตัว และปลาเหล่านี้ยังต้องไม่ถูกจับระหว่างทาง
มนตรี ย้ำว่า สทนช.ต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน และควรปรับปรุงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้มีความโปร่งใสและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการเขื่อนสานะคาม เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
อาจารย์ ม. อุบลฯ ชี้ข้อมูลยังไม่ครอบคลุมลุ่มลึก
สำนักข่าวชายขอบ นำเสนอข้อวิเคราะห์และบทวิจารณ์ของ ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ต่อเวที ‘PNPCA เขื่อนสานะคาม’ โดยระบุว่ากระบวนการ PNPCA ของเขื่อนสานะคาม ยังมีข้อจำกัดสำคัญในหลายด้านที่ต้องได้รับการปรับปรุงโดยสรุปดังนี้คือ
1. MRC ต้องไม่พูดว่าเขื่อนแบบน้ำไหลผ่านทำหน้าที่เสมือนฝาย เพราะ เขื่อนสานะคามเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (Run of River Dam) และเปรียบเสมือนฝาย (Weir) ซึ่งเป็นการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเขื่อนสานะคามที่มีกำลังการผลิต 684 เมกะวัตต์ เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบอุทกวิทยา นิเวศวิทยา และสังคมในลุ่มน้ำโขง ดังนั้น การนิยามเขื่อนต้องมีความชัดเจน และสอดคล้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง
2. ข้อมูลผลกระทบสะสมข้ามพรมแดน เพราะแม้จะมีการนำเสนอข้อมูลด้านอุทกวิทยา ชลศาสตร์ ตะกอน และเศรษฐกิจสังคมในเวที แต่การศึกษาผลกระทบสะสมข้ามพรมแดน (Transboundary Cumulative Impacts) กลับไม่ถูกนำเสนออย่างชัดเจน ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานยังเป็นเพียงแนวคิดและแบบจำลองเท่านั้น ขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบจากเขื่อนตอนบน เช่น เขื่อนไซยะบุรี ดอนสะโฮง และหลวงพระบาง ที่ส่งผลต่อการกัดเซาะและเสถียรภาพของลำน้ำ
3. การมีส่วนร่วมและตัวเลขผู้ให้ข้อมูลด้านสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากรายงานผลกระทบด้านสังคมเศรษฐกิจมีข้ออ่อนในด้านกลไกการมีส่วนร่วม โดยใช้การสำรวจเพียง 126 ครัวเรือนจาก 9 หมู่บ้าน ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.75% ของครัวเรือนทั้งหมด 16,808 ครัวเรือนในพื้นที่ศึกษาที่ได้รับผลกระทบ การศึกษาลักษณะนี้ถือว่ายังไม่ครอบคลุม และไม่สะท้อนความหลากหลายของชุมชน นอกจากนี้ยังไม่มีการให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และคนไร้ที่ดิน
ดร.กนกวรรณ เสนอว่า ควรขยายการศึกษาให้ครอบคลุมประชากรมากกว่า 50% ของครัวเรือนในแต่ละพื้นที่ พร้อมใช้วิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Research) เพื่อให้ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกำหนดแนวทางแก้ไขผลกระทบ
4. บทบาทของ สทนช. ต้องยืนกรานทางวิชาการให้หนักแน่นมากขึ้น สทนช.ควรยืนหยัดผลักดันให้ผู้พัฒนาโครงการศึกษาข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุมทั้งผลกระทบในพื้นที่โครงการและผลกระทบสะสมจากเขื่อนตอนบน การปรับปรุงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นให้มีความโปร่งใสและครอบคลุมจะช่วยสร้างความไว้วางใจและความยั่งยืนให้กับโครงการ
อนึ่ง โครงการเขื่อนสานะคามจะก่อสร้างกั้นแม่น้ำโขง ห่างจากพรมแดนไทย-ลาว ที่ปากน้ำเหือง อ.เชียงคาน จ.เลย 1.5 กิโลเมตร โดยมีกำลังการผลิตติดตั้ง 684 เมกะวัตต์ มูลค่าการก่อสร้าง 2,073 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เขื่อนมีความสูง 56.6 เมตร ยาวขวางลำน้ำโขง 909 เมตร ระดับกักเก็บน้ำ 220 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.)
