นอกจากจะเป็นที่ปรึกษา กสทช. แล้ว ล่าสุด ป.ป.ช.ชี้แจงว่า 'ทวีวัฒน์' ผู้อ้างเป็นเจ้าของเงิน 12 ล้านบาท บนคอนโดฯ เมืองทอง เป็นสามี ผอ.ในสำนักงานด้วย เตรียมสอบว่าอยู่ในส่วนที่ต้องชี้แจงบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ขณะที่เจ้าตัวก็เป็นอนุฯ ในป.ป.ช.ด้วย ด้าน ตำรวจเร่งสอบต้นทางและเส้นทางการเงิน - ปปง. ร่วมตรวจสอบ ชี้ผู้อ้างเป็นเจ้าของเงินต้องชี้แจงรายละเอียดที่มาให้ได้
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 Thai PBS รายงานว่า พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เดินทางมายัง สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประชุมคดีเงิน 12 ล้านบาท ที่พบในจุดทิ้งขยะชั้น 4 คอนโดมิเนียมเมืองทองธานี
โดยการขยายผลสอบสวน แหล่งที่มาของเงินสดจำนวน 12 ล้านบาท แม้ว่า นายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว ที่ปรึกษา กสทช. เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแสดงตัวว่า เป็นเจ้าของเงินแล้วก็ตาม ซึ่งต้องรอหลักฐานจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน รอเอกสารการเบิกเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาแจ้งวัฒนะ ซึ่งเบิกออกมาเมื่อปี 2563
ต่อมา เวลา 18.30 น. พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบธนบัตรจำนวน 12 ล้านบาท ที่ถูกเก็บไว้ในห้องควบคุมของ สภ.ปากเกร็ด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเก็บตัวอย่างธนบัตรตรวจสอบ
พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ระบุว่า วันพรุ่งนี้ ตำรวจเชิญ นายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว มาให้การเพิ่มเติม พร้อมขอให้นำหลักฐานมาแสดงว่า เป็นเจ้าของธนบัตรจริง เนื่องจากตั้งแต่วันเกิดเหตุพบเงินคือวันที่ 5 มิ.ย.จนถึงขณะนี้ นายทวีวัฒน์ ยังไม่สามารถหาหลักฐานทางการเงิน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง มายืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้
ขณะที่การอผลตรวจสอบจากธนาคารกสิกร ซึ่งขณะนี้จะต้องรอเข้ามาตรวจสอบในช่วงต้นสัปดาห์ที่เป็นวันเปิดทำการ ซึ่งขณะนี้ตำรวจ ยังไม่สรุปประเด็นว่า เงินผิดปกติหรือไม่ ทุกอย่างต้องรอการตรวจสอบ
นอกจากนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. จะเข้ามาติดตามการทำคดีด้วย ร่วมกับ บก.ปปป. และ บก.ปปท. เพื่อขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งจะทำให้การตรวจสอบมีความชัดเจนกันมากขึ้น
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด บริเวณชั้น 4 จุดเกิดเหตุ ทางตำรวจเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่า กล้องเสียตั้งแต่เดือน เม.ย.68 แม้อยู่ระหว่างการแก้ไข แต่ก็ยังถือว่า ไม่มีภาพที่ปรากฎบริเวณจุดเกิดเหตุ ทำให้ไม่ทราบชัดว่า ใครนำลังใส่เงินมาทิ้ง แม้ว่านายทวีวัฒน์ จะระบุว่า เป็นคนนำมาทิ้งเองช่วงหลังเที่ยงของวันที่ 5 มิ.ย.68 แต่ทุกประเด็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียดหลังจากนี้
วันเดียวกัน นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยถึงการพบเงินสดจำนวน 12 ล้านบาท ว่า จากข่าวดังกล่าว พบว่าชายคนดังกล่าว มีสถานะเป็นสามีของข้าราชการ ป.ป.ช. ระดับผู้อำนวยการ ซึ่งตามกฎหมายจะต้องแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน อีกทั้งยังเป็นอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ของกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยนั้น
สำนักงาน ป.ป.ช. ขอชี้แจงว่า นายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว เป็นสามีของข้าราชการท่านหนึ่งระดับผู้อำนวยการ ของสำนักงาน ป.ป.ช. จริง และเงินสดจำนวน 12 ล้านบาทดังกล่าว อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของรายการในบัญชีทรัพย์สิน ที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ด้วยหรือไม่ อย่างไร
นอกจากนี้ ในประเด็นการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะแต่งตั้งตามความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และคุณวุฒิของบุคคลนั้น ๆ ทั้งนี้ หากมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมสำนักงาน ป.ป.ช. จะชี้แจงในขั้นตอนต่อไป
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 สำนักข่าวราษฎร - Ratsadon News รายงานว่า ที่ สภ.ปากเกร็ด พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน ผบก.ภ.จว.นนทบุรี , พ.ต.อ.อภิศักดิ์ โชติกเสถียร ผกก.สภ.ปากเกร็ด , พ.ต.ท.การุณย์ ลิมปิโรจนฤทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.ปากเกร็ด ได้เชิญตัวนายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว เจ้าของเงิน 12 ล้าน มาที่ สภ.ปากเกร็ด และได้มีการพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสอบปากคำเพิ่มเติม ขณะที่นายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว ขณะเดินขึ้นไปที่ห้องผกก. เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางเข้ามาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ยังไม่บอกกับสื่อว่าเป็นเงินใคร ให้ทางผู้สื่อข่าวถามเจ้าหน้าที่ตำรวจเองว่าเป็นเงินของใคร
พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องการรแจ้งเจอเงินอย่างที่สื่อทราบ ตำรวจเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่านายทวีวัฒน์ฯ เข้ามาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว บอกว่าตนเองเป็นเจ้าของเงิน และเป็นคนเอามาวางไว้เนื่องจากที่ห้องมีน้ำท่วม จึงเอาเงินมาวางไว้จนลืม ยังไม่ได้เก็บ เบื้องต้นตรวจสอบว่านายทวีวัฒน์ฯ มีอาชีพเป็นทนายความ ตอนนี้กำลังสอบปากคำเพิ่มเติม เดี๋ยวทางร้อยเวร หลังจากที่สอบปากคำเสร็จ ทางนายทวีวัฒน์ฯเขาจะเอาหลักฐานเข้ามาแสดงว่าเป็นเจ้าของเงิน ตอนนี้ต้องพิสูจน์ว่าเงินก้อนนี้ใครเป็นคนเบิกที่ธนาคารมา ขั้นตอนตอนนี้จะต้องตรวจสอบเพิ่ม ยังไม่มีใครเข้ามาบอกว่าเป็นเจ้าของเงินเพิ่ม จะต้องตรวจสอบเพิ่ม เพราะต้องรอในธนาคารเข้ามายืนยันว่าเงินส่วนนี้ถูกเบิกไปตั้งแต่ปี 2563 ตามที่บอกจริงหรือไม่ จะต้องพิสูจน์ว่าเงินก้อนนี้ใครเป็นคนเบิกมาจะต้องยืนยันตัวบุคคลให้ได้และจะเข้าสู่กระบวนการต่อไป ยังไม่สามารถคืนเงินได้จะต้องพิสูจน์เพิ่มเติม ส่วนข้างในกล่องมีขวดไวน์ และเสื้อผ้าที่เปียกน้ำ หลังจากตรวจสอบห้องปรากฏว่าห้องน้ำท่วมจริง ทางนิติได้ถ่ายรูปไว้ เบื้องต้นที่สอบถามเขาบอกว่าพักอาศัยอยู่ที่ชั้น 5 จึงเดินลงเอาขยะมาทิ้งที่ชั้น 4 เพราะของเปียกน้ำ แต่ลืมว่าข้างในมีเงินจึงวางไว้และเป็นข่าวดังกล่าว ซึ่งเขาไม่กังวลเรื่องเงินที่พบ จนจะให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบให้ไวที่สุด จะต้องตรวจสอบทางแบงค์ด้วยว่าข้อมูลจะตรงกันไหม และจะต้องดูเส้นทางการเงินของเขาด้วย ทางนายทวีวัฒน์ฯได้ประสานทางผกก.สภ.ปากเกร็ดเข้ามาว่าเป็นเจ้าของเงิน และเข้ามาหาผกก.ด้วยตัวเอง ตนจะเร่งตรวจสอบให้ได้ไวที่สุด จะตรวจสอบจากธนาคารเป็นอันดับแรกว่าข้อมูลตรงกับที่เขาบอกไหม ส่วนเรื่องเงินบริสุทธิ์ไหม ตนยังยืนยันไม่ได้
ทางด้านนายทวีวัฒน์ฯ ประสานมาว่าจะแสดงตัวว่าเงินเป็นของเขาและจะเอาหลักฐานมาแสดง พร้อมที่จะให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและจะนำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม สอบถามเบื้องต้นรายละเอียดจะต้องสอบสวนและสอบปากคำเพิ่มเติม ส่วนเรื่องห้องเขาบอกว่า ท่อน้ำแตกจึงทำให้น้ำท่วม จึงยกของออกมาทั้งหมด และนำมาวางไว้
ปปง. ร่วมตรวจสอบ ชี้ผู้อ้างเป็นเจ้าของเงินต้องชี้แจงรายละเอียดที่มาให้ได้
สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ว่า จากกรณีที่พลเมืองดี พบธนบัตรเงินสด 12 ล้านบาท ในกล่องพลาสติกสีเทา บริเวณคอนโดเมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และซองจดหมายเกี่ยวกับสำนักงาน กสทช. ซึ่งปรากฏชื่อในเอกสารดังกล่าว คือ นายทวีวัฒน์ และนายทวีวัฒน์ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนแล้วระบุเป็นเจ้าของเงิน 12 ล้านดังกล่าว
นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. ในฐานะโฆษก ปปง. กล่าวถึงเหตุที่เกิดขึ้นว่า ขั้นตอนตามปกติหากพบเหตุสงสัย พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด โดย ปปง. ได้ประสานการทำงานร่วมกับตำรวจอยู่แล้ว ซึ่งต้องสอบสวนคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าของเงิน กับผู้เกี่ยวข้องทุกส่วน ทั้งธนาคาร และส่วนงานที่ผู้ที่อ้างเป็นเจ้าของเงินระบุถึง สุดท้ายเจ้าของต้องชี้แจงในรายละเอียดว่าเงินดังกล่าวได้มาอย่างไร ถ้าพนักงานสอบสวนรวบรวมว่า เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในข้อใด หรือทรัพย์ดังกล่าวอาจเกี่ยวกับการกระทำผิดตามกฎหมายฟอกเงินที่ปัจจุบันมี 28 มูลฐานความผิด การจะมีการประสานส่งเรื่องให้ ปปง. ตรวจสอบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ ปปง. กับตำรวจประสานกันอยู่แล้ว
นายวิทยา กล่าวอีกว่า เรื่องกฎหมายฟอกเงิน พนักงานสอบสวนต้องสอบให้ชัดเจนระดับหนึ่งก่อน ต้องให้เวลาทำงานระยะหนึ่ง โดยปปง. ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนตามที่ประสานมา เหตุที่พบเงินจำนวนมากถึง 12 ล้านบาท ไม่ต้องเป็น ปปง. วิญญูชนก็สงสัยอยู่แล้ว ทำไมเงิน 12 ล้านบาท ถึงถูกทิ้งแบบนี้ หลงลืม มีการเก็บแบบนี้ ลักษณะปกปิดแบบนี้ ต้องตั้งข้อสงสัยอยู่แล้วว่าเป็นเงินอะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร พนักงานสอบสวนให้ความเป็นธรรมอยู่แล้ว ถ้าเจ้าของชี้แจงมีที่มาชัดเจน ต้องคืนให้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ชัดเจนก็ต้องตรวจสอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งปลายทางก็ต้องเป็นกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แต่มีเงื่อนไขก่อนว่าเข้าข่ายในความผิดใด เบื้องต้นมีการประสานแต่ยังไม่มีการส่งอย่างเป็นทางการ ต้องดูว่า เจ้าของกล่าวอ้างอย่างไร มีกระบวนการตรวจทานได้ไม่ยาก ถ้าอ้างเป็นเบี้ยประชุม เจ้าของเบี้ยก็ต้องให้ข้อมูล บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ถ้าตรงกันเราก็คืนให้ แต่ถ้าไม่ตรงก็ต้องเป็นประเด็นตรวจสอบต่อไป
กรณีมีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการประมูลของ กสทช. ที่จะมีขึ้นในเดือนนี้ โฆษก ปปง. กล่าวว่า บุคคลตามข่าวที่อ้างว่า เป็นเจ้าของเงินเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจที่ทำให้ตั้งข้อสงสัยได้ หากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นบุคคลสาธารณะ ต้องยอมรับการตรวจสอบให้เกิดความกระจ่างต่อสาธารณชนได้
สส.พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตกล่องเงินสดปริศนา 12 ล้าน สู่อาจเชื่อมโยงถึงการประมูลคลื่น กสทช. ชี้ราคาเริ่มต้นต่ำผิดปกติ เสี่ยงรัฐเสียหายมหาศาล
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสมุทรปราการ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตกรณีการพบเงินสด 12 ล้านบาท ซุกซ่อนในกล่องพลาสติก ณ คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเอกสารหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายและซองจดหมายของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วางอยู่ใกล้กัน กับการประมูลคลื่นความถี่ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ กสทช. กำลังจะจัดการประมูลคลื่นความถี่ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ ซึ่งมีการตั้งราคาเริ่มต้นไว้ต่ำอย่างน่ากังวล และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล
นางสาวพนิดา กล่าวด้วยว่า มติบอร์ด กสทช. ได้อนุมัติการนำคลื่นความถี่ 4 ย่านหลักออกมาประมูล พร้อมเคาะราคาเริ่มต้น ดังนี้คลื่น 850 MHz ราคาเริ่มต้น 7,738.23 ล้านบาท คลื่น 1500 MHz ราคาเริ่มต้น 1,057.49 ล้านบาท คลื่น 2100 MHz ราคาเริ่มต้น 4,500 ล้านบาท และคลื่น 2300 MHz ราคาเริ่มต้น 2,596.15 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตนมีข้อห่วงใน 2 ประการ ประการแรก คือ โครงสร้างตลาดโทรคมนาคมไทยที่เหลือผู้เล่นรายใหญ่เพียง 2 ราย คือ AIS และ True/DTAC ซึ่งทำให้การแข่งขันในตลาดแทบไม่เกิดขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน AIS ใช้คลื่น 2100 MHz ส่วน TRUE ใช้คลื่น 2300 MHz เหมือนกับการแบ่งเค้กที่ลงตัวพอดี ทำให้การประมูลอาจเป็นเพียงพิธีกรรม ไม่ต้องแย่งกัน แต่ละรายก็นำคลื่นเดิมของตัวเองไปในราคาเริ่มต้น ซึ่งจะทำให้รัฐไม่ได้รายได้เพิ่มตามที่ควรจะเป็น
นางสาวพนิดา กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่สอง คือ ราคาเริ่มต้นการประมูลที่ต่ำเกินจริง โดยเฉพาะคลื่น 2100 MHz และ 2300 MHz นางสาวพนิดาได้ให้ข้อมูลเปรียบเทียบที่น่าสนใจดังนี้ คลื่น 2100 MHz: กสทช. ตั้งราคาเริ่มต้นที่ 4,500 ล้านบาท โดยอ้างอิงราคาประมูลเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (ปี 2555) แต่กลับไม่ได้ปรับค่าเงินตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหากคำนวณเป็นมูลค่าปัจจุบัน ควรจะมีราคาอย่างน้อย 5,150 ล้านบาท (สูงกว่าราคาเริ่มต้น 650 ล้านบาท) ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาจากความสามารถในการจ่าย (Willingness to Pay) จะพบว่าปัจจุบัน AIS จ่ายค่าเช่าใช้โครงข่ายคลื่นนี้ให้กับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT สูงถึง 12,669.10 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าราคาเริ่มต้นเกือบ 3 เท่า ส่วนการประมูลคลื่น 2300 MHz นั้น กสทช. ตั้งราคาเริ่มต้นเพียง 2,596.15 ล้านบาท ในขณะที่ปัจจุบัน DTAC (ซึ่งปัจจุบันควบรวมกับ TRUE) จ่ายค่าเช่าใช้คลื่นนี้ให้รัฐในราคาสูงถึง 7,309.10 ล้านบาทต่อปี หรือสูงกว่าราคาเริ่มต้นเกือบ 3 เท่าเช่นกัน
นางสาวพนิดา กล่าวย้ำว่า การกำหนดราคาขั้นต่ำที่ต่ำเกินไปเช่นนี้ อาจทำให้เกิดข้อวิจารณ์ว่า กสทช. มีเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทโทรคมนาคมหรือไม่ แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าเงินสด 12 ล้านบาทในกล่องพลาสติกจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประมูลคลื่นครั้งนี้ แต่การปรากฏขึ้นของเอกสาร กสทช. ข้างกล่องเงิน ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการประมูลคลื่นความถี่ครั้งนี้ ดังนั้น ตนจึงขอเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนร่วมกันจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป
