ทางการจีนเสนอจัดตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยโดยร่วมมือกับกองทัพพม่า เพื่อปกป้องธุรกิจของตัวเองในพม่า เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา โดยมองว่าเป็นพม่าปล่อยให้จีนรุกล้ำเข้ามาแทรกแซงภายใน และเป็นสัญญาณว่ากองทัพพม่าไม่สามารถรักษาความมั่นคงในชาติจากฝ่ายต่อต้านได้ จีนจะรักษาผลประโยชน์ของตัวเองอย่างไร โดยไม่เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในพม่ามากเกินไป
2 ธ.ค. 2567 จากรายงานของ เมียนมาร์ กาเซตต์ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาระบุว่า กองทัพพม่าได้ตั้งคณะกรรมการที่มีสมาชิก 13 คน เพื่อทำการพิจารณาข้อเสนอของทางการจีนและร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) เกี่ยวกับเรื่องการร่วมทุนกับทางการจีนในการจัดตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยในพม่า
การร่วมทุนที่ว่านี้ มีที่มาจากการที่ทางการจีนได้เสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยติดอาวุธ เพื่อให้เข้าไปดูแลกิจการของจีนที่ลงทุนอยู่ในพม่า คณะกรรมการของกองทัพพม่าได้ทำการประเมินเรื่องปัจจัยด้านการขนส่งกำลังบำรุงในร่าง MOU เช่นเรื่องการนำเข้าอาวุธและยุทโธปกรณ์ด้านความมั่นคง ไปพร้อมๆ กับการทำให้แน่ใจว่าแผนการนี้จะไม่เป็นการบั่นทอนอธิปไตยของพม่า
ผู้สังเกตการณ์พม่ามองว่า มีข้อเสนอนี้ออกมาหลังจากเกิดเหตุปาระเบิดใส่สถานกงสุลจีนที่มัณฑะเลย์เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าทางการจีนมีความกังวลเรื่องการลงทุนของตัวเองในพม่าเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่การเมืองขาดเสถียรภาพ
นักวิชาการพม่ามองว่า สิ่งที่จีนให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรกคือเรื่องเสถียรภาพในพม่าเพื่อรองรับโครงการริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" ของพวกเขา นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าทางการกองทัพพม่าไม่สามารถที่จะควบคุมกลุ่มปฏิวัติภายในเอาไว้ได้ ทำให้ทางการจีนต้องหามาตรการใหม่มาใช้
นักวิชาการตั้งข้อสังเกตอีกว่า เนื่องจากในกฎหมายของพม่าตามรัฐธรรมนูญปี 2551 ที่มาจากฝ่ายเผด็จการทหาร ระบุห้ามไม่ให้มีการวางกำลังจากต่างชาติในดินแดนของพม่า ทำให้พวกเขาต้องระบุถึงหน่วยรักษาการติดอาวุธของจีนว่าเป็น "บริษัท" ที่พวกเขาร่วมทุนด้วย เพื่อเป็นกุศโลบายในการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกกล่าวหาว่ามีการแทรกแซงทางการทหารจากจีน
อย่างไรก็ตามประชาชนชาวพม่าก็มองเรื่องนี้ว่าเป็นการที่พม่าถูกล่วงล้ำอธิปไตยโดยจีน และแม้แต่กองทัพเผด็จการเองก็รู้สึกไม่สบายใตที่จีนเข้ามามีส่วนพัวพันมากเช่นนี้
ข้อเสนอตั้งหน่วยรักษาการจากจีนยังแสดงให้เห็นอีกว่า ทางการจีนไม่มีความมั่นใจว่ากองทัพเผด็จการพม่าจะมีความสามารถในการรักษาความมั่นคงภายในประเทศได้
ทางการจีนมีการลงทุนอะไรในพม่า
ทางการจีนมีการริเริ่มระเบียงเศรษฐกิจจีน-พม่า หรือ CMEC ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะเชื่อมกับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง มีการวางแผนสร้างท้อก๊าซและน้ำมัน รวมถึงแผนการสร้างถนนกับระบบรางเพื่อการขนส่งจากมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของจีนผ่านไปทางหมู่แจ้และมัณฑะเลย์ของพม่า ไปจนถึงเมืองท่าเจาะพยูของรัฐยะไข่
แต่เมื่อปี 2564 หลังการรัฐประหารและการปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรงโดยกองทัพพม่า ฝ่ายต่อต้านก็ได้ประกาศทำ "สงครามคุ้มครองประชาชน" ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่คุกคามโครงการลงทุนของจีนในพม่า
Kyi Sin เจ้าหน้าที่นักวิจัยจาก ISEAS สถาบันยูซฟ อิชัค ระบุในรายงานของเขาว่า "ข้อจำกัด" ที่มาจากทั้งฝ่ายสภากองทัพพม่าและฝ่ายต่อต้านคือรัฐบาลเงา NUG ต่างก็กลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-พม่า CMEC โดยมีการยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ในเดือนมกราคม 2565 ที่กองกำลังพิทักษ์ประชาชนในท้องถิ่นได้ทำการโจมตีโรงถลุงแร่นิกเกิลตะกองตอง
นักวิชาการอีกรายหนึ่งคือ เจสัน ทาวเวอร์ ผู้อำนวยการพม่าของสถาบันเพื่อสันติภาพสหรัฐฯ มองว่า ฝ่ายสภากองทัพพม่าได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมที่ลดลงด้วย เช่น กรณีการขว้างระเบิดใส่สถานกงสุลจีนที่เกิดขึ้นในมัณฑะเลย์ช่วงกลางวันแสกๆ เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทางการจีนแถลงโต้ตอบอย่างทันควันว่าพวกเขา "รู้สึกตื่นตะลึงอย่างมากกับเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นและขอประณามอย่างหนัก"
NUG มองว่าการร่วมทุนกับกองทัพพม่า จะไม่ส่งผลดีต่อผลประโยชน์ของจีน
รัฐบาลเงาพลเรือน NUG ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านกองทัพพม่ามองว่า กรณีที่จีนร่วมทุนกับกองทัพพม่าตั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยว่า จะไม่เป็นการคุ้มครองผลประโยชน์ของจีน เพราะกองทัพพม่าเป็นผู้ทำลายเสถียรภาพ
U Kyaw Zaw โฆษกของ NUG โพสต์ลงในเฟซบุ๊กระบุว่า พวกเขาเข้าใจที่จีนรู้สึกเป็นห่วงเกี่ยวกับความมั่นคงในการลงทุนและความปลอดภัยต่อพลเรือนของตัวเองในพม่าท่ามกลาง "ความไร้เสถียรภาพที่มาจากการกระทำของกองทัพพม่า"
U Kyaw Zaw ระบุว่า กองทัพพม่าไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของจีนและปกป้องพลเรือนจีนได้ กองทัพพม่าได้ก่อเหตุรุนแรงไปทั่วประเทศ รวมถึงผู้สนับสนุนกองทัพพม่าก็เป็นคนแพร่กระจายแนวคิดแบบต่อต้านจีนด้วย กลายเป็นการคุกคามต่อการลงทุนของจีนและต่อพลเรือนชาวจีนโดยตรง
U Kyaw Zaw เสนอว่า รัฐบาลจีนควรจะแสวงหาความร่วมมือกับ NUG และกลุ่มกองกำลังปฏิบัติต่อต้านเผด็จการทหารมากกว่า โดยระบุว่าเป็นหนทางเดียวที่จีนจะสามารถคุ้มครองการลงทุนและการประกอบธุรกิจในพม่าได้
"พวกเราขอเรียกร้องให้ประเทศใกล้เคียงสนับสนุนความต้องการของประชาชนพม่า โดยการส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาในพม่าและในภูมิภาค" โฆษกของ NUG
เรื่องที่จีนมีความร่วมมือกับกองกำลังอื่นๆ นอกเหนือจากกองทัพพม่านั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ทางการจีนก็เคยมีความสัมพันธ์กับกองกำลังชาติพันธุ์บางกลุ่มในพม่ารวมถึงกองกำลังว้าแดง (UWSA) และยังเคยสนับสนุนปฏิบัติการของพันธมิตรสามภราดรภาพในรัฐฉานที่มีกองกำลังโกก้างรวมอยู่ด้วย เพราะในตอนนั้นจีนมองว่าปฏิบัติการของพันธมิตรสามภราดรภาพจะช่วยลดปัญหาสแกมเมอร์ที่วางเป้าหมายเป็นพลเรือนชาวจีนได้ แต่ในเวลาต่อมาจีนก็ยกเลิกให้การสนับสนุนปฏิบัติการนี้
จีนพยายามสร้างสมดุลความสัมพันธ์ในพม่า แต่การอิงกับกองทัพพม่าอาจก่อปัญหาพอกพูน
โธมัส คีน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านพม่ากับบังกลาเทศของอินเตอเนชันแนลไครซิสกรุ๊ปกล่าวว่าหลังจากการรัฐประหารปี 2564 จีนก็พยายามรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับฝักฝ่ายต่างๆ ในพม่า ในขณะที่จีนให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจ ทางการทูต และทางการทหารกับกองทัพพม่า แต่ก็ยังคงความสัมพันธ์กับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์กับฝ่ายต่อต้านเอาไว้ด้วย โดยมีการเน้นรักษาเสถียรภาพเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีนในพม่า
การที่จีนเริ่มปรับวิธีการเข้าหากลุ่มต่างๆ เพราะฝ่ายกองทัพพม่าเริ่มสูญเสียการควบคุมในเขตพื้นที่ที่มีความสำคัญ คีนบอกว่า ทางการจีนไม่อยากให้กฎระเบียบในพม่าพังลง ทำให้ทางการจีนจำใจต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยทั้งที่ไม่อยากจะทำ หลังจากที่ในช่วงสองสามปีแรกหลังรัฐประหารพวกเขาพยายามจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากเกินไป
คีนพูดถึงเรื่องที่จีนเพิ่งจะส่งความช่วยเหลือทางการทหารให้กองทัพพม่าอย่างเครื่องบินรบเป็นสิ่งที่สะท้อนว่า จีนก็กำลังกังวลอยู่เหมือนกันว่าฝ่ายกองทัพพม่าจะไม่สามารถรักษาระเบียบเอาไว้ได้ และสะท้อนว่ากองทัพพม่าก็ควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่ได้มากนัก
อับดุล รอห์มัน ยากอบ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนักวิจัยที่สถาบันโลวี กล่าวว่า ปัญหาของฝ่ายกองทัพพม่าเน้นแต่การเพิ่มจำนวนกำลังพลมากเกินไป โดยการกวาดต้อนเกณฑ์กำลังพลเป็นจำนวนมาก แต่ปริมาณมากก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพดีไปด้วย อีกทั้งกองทัพพม่าต้องรับศึกหลายด้านทั้งเหนือ ใต้ และแถบชายแดนต่างๆ ทำให้พวกเขามีกำลังไม่มากพอในการที่จะรักษาความปลอดภัยได้อย่างครอบคลุม
ยากอบตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้เราเห็นฝ่ายต่อต้านและฝ่านกบฏเริ่มปฏิบัติการในพื้นที่เมืองมากขึ้น โดยโจมตีใส่เป้าหมายที่เป็นผลประโยชน์กับรัฐบาลทหารพม่า
นักวิชาการด้านพม่ามองว่า การที่จีนจะตั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยของตัวเองนั้นก็มีโอกาสสร้างปัญหาให้กับกองกำลังฝ่ายปฏิวัติต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ ซึ่งทำให้ฝ่ายต่อต้านต้องเตรียมรับมือตรงจุดนี้ด้วย ในขณะเดียวกันจีนที่เข้ามามีบทบาทในพม่ามากขึ้นก็เสี่ยงที่จะทำให้สูญเสียการสนับสนุนจากประชาชนและจากประเทศที่มีอำนาจในภูมิภาคอย่างอินเดียด้วย
จีนต้องพิจารณาว่าจะบรรลุเป้าหมายรักษาเสถียรภาพกิจการของตัวเองได้อย่างไรโดยไม่เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งพม่ามากเกินไป ยาขอบมองว่า จีนจะต้องพิจารณาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตัวเองในระยะยาว เทียบกับความจำเป็นที่จะสนับสนุนกองทัพพม่าในระยะสั้นและระยะกลาง
เรียบเรียงจาก
China’s joint security proposal sparks controversy in Myanmar, VOA News, 20-11-2024
https://www.voanews.com/a/china-s-joint-security-proposal-sparks-controversy-in-myanmar/7870325.html
NUG: Myanmar Junta Cannot Protect Chinese Projects, The Irrawaddy, 27-11-2024
https://www.irrawaddy.com/news/burma/nug-myanmar-junta-cannot-protect-chinese-projects.html
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/China-Myanmar_Economic_Corridor