‘เทวฤทธิ์’ เสนอญัตติให้เลื่อนพิจารณาตั้ง กมธ.สอบประวัติผู้ได้รับเสนอชื่อเป็น กกต.และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงให้เลื่อนการให้ความเห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันว่าการเสนอญัตตินี้เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าการลงมติกลายเป็นการเข้าไปแทรกแซงการพิจารณาในคดี ฮั้วเลือก สว.และในกรณีที่ สว.เองก็ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญไว้ด้วยทำให้ สว.กลายเป็นคู่กรณี 'ฉัตรวรรษ' ยันไม่เชื่อองค์กรที่ตั้งเรื่องไต่สวนคดี ยืนยันตนและเพื่อน สว.ที่ถูกเรียกยังมีจริยธรรมเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่สนับสนุนให้เลื่อนวาระ ผลการลงมติไม่เห็นด้วยให้ชะลอ 125 คน
30 พ.ค. 2568 ที่ประชุมวุฒิสภา มีการพิจารณา ญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติ ชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้ความเห็นชอบกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จนกว่ามีคำตัดสินในคดีที่สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากตกเป็นผู้ถูกร้องและผู้ร้องขณะนี้ โดยมีเทวฤทธิ์ มณีฉาย เป็นผู้เสนอ
หลังการอภิปราย พล.อ.เกรียงไกร รองประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเปิดให้สมาชิกลงมติว่าจะให้เลื่อนวาระการตั้ง กมธ.สามัญและรับรองกรรมการ ป.ป.ช.หรือไม่
ที่ประชุมมีผู้เข้าร่วมประชุมแสดงตัว 175 คน ผลการลงมติมีผู้เห็นด้วยให้ชะลอ 37 คน ไม่เห็นด้วย 125 คน งดออกเสียง 12 คน ไม่ลงคะแนน 1 คน
ขอให้เลื่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขัดกันแห่งผลประโยชน์
ก่อนการลงมติ เทวฤทธิ์ แถลงอธิบายญัตติของตัวเองว่า ที่ตั้งญัตตินี้มาเพราะได้เห็นกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในการไปปิดหมายเรียก สว.แล้วให้สื่อไปเปิดเผย และเขาเห็นว่ากระบวนการของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีกับ สว.นี้ การเข้ามาแทรกแซงมันไม่เป็นไปตามหลักการที่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เช่นการเลือกตั้งก็ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเข้ามากำกับแต่ไม่ใช่ให้ฝ่ายบริหารเข้ามาเพราะจะกระทบต่อความเป็นอิสระและความเป็นธรรม
ที่เขายกเรื่องนี้มาเพราะเป็นเหตุมูลฐานที่นำเสนอญัตตินี้เข้ามา และยังเคยมีเพื่อนสมาชิกที่ใช้หลักความเป็นอิสระและต้องไม่ถูกแทรกแซงนี้ในการไปร้องกับศาลรัฐธรรมนูญมาก่อนแล้ว และยังมีเพื่อน สว.อีก 13 คนที่ลาออกจากคณะกรรมการสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ามาเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยใช้หลักการเดียวกันนี้ในประเด็นของการขัดกันแห่งผลประโยชน์อีกด้วยและเขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีและขอยกย่องทั้ง 13 คนนี้ที่ยกประเด็นความขัดกันของผลประโยชน์นี้ในการลาออกเพื่อป้องกันการแทรกแซง

รายชื่อ กมธ.สามัญตรวจสอบประวัติ 13 รายที่ลาออกจากการสอบประวัติ ป.ป.ช.
อย่างไรก็ตาม เทวฤทธิ์ก็แสดงความไม่เห็นดวยที่มีการใช้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาในการพิจารณาตรวจสอบถอดถอนสมาชิกสภาจากตำแหน่งเพราะว่าเยอะเกินไปในดุลอำนาจของระบบการปกครอง แต่เขาเชื่อมั่นในเหตุผลที่สมาชิกวุฒิสภาใช้ในการไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญว่ามีการแทรกแซงการรตรวจสอบจากดีเอสไอ
ทั้งนี้เทวฤทธิ์อธิบายว่าสมาชิกวุฒิสภาขณะนี้เป้นทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องการเข้าไปให้ความเห็นชอบกับบุคคลที่จะเข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรที่จะเข้ามาตรวจสอบและให้ความเห้นชอบต่างๆ ทั้ง กกต. ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.ด้วย แต่องค์กรเหล่านี้ก็เป็นองค์กรที่จะเข้ามาตัดสินในกรณีนี้ ทำให้สมาชิกวุฒิสภาเองก็ฒีสถานะหนึ่งคือคู่กรณีเองด้วยแม้ว่าตอนนี้จะยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
เทวฤทธิ์กล่าวต่อว่าการที่สมาชิกวุฒิสภาเข้าไปพิจารณาในการให้ความเห็นชอบกับบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระเช่นนี้จะสร้างความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชน แต่เมื่อมีเพื่อนสมาชิกเองที่นำทางไปด้วยการลาออกจากการเป็นกรรมการสอบประวัติมาก่อนแล้วจึงไม่เห็นเหตุผลอะไรที่จะไม่ชะลอการให้ความเห็นชอบการรับรองกรรมการ ป.ป.ช.และการตั้งคณะกรรมการสอบประวัติของทั้ง กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ
เทวฤทธิ์ยังได้ยกประเด็นทางกฎหมายว่าตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาก็มีในข้อ 105 เรื่องกรอบเวลาเริ่มต้นการตั้งคณะกรรมการสอบประวัติคือ 60 วันและขยายได้ 30 วัน แต่ก่อนการตั้งคณะกรรมการไม่มีกรอบเวลาอยู่อย่างชัดเจน ดังนั้นสามารถเลื่อนได้และที่ผ่านมาก็เคยมีการเลื่อนญัตติมาก่อนแล้ว
เทวฤทธิ์ทิ้งท้ายในประเด็นเรื่องหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์เองก็มีอยู่ในรัฐธรรมนูญหมวดที่ 9 ด้วยที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาจะต้องไม่กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์และเพื่อนสมาชิกทั้ง 13 คนก็ได้ใช้หลักนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการเสนอญัตตินี้ของเขาก็เป็นการเสนอตามสิ่งที่สมาชิกเคยทำมาก่อนแล้ว
“การเรียกร้องความเป็นธรรมการเรียกร้องความเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซง ในห้วงเวลาการตรวจสอบโดยเฉพาะในสถานะระหว่างคู่กรณี พวกท่านก็ได้พิสูจน์ต่อหน้าศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งให้ทวี สอดส่องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะมีข้อมูลที่เล็งเห็นได้ว่ามีการแทรกแซง ดังนั้นหากมองว่าทวีเป็นคู่กรณีแล้ว วุฒิสภาเองก็เป็นคู่กรณี”
ประเด็นสุดท้ายที่อาจมีข้อห่วงกังวลว่าจะเกิดสุญญากาศหรือไม่หากไม่มีการพิจารณารับรองผู้ได้รับการเสนอเป็นกรรมการในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เทวฤทธิ์ยืนยันว่าหากยังไม่มีการแต่งตั้งเข้าไปใหม่ กรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็จะยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเช่นในกรณีของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ขณะนี้ก็หมดวาระแล้วแต่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องจากยังไม่มีการแต่งตั้งตุลาการคนใหม่เข้ามาในตำแหน่งของเขา
หลังการแถลงญัตติของเทวฤทธิ์แล้วสมาชิกวุฒิสภาที่ลุกอภิปรายสนับสนุนญัตติของเขาด้วยอีกหลายคน
ควรชะลอเพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัย
รัชนีกร ทองทิพย์ อภิปรายเสนอเช่นกันว่า ขอให้พิจารณาการัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระในสมัยประชุมปกติ ไม่เร่งรีบ ไม่ใช่การพิจารณาในสมัยวิสามัญอย่างวันนี้เพราะการเร่งรีบจะทำให้สังคมตั้งคำถาม และไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรีบ และเสนอให้ สว. ให้ความเห็นชอบต่อผู้ที่คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อมาไปในแนวทางปกติไม่มีแนวทางที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าผิดปกติและขอให้ปฏิบัติหน้าที่ให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยตั้งคำถาม
นอกจากนั้น สว.ก็ต้องพิสูจน์จริยธรรมของตัวเองให้ได้ก่อนที่จะไปตัดสินคนอื่นหากตนเองยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยแล้วจะเอาความชอบธรรมจากไหนไปตัดสินว่าใครควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในองค์กรอิสระที่เป็นตำแหน่งสำคัญ และสุดท้ายหากจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบประวัติหลังจากนี้ ขอให้คนที่ไม่ถูกกล่าวหาได้เป็นกรรมการพิจารณาคนที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการในองค์กรอิสระเพื่อตัดสิ่งที่เรียกว่าเป็นข้อเคลือบแคลงสงสัยและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และขอให้ สว.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
ยังมี สว.อีก 12 คนที่อภิปรายสนับสนุน ได้แก่ นันทนา นันทวโรภาศ, เปรมศักดิ์ เพียยุระ, ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ, นรเศรษฐ ปรัชญากร, นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ, พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์, ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา, สหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์, อังคณา นีละไพจิตร, มานะ มหาสุวีระชัย, มณีรัฐ เขมะวงค์, พรชัย วิทยเลิศพันธุ์, ชูชีพ เอื้อการณ์, ชวพล วัฒนพรมงคล และมังกร ศรีเจริญกูล
ยังไม่มีคำตัดสิน ยันยังมีจริยธรรม
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่า สว.รับการถูกกระทำมาโดยตลอดเพราะเพื่อนสมาชิกมาจากกลุ่มอาชีพมากมาย ตั้งแต่เรื่องการสืบสวนไม่ว่าจะองค์กรใดก็แล้วแต่ ที่เขาและเพื่อนสมาชิกตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาของ กกต. นั้นก็เริ่มมาจากดีเอสไอตั้งเรื่องสืบสวนที่มาของ สว. แม้ว่าจะมีอำนาจในการสืบสวนแต่ไม่มีอำนาจในการตั้งเรื่องเป็นคดีพิเศษเพราะเเมื่อสืบสวนแล้วได้ข้อมูลอย่างไรต้องส่งให้ กกต.พิจารณาวินิจฉัยแล้ว กกต.เองก็มีการพิจารณาอยู่แล้วหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือก สว.เข้ามา

ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมนั้น การเอาเป็นคดีพิเศษของคณะกรรมการคดีพิเศษจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วได้ยื่นเรื่องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.ถึงการดำเนินการที่ไม่สุจริต ก็ปล่อยให้เป็นคดีไป เรื่องนี้เป็นการปกป้องสิทธิของสมาชิกทุกคนที่ได้มาอยู่ในวุฒิสภา แต่ดีเอสไอตั้งเป็นคดีพิเศษแล้วก็ไม่หยุดดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ มีการดำเนินการไปในลักษณะที่มีประชาชนร้องเรียนเข้ามาว่ามีการสอบสวนไม่ชอบถึงจะหยุดไป
แต่เมื่อหยุดไปแล้วก็ยังปรากฏว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนที่ 26 ของ กกต.รับเรื่องทั้งหมดเข้ามาพิจารณา แต่ก็ยังมี 3 คนในคณะอนุกรรมการไต่สวนที่ 26 นี้เป็นคนของดีเอสไอก็เชื่อได้ว่าจะนำสำนวนการสอบสวนที่ดีเอสไอดำเนินการต่อไม่ได้ตามเป้าหมายมาส่งให้คณะอนุกรรมการไต่สวนไป
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าววาเขาและสมาชิกวุฒิสภาก็ยินดีที่จะเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา แต่ข้อกล่าวหาที่เคลือบคลุมจนไม่สามารถให้คำชี้แจงรายละเอียดได้ แม้กระทั่งคณะสอบสวนหรือผู้แจ้งข้อกล่าวหาก็ยังตอบคำถามไม่ได้ว่าพฤติการณ์ที่กล่าวหาคืออะไร แล้วจะให้ สว.ที่ถูกกล่าวหาชี้แจงได้อย่างไรในประเด็นใด การเรียกไปรับทราบข้อหานี้จึงดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการดำเนินการเพื่อให้พวกเขาได้รับความเสียหาย
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่าเรื่องดังกล่าวจึงนำไปสู่ประเด็นที่ว่า สว.ได้ขาดจริยธรรมหรือไม่ ซึ่งเขาเห็นว่าจริยธรรมนั้นเป็นเรื่องของการกระทำของบุคคลนั้นในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ดังนั้นปัญหาในครั้งนี้ สว.เป็นผู้ถูกกระทำจากผู้ที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ เขาจึงยังถือว่าตนเองเป็นคนหนึ่งที่ได้มาเป็น สว.จากการคัดเลือกด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมตามที่ กกต.เคยประกาศรับรองไว้
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่าการที่มีการอภิปรายว่าจะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือเรื่องขาดจริยธรรมไม่ควรจะตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติ แต่การตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัตินั้น สว.มีขั้นตอนในการดำเนินงานตามระเบียบข้อบังคับของสภาอยู่ และเราไม่สามารถดำเนินการนอกเหนือระเบียบได้ อีกทั้งเรื่องที่สำคัญคือกรอบของระยะเวลาตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้หากไม่มีการกำหนดคณะกรรมการรรหาคงไม่เร่งรีบเสนอชื่อขึ้นมา และเชื่อว่าคณะกรรมการสรรหาก็คงพิจารณามาแล้วเป็นอย่างดีก่อนเสนอชื่อขึ้นมาในชั้นของ สว. การจะมาผ่านขั้นตอนของ กมธ.ตรวจสอบประวัติก็คงไม่เป็นปัญหาและยังได้ตรวจสอบไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องใช้เวลาดำเนินการ 15 วันซึ่งรวมอยู่ในกรอบเวลา 60 วันของการให้ความเห็นชอบในชั้นวุฒิสภาด้วย
"เมื่อมีกรอบเวลากำหนดเมื่อได้รับเรื่องขึ้นมาเราก็ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ เราอย่ามาพะวงว่ามีจริยธรรมหรือไม่ ตราบใดที่ผมยังไม่เชื่อมั่นในองค์กรที่ตรวจสอบหรือไต่สวนผม ผมถือว่าผมยังเป็นผู้มีจริยธรรมรวมทั้งเพื่อนสมาชิกที่ถูกกล่าวหาทุกท่านจึงไม่อาจที่จะชะลอการดำเนินการที่จะแต่งตั้ง กมธ.สามัญตามวาระ" พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าว
ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน กล่าวไม่สนับสนุนให้มีการชะลอการพิจารณวาระตั้ง กมธ.สามัญ และรับรองกรรมการ ป.ป.ช.เช่นเดียวกับพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ โดยยกเหตุว่าตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดหน้าที่ไว้แก่ สว.ในการตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติและรับรองบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ หากชะลอออกไปโดยไม่มีเหตุผลตามกฎหมายหรือมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดจะกลายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่และทำให้ สว.อยู่ในความเสี่ยง และข้อกล่าวหาที่มีต่อ สว.บางคนยังไม่มีผลคำวินจฉัยหรือคำตัดสินจึงไม่ควรเอามาเป็นบรรทัดฐานในการให้ สว.หยุดทำหน้าที่และเชื่อว่า สว.ทุกคนทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระและยุติธรรมปราศจากอคติ หากต้องการให้มีการตรวจสอบเพื่อให้มีความโปร่งใสก็สามารรถตั้ง กมธ.สามัญขึ้นมาพิจารณาควบคู่ไปพร้อมกันได้
นอกจากนั้นภิญญาพัชญ์ ยังกล่าวว่าหากผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ไม่ควรได้รับการชะลอหรือบั่นทอนโอกาสในการเข้ามาทำหน้าที่เพื่อประเทศด้วย และหากให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็จะไม่สง่างามหากพบว่า สว.ที่ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาสุดท้ายแล้วไม่มีมูลความจริงและหลุดคดี
มี สว.ที่อภิปรายสนับสนุนให้โหวตไม่เห็นด้วยกับการชะลอการตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติและรับรองกรรมการ ป.ป.ช.เช่นกัน ได้แก่ พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์, วิวัฒน์ รุ้งแก้ว และ พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ
ทั้งนี้เดิมทีในการประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญวันนี้จะมีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการใน กกต.และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวม 3 ราย ดังนี้
- ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.
- ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการเสนอชื่อเข้ามาแทนในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ที่นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่ขณะนี้เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะหมดวาระ
- สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางราง และอดีตอธิบดีกรมทางหลวง ได้รับการเสนอชื่อเข้ามาแทนในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิที่รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่ปัญญา อุดชาชน ตุลาการกำลังจะหมดวาระ
นอกจากนั้นยังมีวาระให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 3 คน ได้แก่ ประกอบ ลีนะเปสนันท์, เพียรศักดิ์ สมบัติทอง และนายประจวบ ตันตินนท์
