- รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ภาควิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กังวลและไม่เห็นด้วยกับท่าที “ทักษิณ” หลังประกาศจะจัดการว้าแดงเอง หากผู้นำเมียนมาไม่ดำเนินการขจัดยาเสพติด หวั่นอาจถูกตีความว่าไทยจะละเมิดอำนาจอธิปไตยเพื่อนบ้าน ส่งผลต่อความไม่ไว้วางใจ-กระทบภาพลักษณ์ และบทบาทไทยในการเจรจายุติความขัดแย้งในเมียนมา เสนอใช้กลไก TBC–การทูตกับจีน เป็นทางเลือกแรกก่อนคิดจะใช้ความรุนแรง
- ทางด้าน รศ. ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มอง ‘ว้าแดง’ คือภัยคุกคามของไทย เหตุรุกล้ำข้ามแดน-ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ-ยาเสพติด ฯลฯ ต้องมียุทธศาสตร์กดดันให้หยุดพฤติกรรม แจงภารกิจ 3 หน่วยงาน การต่างประเทศ-กลาโหม-สภาความมั่นคง ยกระดับจัดการเชิงรุก แนะ ใช้เวที RBC พูดคุยปัญหายาเสพติด-ว้าแดง ให้เข้มข้นมากขึ้น
กังวลคำพูด ‘ทักษิณ’ หลังประกาศจะจัดการว้าแดงเอง
เสี่ยงละเมิดอธิปไตยเมียนมา
จากกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาประธานอาเซียน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ "ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน" ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตอนหนึ่งว่าแหล่งผลิตยาเสพที่ติดที่สำคัญอยู่ในพื้นที่ของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธว้าแดง เขตรัฐฉาน อีกภายใน 1 – 2 เดือน รมว.การต่างประเทศ จะต้องเข้าไปพบปะกับผู้นำเมียนมาให้จัดการ หากทำไม่ได้ ประเทศไทยคงต้องขออนุญาตจัดการด้วยตนเอง และหากยังผลิตจะถือว่าเป็นศัตรู
รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ภาควิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและการต่างประเทศเมียนมา เปิดเผยว่า เห็นด้วยในหลักการว่าต้องมีการจัดการกับกลุ่มว้าแดงเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศไทย แต่ต้องเป็นการทำงานอย่างรัดกุมและคำนึงถึงประเด็นระหว่างประเทศที่มีความอ่อนไหวด้วย ส่วนตัวรู้สึกกังวลและไม่ค่อยเห็นด้วยกับการสื่อสารของคุณทักษิณที่พูดว่า หากรัฐบาลทหารเมียนมาจัดการไม่ได้จะขอเป็นฝ่ายเข้าไปจัดการด้วยตนเอง ตรงนี้อาจจะก่อให้เกิดการตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นสัญญาณที่ออกมาจากรัฐบาลไทยหรือไม่ หรือเป็นสัญญาณที่ออกมาจากฝ่ายความมั่นคงไทยหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ในหลายๆ เรื่อง
พินิตพันธุ์กล่าวว่า การใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดตามที่คุณทักษิณกล่าวอ้างนั้นอาจทำให้ผู้ฟังคาดเดาไปว่า ไทยอาจจะแทรกแซงโดยส่งกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของไทยเข้าไปปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ เรื่องนี้ควรต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของเมียนมา และสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอาจทำให้กองทัพเมียนมารู้สึกไม่ไว้วางใจ และหวาดระแวงว่า ทางการไทยจะมีนัยทางการเมืองในการเข้าไปสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมากลุ่มใดหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยที่พยายามจะเข้าไปมีบทบาทในการเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพระหว่างกลุ่มต่อต้านกับรัฐบาลทหาร
พินิตพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการผลิตยาเสพติดของกลุ่มว้าแดงอย่างมีนัยสำคัญมาราว 20 ปีก่อน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีหน่วยงานติดตามและดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับรัฐบาลและระดับท้องถิ่นที่ผู้บัญชาการกองกำลังต่างๆ เป็นผู้ดูแล รวมไปถึงบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการเรียกร้องกับรัฐบาลเมียนมาให้ช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหายาเสพติด ก็มีการทำมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ทว่า รัฐบาลทหารเมียนมาก็มีข้อจำกัดในการเข้าไปบริหารจัดการ ด้วยรูปแบบการปกครองพื้นที่ของว้าแดงซึ่งมีความอิสระในการปกครองตนเอง เพราะได้ทำข้อตกลงหยุดยิงและมีการแบ่งสรรทางอำนาจต่างๆ กับรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1990 มากไปกว่านั้นคือมิติของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย จึงทำให้กองทัพไม่อยากเข้าไปกดดันหรือแทรกแซงว้าแดงมากนัก ยังไม่นับว่าภายหลังจากการรัฐประหารในปี 2021 เป็นต้นมา ได้ทำให้อิทธิพลของกองทัพลดน้อยถอยลงไปอย่างมากในบริเวณพื้นที่ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ขณะที่กองกำลังติดอาวุธอย่างว้าแดงกลับมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ช่องทางหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยทำมาโดยตลอดในทางการทูต คือการคุยกับรัฐบาลจีน โดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งอยู่ในพื้นที่ยูนนาน ให้ช่วยดูแลและจัดการเรื่องยาเสพติดร่วมกัน และร้องขอรัฐบาลจีนให้หยุดส่งสารเคมีที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติดให้กับกลุ่มว้าแดง
มากไปกว่านั้น คือการบริหารจัดการพื้นที่ภายในประเทศในเรื่องการป้องปรามการเสพ การซื้อ และการลักลอบขนย้ายยาเสพติด และการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการปราบปรามยาเสพติดบริเวณแนวชายแดนของกลุ่มผู้ค้ายา จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการเยียวยา บรรเทาผู้เสพยาเสพติด
พินิตพันธุ์กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตัวแสดงที่สำคัญในการจัดการและแก้ไขปัญหายาเสพติดคือชนกลุ่มน้อยที่เป็นเครือข่ายของฝ่ายความมั่นคงไทย หรือเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยบริเวณตามแนวชายแดน ควรจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญในการติดต่อประสานงาน และขับเคลื่อนร่วมกันเป็นเครือข่ายในการสนับสนุนการป้องปรามยาเสพติด รวมไปถึงการใช้กลไกที่สำคัญอย่างคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย - เมียนมา (TBC) ซึ่งเป็นเวทีในการหารือเรื่องความมั่นคง ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการพูดคุยแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพติด
“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งที่คุณทักษิณพูดเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยดำเนินการมาโดยตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะต้องดำเนินการให้มีความเข้มแข็ง จับต้องได้ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการดำเนินการความสัมพันธ์ทางการทูตกับทั้งรัฐบาลกลางเมียนมา รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของจีน สิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นตัวเลือกในเบื้องต้นก่อนที่จะคิดถึงการใช้ความรุนแรง ที่อาจจะก่อให้เกิดการละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน” พินิตพันธุ์กล่าว
มอง ‘ว้าแดง’ คือภัยคุกคามชาติไทย-หนุนรัฐจัดการเชิงรุก
ขีดเส้นจบให้ชัด - เพิ่มทหาร ตั้งปืนใหญ่ กดดัน
รศ. ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นกรณีการกล่าวปาฐกถาพิเศษของทักษิณว่า หากตัดบริบททางด้านการเมืองของอดีตนายกฯ ทักษิณออกไป และมุ่งเป้ามาที่วิธีคิดในการจัดการปัญหากับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธว้าแดง ส่วนตัวรู้สึกเห็นด้วยว่าว้าแดงคือภัยคุกคามของประเทศไทย ทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ก็ล้วนแต่มีต้นทางมาจากพื้นที่ควบคุมของว้าแดง รวมถึงที่ผ่านมาพบว่ามีการละเมิดและล้ำแดนเข้ามายังพื้นที่ชายแดนไทยภาคเหนือหลายจุด ดังนั้นการที่อดีตนายกฯ ทักษิณ กล่าวว่าจะต้องมีการเข้าไปเจรจากับรัฐบาลทหารเมียนมา และหากจัดการไม่ได้จะเข้าไปจัดการเอง ส่วนตัวคิดว่าก็น่าจะเป็นแบบนั้น
“ในแง่ของหลักการ ถ้า ณ วันนี้ เราคิดเหมือนกันว่าไม่ควรจะตั้งรับต่อปัญหาต่างๆ ที่เพื่อนบ้านส่งออกมาอย่างเดียว ประเทศไทยจะต้องดำเนินการยุทธศาสตร์เชิกรุก เพิ่มขีดความสามารถของเราในการกดดัน เพื่อทำให้ว้าแดงหยุดพฤติกรรมที่เป็นภัยคุกคามกับประเทศไทยและภูมิภาคมากขึ้น ส่วนตัวคิดว่ามันก็คงต้องเดินตามครรลองแบบนั้น แต่ในเรื่องของวิธีการ หรือสไตล์ต่างๆ ก็ว่ากันไป” ดุลยภาคกล่าว
ดุลยภาคกล่าวอีกว่า หลังจากการพูดคุย กรณีที่รัฐบาลเมียนมาต้องการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ไม่ประสงค์จะให้ทางการไทยเข้าไปล่วงล้ำกิจการภายใน ก็ควรมีการกำหนดกรอบระยะเวลาอย่างชัดเจน ว่าจะจัดการปัญหานี้แล้วเสร็จเมื่อใด มิใช่การรับปากลอยๆ แล้วจบไป ส่วนในกรณีที่ไทยจะเข้าไปจัดการเองนั้น ต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการได้บนเงื่อนไขใด
ทั้งนี้ ปัจจุบันศักยภาพทางการทหารของกลุ่มว้าแดงมีกองกำลังกึ่งๆ ทหารประจำการ และมีปืนใหญ่ซึ่งอาจจะมีวิถีการยิงในระยะไม่ไกลมากนัก แต่ก็ถือเป็นเขี้ยวเล็บอันสำคัญ หากจะสู้รบกันจริงๆ คงต้องมีการเพิ่มกองกำลังทางทหารของไทยอย่างจริงจังและมากพอสมควร แต่ส่วนตัวคิดว่าสถานการณ์คงยังไม่สุกงอมและไม่หนักพอที่จะไปถึงจุดนั้น คิดว่าน่าจะออกมาในลักษณะของการเพิ่มกองกำลังตรวจตระเวนในพื้นที่ชายแดนของไทยเอง หรือการบริหารจัดการภายในประเทศเพื่อใช้มาตรการกดดันในรูปแบบต่างๆ มากกว่า
นอกจากนี้ 3 หน่วยงานยุทธศาสตร์หลักที่จะต้องดูแลและรับผิดชอบการดำเนินงานระหว่างไทยและเมียนมา คือ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงกลาโหม (กห.) จะต้องทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น
กรณีของ กต. องค์กรในสังกัดที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ กรมเอเชียตะวันออก กรมอาเซียน หรือสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง จะต้องจัดทำฐานข้อมูลและมีการนัดพูดคุยประเด็นเรื่องปัญหายาเสพติดกับตัวแทนของรัฐบาลทหารเมียนมาที่กรุงกรุงเนปิดอว์เป็นหลัก
ขณะที่ สมช. จะต้องดำเนินการวางแผนการป้องกันประเทศโดยให้ความสำคัญไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์ชายแดนไทยภาคเหนือ ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงยุทธศาสตร์เข้ากับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์แต่ละกลุ่ม ที่จะเป็นพันธมิตรกับไทยอย่างเช่นกลุ่มไทใหญ่ให้เป็นรัฐกันชนให้ เป็นต้น
นอกจากนั้น คือ กห. มีหน้าที่ในการกำกับดูแลงานด้านความมั่นคง ซึ่ง พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ก็คงต้องพยายามกำกับกองทัพหลากหลายเหล่าทัพให้ดำเนินการป้องกันชายแดนในลักษณะที่ประณีตและละเอียดขึ้น ทางกองทัพบกก็ต้องมีคำสั่งไปยังกองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) กับกองกำลังผาเมือง เพื่อวางกองร้อยให้มีความเหนียวแน่นและมีความถี่มากขึ้น เพราะปัญหาที่ว้าแดงรุกล้ำเข้ามายังดินแดนของไทยในช่วงที่ผ่านมา ก็เกิดจากการวางกำลังไม่เพียงพอ
ดุลยภาคกล่าวอีกว่า ช่องทางการพูดคุยที่หน่วยงานความมั่นคงมักใช้ผ่านเวทีคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย – เมียนมา ก็จะต้องจัดให้ถี่ขึ้น โดยพูดคุยวาระหลักเรื่องปัญหายาเสพติดจากว้าแดงให้ลึกและเข้มข้นขึ้นไปอีก และในบางจุดที่ว้าแดงลักลอบขนส่งยาเสพติด ไทยจะต้องปิดจุดพื้นที่ตรงนั้นให้มากขึ้นเช่นกัน
“ควบคู่ไปกับการเจรจากับกองบัญชาการ 171 ของว้าแดงใต้ กับกองบัญชาการหลักซึ่งอยู่ที่ปางซาง เพื่อให้เขาลดการผลิตยาเสพติด หรือลดการตั้งฐานทหารที่รุกล้ำเข้ามาแดนไทย แต่หากการเจรจาล่าช้า หรือไม่เป็นผล เราก็ต้องมีมาตรการกดดัน เช่นการเพิ่มจุดการวางปืนใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าจะทำการรบ แต่เป็นการตั้งรับและข่มขวัญทางยุทธศาสตร์คู่ตรงข้าม หรือจะปิดช่องทางเข้า-ออก ไม่ให้ว้าแดงเข้ามาใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่นเดินทางเข้ามาค้าขายหรือมาใช้บริการโรงพยาบาลในพื้นที่ของไทย เพื่อสร้างแรงกดดันกลับไป เป็นต้น อย่างที่กล่าวไปว่าถึงเวลาที่เราควรจะเดินหน้าแบบเชิงรุก มากกว่าการตั้งรับได้แล้ว ไม่งั้นเราจะแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเสียที” ดุลยภาคกล่าว
