เมื่อวานนี้ 'มาริษ' ย้ำไทยจะใช้ทุกกลไกทั้ง JBC-GBC-RBC แก้ไขข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และมีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ทางด้านนายกฯ กัมพูชาจะใช้ JBC นำเรื่องขึ้นศาลโลกชี้ชัดเรื่องพื้นที่ ล่าสุดวันนี้ 'วินธัย' แจงเรื่องเอาขึ้นศาลโลกยังเป็นคนละประเด็นกับปัญหาตอนนี้ที่ต้องหาทางอยู่ร่วมกันบนพื้นที่ทับซ้อนต้องถอยห่างจากจุดปะทะและต้องร่วมกันรักษาข้อตกลงให้ได้ก่อน
เมื่อ 1 มิ.ย.2568 ที่กระทรวงการต่างประเทศ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเกี่ยวกับพัฒนาการสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ฝ่ายไทย นานกว่า 2 ชั่วโมง โดยมีเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และพลเอก มนัส จันดี เสนาธิการทหาร ร่วมด้วยว่า ตนได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศจัดประชุมเจบีซี เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยไทยและกัมพูชาเป็นประเทศที่มีความใกล้ชิดกัน ทั้งในระดับรัฐบาลและประชาชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการทุกวิถีทางที่จะไม่ให้สถานการณ์บานปลายถึงขั้นกระทบกระเทือนถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ซึ่งถ้ากระทบมากไปจะไม่เป็นผลดี
อย่างไรก็ตาม ได้มีเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม เวลา 05.45 น. กระทรวงการต่างประเทศรู้สึกไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง
มาริษกล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ชายแดนยังสงบเรียบร้อย ด่านทุกด่านยังเปิดทำการปกติ เพราะหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นได้มีการหารือกันในหลายระดับ ตัวเขาเองได้โทรศัพท์พูดคุยปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ซึ่งเห็นด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ยุติความตึงเครียด นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกทั้งสองประเทศได้พบกันในวันที่ 30 พฤษภาคม เพื่อหาทางลดความตึงเครียด และล่าสุดเขาได้พบกับปรัก สุคนอีกครั้ง และยังมีโอกาสเรียนหารือกับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นว่าเราต้องร่วมมือกันเพื่อลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนโดยกลไกต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศที่เห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือกันทั้งในด้านการทหารด้วย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย มีเสถียรภาพตามแนวชายแดนในระหว่างที่ท่านได้เยือนกัมพูชาในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
มาริษกล่าวด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายต้องการจะใช้กลไกที่มีอยู่ และเรามีเจตนารมย์ทางการเมืองที่ต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างสันติโดยไม่มีความขัดแย้งผ่านกลไก 3 ระดับที่มีอยู่คือ เจบีซี คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) และจะพยายามใช้กลไกเหล่านี้ ในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ความสงบกลับคืนมา วันนี้จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเตรียมความพร้อมที่จะไปพูดคุยกับฝั่งกัมพูชาในกรอบของเจบีซี ซึ่งทั้งสองฝ่ายตัดสินใจแล้วจะให้มีการประชุมโดยเร็วที่สุด
มาริษยังระบุด้วยว่า เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและไม่เกิดเหตุการณ์ที่มันบานปลายไปมากกว่านี้ จำเป็นที่ประเทศทั้งสอง จะต้องไม่ได้ดำเนินการใดให้เกิดความตึงเครียดขึ้น จึงต้องใช้ความอดกลั้นที่จะไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่านี้และใช้กลไกการเจรจาของกรอบเจบีซีแก้ปัญหา ขณะเดียวกันขอฝากสื่อมวลชนว่าเราจะต้องช่วยกันไม่เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่เผยแพร่สิ่งที่ไม่สมควรเปิดเผยแล้วทำให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้
ด้านนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงเพิ่มเติมว่า กระทรวงการต่างประเทศขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาที่เกิดขึ้นในการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่การดำเนินการของไทยทำไปเพื่อรักษาบูรณภาพของดินแดนจากการรุกล้ำของกองกำลังทหารติดอาวุธจากต่างประเทศ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและตามกฏหมายภายในของไทย ทั้งนี้ การดำเนินการของไทยเป็นไปเพื่อป้องกันอธิปไตยและเป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วนของสถานการณ์ ที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้สถานการณ์ยังคงมีความสงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และด่านทุกด่านเปิดตามปกติ
“ท่านรัฐมนตรีได้มีการติดต่อสื่อสารกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา 2 ครั้ง จุดนี้ทำให้เห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่แน่วแน่ ที่จะแก้ไขด้วยกลไกที่ 2 ฝ่ายมีอยู่แล้ว เราหวังว่าจะมีการประชุมเจบีซี ซึ่งเป็นกลไกทางเทคนิคและกฎหมายที่ตั้งขึ้นมา มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความชัดเจนของการแก้ไขปัญหาเขตแดนในระยะกลางถึงระยะยาว เพื่อให้มีการสำรวจและทำหลักเขตแดนที่ชัดเจน โดยอาจจะแนะนำมาตรการชั่วคราวในระหว่างรอสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญ ที่อาจช่วยลดการเผเชิญหน้าระหว่างทหารทั้ง 2 ฝ่าย เราพยายามจัดให้มีการประชุมในโอกาสแรกอย่างเร็ว อาจจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า และไม่น่าจะเกินปลายเดือนมิถุนายนนี้” นายนิกรเดชกล่าว
นิกรเดชย้ำว่า ไทยมีความพร้อมในการเจรจาเจบีซีที่แล้วหลังจากที่ได้มีการประชุมกัน ผู้ที่เป็นเจ้าภาพการประชุมในครั้งนี้คือฝ่ายกัมพูชา ขณะนี้กำลังเจรจาเรื่องวันที่อยู่ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายอยากให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด
โฆษกฯ กล่าวถึงโพสต์ของสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ตามหลักแล้วมีผลทางกฎหมายหรือไม่ นิกรเดช กล่าวว่า ผลทางกฎหมายไม่มี ท่านโพสต์ได้ เพียงแต่เราดูในฝั่งเรา อยากให้ข้อมูลที่ออกมาทางสื่อสะท้อนความเป็นจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
นิกรเดช กล่าวถึงกรณีหากเกิดความรุนแรงขึ้นว่าว่า เรื่องนี้เกินไปจากกระทรวงการต่างประเทศ แต่จะมีทั้งทางทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้เกิดเหตุปะทะกันรุนแรง ตนคิดว่าอย่าเพิ่งไปถึงตรงนั้น ตอนนี้เรากำลังอยู่ในทางลงที่ดี ทางลงที่สันติระหว่างกัน ตนเชื่อว่าเราพร้อมเจรจาระหว่างกัน
นิกรเดชกล่าวถึงจุดยืนของกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นพลเรือน และกองทัพที่อยู่ในฝ่ายปฏิบัติสอดคล้องกันหรือไม่ในเรื่องการยืนยันที่จะเจรจารักษาสันติภาพ นายนิกรเดช กล่าวว่า สอดคล้องกัน เพราะฝ่ายทหารไม่ได้ประสงค์ที่จะมีความรุนแรงใดๆ เราทีมไทยแลนด์ทั้งทีม เรามุ่งหาข้อยุติอย่างสันติวินี้
กัมพูชาจะเอาพื้นที่พิพาทขึ้นศาลโลก
ทางด้านกัมพูชา เมื่อวานนี้ (1 มิ.ย.) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์ทางเฟซบุ๊กของตนว่า ทางกัมพูชายึดมั่นอย่างแน่วแน่ในหลักการแก้ไขปัญหาเขตแดนโดยสันติ ผ่านกลไกทางเทคนิคและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นรากฐานสำคัญ
ฮุน มาเนตระบุว่าได้สั่งการให้ คณะกรรมาธิการร่วมด้านเขตแดนกัมพูชา-ไทย (JBC) ดำเนินการดังนี้:
- จัดการประชุม JBC กับฝ่ายไทยโดยทันที เพื่อดำเนินการสำรวจ แบ่งเขต และติดตั้งหลักเขตแดนระหว่างทั้งสองประเทศให้ต่อเนื่อง
- เตรียมบรรจุหัวข้อในวาระการประชุม JBC เกี่ยวกับการนำประเด็นของพื้นที่ดังต่อไปนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)
- ปราสาทตาเมือนธม
- ปราสาทตาเมือนโต๊ด
- ปราสาทตาควาย
- และพื้นที่มอมเบ (หรือที่ฝั่งไทยเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่าสามเหลี่ยมมรกต)
นายกฯ กัมพูชายังระบุอีกว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการยั่วยุซ้ำซากโดยกลุ่มหัวรุนแรงบางส่วนจุดกระแสชาตินิยมในทั้งสองประเทศ และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้ารอบใหม่ในอนาคต แต่ยังคงหวังว่า จะสามารถร่วมมือกันเพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายในพื้นที่พิพาทที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ รวมถึงดำเนินการสำรวจ แบ่งเขต และติดตั้งหลักเขตแดนในพื้นที่ที่ยังไม่มีการแบ่งเขตอย่างสันติ บนพื้นฐานของเทคนิคและกฎหมายระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ฮุน มาเนตก็ระบุในโพสต์โดยย้ำว่าแม้กัมพูชาจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติ ผ่านกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จะยังคงสงวนสิทธิในการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของตนโดยทุกวิถีทาง รวมถึงการใช้กำลังทหาร หากมีความพยายามใดๆ ที่จะบุกรุกดินแดนของกัมพูชาด้วยกำลังทางทหารเช่นกัน
ส่วน พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวยืนยันตามแผนที่ 1:50000 ของไทยว่าปราสาททั้ง 3 แห่งดังกล่าวเป็นของไทย ส่วนเรื่องที่กัมพูชาจะนำไปขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็เป็นเรื่องของรัฐบาล
ปัญหาตอนนี้คือจะอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันอย่างไร
ทั้งนี้ทางฝั่งไทยในวันนี้พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ก็ได้กล่าวถึงเรื่องที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะนำเรื่องขึ้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้นยังคงเป็นคนละเรื่องกับปัญหาปัจจุบัน เพราะปัญหาตอนนี้คือจะทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกันในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน จึงยังไม่ได้เน้นไปที่ประเด็นการชี้ชัดว่าควรเป็นดินแดนของใคร ลำดับแรกจะต้องถอยห่างจากจุดปะทะ และให้ JBC มาดูในเรื่องปักปันเขตแดน ข้อกฎหมาย และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากที่พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการกองทัพบกได้พูดคุยกับผู้บัญชาการกองทัพบกของกัมพูชาก็เห็นตรงกันในประเด็นนี้ และจะระมัดระวังกำลังพลไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก
ทั้งนี้โฆษกกองทัพบกก็ระบุด้วยว่าจะต้องร่วมกันรักษากติกาข้อตกลงที่ให้ไว้ต่อกันให้ได้ก่อนโดยเฉพาะเรื่องเขตแดนในแผนที่ที่เป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ เช่น ที่ผ่านมาก็มีกติกาข้อตกลงที่ใช้ร่วมกันมาตลอดเชนไม่ดัดแปลงสภาพภูมิประเทศ ไม่วางกำลังทหารในลักษณะหันปืนเข้าฝั่งไทย ก่อนจะไปใช้กลไกอื่น
จุดที่เป็นพื้นที่ขัดแย้ง
อนึ่ง ข้อพิพาทกรณีของกลุ่มปราสาทตาเมือน ตั้งอยู่บนแนวภูเขาบรรทัด กิ่งอำเภอพนมดงรัก จ.สุรินทร์ เป็นกลุ่มปราสาทหิน 3 องค์ ประกอบด้วย ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทเมืองธม และปราสาทตาเมือน คร่อมสันปันน้ำ
ข้อมูลจากเอกสารรัฐสภาไทย ปี 2551 ระบุว่า ย้อนไปใน พ.ย. 2544 มีการประชุมของเจ้าหน้าที่เทคนิค นำโดยนำโดยประชา คุณะเกษม ที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ฝ่ายไทย และ วาร์ กิมฮง ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาด้านกิจการชายแดน ในฐานะประธาน JBC ฝ่ายกัมพูชา
ฝ่ายไทยเสนอว่าขอให้จัดชุดสำรวจร่วมทำการเดินตรวจสอบแนวสันปันน้ำในภูมิประเทศบริเวณปราสาท เพื่อพิสูจน์ทราบตำแหน่งประสาททั้ง 3 หลัง โดยยึดถือตามแนวสันปันน้ำต่อเนื่องในภูมิประเทศเป็นเส้นเขตแตน
ฝ่ายกัมพูชา อ้างว่า ได้ตรวจสอบตำแหน่งของปราสาททั้ง 2 หลัง (ตาเมือนธม, ตาเมือนโต๊ด) แล้ว ประกอบกับหลักฐานบันทึกว่าจากการปักในเขตแดน หมายเลขที่ 23 ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส ปี 2451 แสดงสัญลักษณ์ตัวปราสาท 2 หลังอยู่ในเขตกัมพูชา
ขณะที่ของประเทศไทย อ้างเช่นกันว่า แผนที่ชุด L7017 มาตราส่วน 1: 50,000 ปี 2527 ที่ฝ่ายไทยยึดถือ และแผนที่ชุด L7016 มาตราส่วน 1: 50,000 ปี 2514 จัดทำโดยสหรัฐอเมริกาที่ฝ่ายกัมพูชายึดถือ ปรากฏเส้นเขตแดนตรงกันคือ ตัวปราสาทตาเมือนธมอยู่ในเขตกัมพูชา และอีก 2 ปราสาท (ตาเมือนโต๊ด, ตาเมือน) อยู่ในเขตไทย
อย่างไรก็ตาม การสำรวจ MOU2543 ยังไม่แล้วเสร็จ พื้นที่ก็ยังถูกปล่อยไว้ สถานะปัจจุบันคือให้ทหารคงอยู่ฝ่ายละ 5 คน
