'ภูมิธรรม'แจงรัฐบาลไม่ได้ขัดแย้งกองทัพ ที่ไม่ปิดด่านเพราะเป็นการแสดงออกที่ลดระดับความรุนแรงได้และปิดไปอาจกระทบชีวิตประชาชนทำให้ยากต่อการคลี่คลายสถานการณ์ 'กัณวีร์' โพสต์จะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางมิลให้ ส่วน 'ณัฐพงษ์' 'แพทองธาร' อย่าเอาดินแดนไปเสี่ยงกับการทูตส่วนตัวของพ่อตัวเองหวั่นล้มเหลวแบบกรณีภาษีทรัมป์
2 มิ.ย.2568 18.00 น. ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์สเตตัสเฟซบุ๊กชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาที่บริเวณพื้นที่ชายแดนของ 2 ประเทศเรื่องที่ไม่ปิดด่านและข่าวที่ออกมาว่ารัฐบาลกับกองทัพขัดแย้งกันเรื่องการจัดการปัญหาชายแดนครั้งนี้
ภูมิธรรมเริ่มจากการชี้แจงเรื่องข่าวในสื่อสังคมออนไลน์กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกองทัพเรื่องดังกล่าวทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อปัญหาการจัดการระหว่าง 2 ประเทศโดยเฉพาะในเรื่องการปิดด่านชายแดน เรื่องนี้เขายืนยันว่ามีการหารือร่วมกันกับกองทัพหลายครั้งและเห็นตรงกันว่ารัฐบาลทั้ง 2 ประเทศพยายมหาทางออกในการคลี่คลายวิกฤติโดยยึดผลประโยชน์ของของประชาชนและอธิปไตยชาติเป็นสำคัญ จึงกำหนดขอบเขตในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและลดเงื่อนไขที่จะระงับยับยั้งเหตุการณ์ไม่ให้ความขัดแย้งไม่ขยายตัวไปมากกว่านี้
"สำหรับเรื่องการปิดชายแดนขณะนี้… รัฐบาลเห็นว่าท่าทีและการแสดงออกของทั้งสองประเทศ ยังเป็นการแสดงออกที่สามารถลดระดับความรุนแรงได้ เพราะการปิดด่านชายแดนแม้ไม่ใช่เรื่องการสู้รบทางตรง แต่กลับจะเกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ที่จะกระทบกับวิถีชีวิตประชาชน ทำให้สถานการณ์ยากต่อการคลี่คลาย" รมว.กลาโหมกล่าว
ภูมิธรรมระบุว่าขณะนี้กองทัพยังอยู๋ในความระมัดระวังไม่ได้ละเลยในการปกป้องตนเองแลอธิปไตยเหนือดินแดน และรัฐบาลกำลังใช้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) เพื่อแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนเพื่อให้เกิดเวทีถกเถียงตามข้อเท็จริงตามกฎหมาย
รมว.กลาโหมย้ำว่ารัฐบาลและกองทัพยังคงมีความเป็นเอกภาพและมีพันธะสัญญาที่มั่นคงในการรักษาความสงบสุขและความปลอดภัยให้ประชาชนมากที่สุด
"ขอให้มั่นใจว่าเราจะหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งที่นำไปสู่ความสูญเสียทั้งสองฝ่ายในทุกด้าน" ภูมิธรรมย้ำ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ไทยยันใช้ทุกกลไกแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาให้ความสงบกลับมา - 'ฮุน มาเนต' จะเอาขึ้นศาลโลก
'กัณวีร์' จะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่มิลเดียว
19.12 น. กัณวีร์ สืบแสง สส.จากพรรคเป็นธรรม โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่าจะไม่ยอมเสียดินแดนไทย ถ้ารัฐบาลจะอ่อนแอก็อ่อนไปแต่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเข้มแข็ง พร้อมให้กำลังใจทหารกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ขัดแย้งดังกล่าว
"เปิดหัวให้ทราบ แม้ 1 ตารางมิลลิเมตรเดียวจะไม่ยอมสูญเสีย อธิปไตยเหนือดินแดนไทยจะไม่ยอมให้ใครมาพรากไป ผมคนนี้จะไม่ยอม รัฐบาลอ่อนแอ ก็อ่อนไป ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเข้มแข็ง เป็นกำลังใจให้พี่น้องทัพภาค 2 ทุกนายครับ"
ทั้งนี้มีทั้งคนที่มาแสดงความเห็นสนับสนุน แต่ก็มีคนมาโต้แย้งกัณวีร์เป็นการปลุกปั่นกระแสชาตินิยมท่ามกลางความขัดแย้ง ทำให้กัณวีร์อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าหลักการของเขาคือผลประโยชน์ของชาติไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือหลักดินแดนของประเทศ ดินแดนแห่งรัฐไม่สามารถแบ่งแยกได้ และดินแดนแห่งรัฐไม่สามารถถูกรุกล้ำอธิปไตยได้เป็นอันขาด และเป็นสิทธิของประเทศไทยที่ใครก็ไม่อาจพรากไปได้

เตือน'แพทองธาร' อย่าเอาผลประโยชน์ชาติไปเสี่ยงกับการทูตส่วนตัวของ 'ทักษิณ'
ทางด้านพรรคประชาชนก็แสดงท่าที่เช่นกัน เมื่อเวลา 19.41 น. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่าเขาติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยความกังวลเป็นอย่างยิ่ง โดยในหลายเดือนที่ผ่านมาสถานการณ์ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ณัฐพงษ์กล่าวชื่นชมถึงทหารที่ประจำการณ์อยู่ในพื้นที่ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ อดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุ แต่ในขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นที่จะรักษาบูรณภาพของดินแดนไทยไว้อย่างเต็มที่ในตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเขาเชื่อมั่นว่าหากสถานการณ์ยกระดับจนเกิดการปะทะด้วยอาวุธกองทัพไทยก็มีศักยภาพที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติได้แน่นอน

"แต่ไม่มีสงครามใดที่มีการสูญเสียฝั่งเดียว ดังนั้น เราจึงไม่ควรสูญเสียเลือดเนื้อชีวิตของทหารและประชาชนคนไทยแม้แต่คนเดียว ในความขัดแย้งที่เราสามารถควบคุมป้องกันได้ตั้งแต่แรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการทำงานของรัฐบาลไทย" หัวหน้าพรรคประชาชนระบุ
ณัฐพงษ์มองว่า แม้จะมีแถลงของกระทรวงการต่างประเทศของไทยตั้งแต่วันอาทิตย์แต่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กลับมีท่าทีเงียบเฉยมากเกินไป และดูเหมือนจะประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง อีกทั้งทักษิณ ชินวัตร บิดาของนายกรัฐมนตรี กลับสื่อสารในลักษณะว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไร เพราะสามารถใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวในการเคลียร์กับผู้นำกัมพูชาได้
หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่าผู้นำกัมพูชาไม่ต้องการมีภาพลักษณ์ว่าเกี้ยเซี้ยกับผู้นำไทย จึงยิ่งแสดงท่าทีเด็ดขาดแข็งกร้าวสอดรับกระแสชาตินิยมกัมพูชา โดยเฉพาะการนำเรื่องขึ้นศาลโลก ดังนั้นคำพูดดังกล่าวของทักษิณเปรียบเสมือนราดน้ำมันบนกองไฟ
"ที่สำคัญกว่านั้น บูรณภาพของดินแดนเป็นผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติ คุณทักษิณและรัฐบาลแพทองธารต้องหยุดวิธีคิดการเอาผลประโยชน์ชาติไปเสี่ยงบนการทูตส่วนบุคคลของคุณทักษิณ ซึ่งก็ล้มเหลวมาแล้วครั้งหนึ่งในกรณีเจรจากำแพงภาษีทรัมป์"
ณัฐพงษ์เชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานมีความเป็นมืออาชีพมากเพียงพอในการแก้ไขปัญหาระดับรัฐต่อรัฐ หน่วยงานต่อหน่วยงาน บนช่องทางการทูตปกติ ซึ่งจะเชื่อได้ว่าเป็นไปบนพื้นฐานผลประโยชน์ของชาติที่แท้จริง ไม่ใช่การเอาผลประโยชน์ต่อรองแลกเปลี่ยนกันในทางลับ
หัวหน้าพรรคประชาชนเห็นว่าเมื่อกัมพูชารุกหนักทางด้านการทหารและการทูต มาตรการที่รัฐบาลไทยสามารถตอบโต้ได้มีหลากหลายวิธี เช่น การเรียกทูตกัมพูชามาพูดคุยหรือประท้วง, การให้สถานทูตไทยส่งหนังสือประท้วงโดยตรงไปยังรัฐบาลกัมพูชา ส่วนมาตรการทางการทหาร เช่น การซ้อมรบและการลาดตระเวนทั้งทางบก เรือ อากาศ, เมื่อถูกพาดพิงจากผู้นำกัมพูชา ทางการไทยต้องตอบโต้และยืนยันข้อเท็จจริงอย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้เกิดการนำไปปั่นกระแสในกัมพูชา ยิ่งไปกว่านั้นต้องไม่ปล่อยให้พี่น้องประชาชนคนไทยรู้สึกถูกย่ำยีเกียรติศักดิ์ศรี ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งลุกลามใหญ่โตขึ้นไปอีก
ณัฐพงษ์กล่าวว่าเขาพยายามคิดในแง่ดีว่ารัฐบาลไม่อยากให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายจึงเลือกที่จะเงียบเกินสมควร แต่สิ่งที่ท่านทำกลับได้ผลตรงกันข้าม ยิ่งรัฐบาลเฉื่อยชาต่อปัญหา ยิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจสะสมในหมู่ประชาชนคนไทย
"เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ผมเห็นกองทัพได้ทำหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพและสมดุล คือมีทั้งความอดทนอดกลั้นต่อความยั่วยุ และไม่พร่องในการทำหน้าที่รักษาบูรณภาพของดินแดน ดังนั้น ผมเรียกร้องให้รัฐบาลทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมืออาชีพเช่นกัน ไม่ใช่อดทนอดกลั้นแล้วไม่ทำอะไรเลย ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลต้องทำงานทั้งทางการทูตและการประสานงานด้านความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งนี้บานปลายจนนำไปสู่ความสูญเสียของพี่น้องทหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชน" หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าว
