เนื่องในวาระวันผู้ลี้ภัยสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 20 มิ.ย.ของทุกปี เสมสิกขาลัย ซึ่งเป็นภาคประชาสังคมที่ทำงานเรื่องคนเมียนมา ได้จัดเทศกาลฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้ลี้ภัย และผู้อพยพ "Myanmar Film Tour 2025" ตลอดทั้งเดือน มิ.ย. 2568 บนหัวข้อ "หลบลี้หนีภัย - เมื่อภัยที่ต้องหลบหนี ไม่ใช่แค่ภัยจากสงครามและการกดปราบจากเผด็จการทหาร แต่ยังมีภัยธรรมชาติ และภัยจากอคติ" โดยครั้งนี้ เสมสิกขาลัยตระเวนฉายตามจังหวัดชายแดน และกรุงเทพฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้
- 14 มิ.ย. 2568 - ที่จอยเฮาส์ (Joy House) อ.แม่สอด จ.ตาก ตั้งแต่เวลา 16.00-20.30 น.
- 18 มิ.ย. 2568 - ที่ M for U Centre มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ตั้งแต่เวลา 14.00-18.00 น.
- 21-22 มิ.ย. 2568 - ที่เรือนร้อย ฉนำ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ถ.เจริญนคร จ.กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 18.00-21.30 น.
- 27 มิ.ย. 2568 - หน้าคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่เวลา 16.00-21.00 น.
สำหรับข้อมูลรายละเอียดภาพยนตร์ทั้งหมด สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้ในเว็บไซต์ของเสมสิกขาลัย https://semasia.org/2025/05/30/screening-schedule/
โปสเตอร์: นก กับพระอาทิตย์ เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง โดยตัวนกจะมีลายหนังสือพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย หรือสถานการณ์การเมืองในพม่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเขาต้องอพยพ
ที่มาที่ไปของงานเทศกาลภาพยนตร์
วิชัย จันทวาโร ผู้จัดการโครงการ เสมสิกขาลัย เล่าให้ฟังว่า งานเทศกาลภาพยนตร์ครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และเนื่องด้วยเดือน มิ.ย. เป็นเดือนที่มีวันผู้ลี้ภัยสากล ทางเราก็อยากส่งเสียงถึงสถานการณ์ผู้ลี้ภัย แม้ว่าเราจะทำงานกับชาวพม่าเป็นหลัก แต่ภาพยนตร์ก็จะมีเสียงหลายๆ เสียงเข้ามา
นอกจากการบอกเล่าสถานการณ์ผู้ลี้ภัยแล้ว วิชัย ยังหวังด้วยว่า เทศกาลภาพยนตร์ครั้งนี้จะมีการพูดคุยและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการผู้ลี้ภัยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ไม่เคยมีนโยบายมารองรับ หรือสนับสนุนผู้ลี้ภัย ผู้หนีภัยสงคราม หรือความขัดแย้งต่างๆ ก็คิดว่าทั้งเดือนนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะมากระตุ้นและสื่อสารในเรื่องนี้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เปิดรับเสียงที่หลากหลาย
เทศกาลเมียนมาฟิลม์ทัวร์ ประจำปี 2568 เสมสิกขาลัย ไม่ได้จัดแสดงแค่ภาพยนตร์จากเมียนมาเท่านั้น แต่ยังมีภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยของไทยมาให้รับชม วิชัย กล่าวว่า ปีนี้เทศกาลเปิดรับภาพยนตร์ที่หลากหลายมีทั้งเรื่องสถานการณ์ผู้พลัดถิ่นภายในเมียนมา ประเด็นผู้ลี้ภัยทั้งชาวพม่าและไทย เพื่อสื่อสารว่าเรื่องประเด็นผู้ลี้ภัย หรือผู้ที่ต้องหนีจากความขัดแย้งการเมือง มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในเมียนมา แต่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค อย่างลาว หรือกัมพูชา ก็เผชิญเหมือนกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเมืองของภูมิภาคนี้ไม่ได้เป็นมิตรกับประชาชนมากนัก
"เราพยายามเติมประเด็นอื่นเข้ามาเพื่อบอกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว มันเป็นเรื่องของทุกคน วันนี้เราอาจจะอยู่สุขสบาย แต่วันหนึ่งมันอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณเป็นผู้ลี้ภัยได้เหมือนกัน …ผมคิดว่ามันแสดงให้เห็นถึงความเหมือน หรือเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น" วิชัย กล่าว
รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์ ผู้ประสานงาน เสมสิกขาลัย เผยว่า สิ่งที่เทศกาลนี้พยายามทำคือให้มีเสียงที่หลากหลาย ทั้งชาวชาติพันธุ์ คนเมียนมา หรือคนไทยที่มาบอกเล่าเรื่องของชาวเมียนมา ดังนั้น ภาพยนตร์จะบอกเล่าเรื่องที่หลากหลาย ทั้งสถานการณ์การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน สถานการณ์ในเมียนมา หรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนข้ามพรมแดน
เธอเล่าว่า การที่มีหนังคนไทยมาเล่าประเด็นการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน หรือผู้ลี้ภัยชาวพม่า จะทำให้เห็นมุมมองของคนที่มันกว้างขึ้น และมาในจังหวะกระแสต่อต้านคนข้ามชาติ และตั้งคำถามต่อผู้อพยพ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคมไทย
ยกตัวอย่างสารคดีเรื่อง "จากไทยโยเดีย ถึงชินลงเมียนมา" (ปี 2560) ซึ่งเล่าเรื่องราวของ 'ธีระยุทธ์ วีระคำ' คนไทยที่ไปฝึกตะกร้อแบบเมียนมา หรือ 'ชินลง' ช่วงแรกที่ไปฝึก เขาก็มีอคติที่มองว่าชาวพม่าคือศัตรู แต่หลังจากฝึกเสร็จแล้วกลับมา ธีระยุทธ์กลับรู้สึกถึงมิตรภาพที่เกิดขึ้น อันนี้เป็นคนไทยที่ได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวพม่า และได้เปิดใจ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อ และอยากให้ภาพยนตร์เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมา
นอกจากภาพยนตร์ที่กล่าวมาข้างต้น ทางเสมสิกขาลัย เผยว่าเทศกาลนี้ได้คัดเลือกภาพยนตร์จากผู้กำกับมือสมัครเล่น ซึ่งบางเรื่องมันเป็นเรื่องที่มาจากในพื้นที่ ทำให้คนดูเข้าถึงเรื่องราวและวิถีชีวิตของคนได้จริงๆ มีหนังสั้น หนังทดลอง (Experimental Film) และมีหนังที่ไม่ได้พูดถึงพม่าโดยตรง เป็นเรื่องผู้ลี้ภัยชาวไทย
"รอบนี้มีหนังใหม่ๆ ที่เพิ่งผลิต มีหนังที่อัพเดทสถานการณ์ เราเห็นหนังของผู้กำกับหน้าใหม่ ของคนที่แบ็กกราวนด์หลากหลายพื้นที่ เพศ และมีหนังของคนรุ่นใหม่ มีหนังสั้นเข้ามาเยอะ ซึ่งมันอาจจะเป็นตัวชี้วัดว่า เขาทำหนังบนข้อจำกัด ทั้งด้านเวลา งบประมาณ หรือเรื่องความปลอดภัย มันเลยยากที่จะทำหนังฟอร์มใหญ่ และหนังมันมาจากคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เล่าเรื่องของเขา มันก็ทำให้หนังน่าสนใจ" วิชัย กล่าวย้ำ
ภาพยนตร์ 'Hard Power' ที่ทำให้เข้าใจความรู้สึก
ทำไมถึงเรื่องใช้ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวผู้ลี้ภัย วิชัย กล่าวว่า ภาพยนตร์มันสื่อสารภาพ หรือความรู้สึกของคนในพื้นที่จริงๆ ผ่านผู้กำกับ หรือผู้ผลิตหนัง ที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว และเทศกาลภาพยนตร์มันเป็นพื้นที่ที่พวกเขาได้เล่าเรื่องของพวกเขาเอง เราเลยสนใจการสื่อสารผ่านทางภาพยนตร์
"ศิลปะมันเป็น Hard Power ในการเข้าถึงใจของคนได้มากกว่าการใช้ตัวเลข การใช้สถิติ คิดว่านอกจากการให้ข้อมูล ศิลปะมันให้ความรู้สึกด้วย ก็เลยเลือกใช้หนัง ใช้ละคร ที่เป็นตัวแทนของข้อความจากพื้นที่มาเล่าให้คนอื่นฟัง" วิชัย ระบุ
รัศมิ์ลภัส เผยว่า สำหรับการเลือกหนังมาสื่อสารเรื่องราวผู้ลี้ภัย เพราะว่าถ้าเราดูข่าวเพียงอย่างเดียว เราจะเข้าใจผ่านข่าวว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่หนังมันทำให้เรารู้สึกมากกว่าการรับรู้ เราเลยเลือกหนังเป็นเครื่องมือสื่อสารในประเด็นนี้
"ข่าวอาจจะทำให้คนทราบสถานการณ์ แต่หนังอาจทำให้คนเข้าใจความรู้สึกมากขึ้น คนอาจจะไม่ได้มีโอกาสคุยกับคนพม่าโดยตรง แต่เขาสามารถเข้าใจมันผ่านภาพยนตร์
"สำหรับคนที่ยังไม่ทราบสถานการณ์ในพม่ามาก่อน และอาจจะมาดูหนังเพื่อความบันเทิง แต่หลังจากภาพยนตร์สิ้นสุดลง เขาอาจจะได้ข้อความหรือประเด็นบางอย่างกลับไปด้วย" รัศมิ์ลภัส กล่าว
รัศมิ์ลภัส ระบุว่า นอกจาการชมภาพยนตร์ ในงานเทศกาลภาพยนตร์ที่จัดในต่างจังหวัด ยกตัวอย่าง จ.เชียงราย ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทางมูลนิธิฯ ก็ชวนนักศึกษาพม่ามาแลกเปลี่ยนเรื่องราวของเขา ซึ่งเป็นความตั้งใจที่อยากให้เจ้าของเรื่องราวได้สื่อสารกับสังคม
สร้างความเข้าใจบนกระแสต่อต้านคนข้ามชาติ (?)
ต่อประเด็นที่ว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้เป็นต้นมา สังคมไทยกำลังมีกระแสต่อต้านคนข้ามชาติ และตั้งคำถามกับการเข้ามาของผู้อพยพอย่างต่อเนื่อง ภาพยนตร์จะช่วยสร้างความเข้าใจต่อกลุ่มคนที่ต่อต้านในเรื่องนี้หรือไม่ ในความเห็นของวิชัย ประเมินว่า คนที่จะเข้าร่วมน่าจะเป็นคนที่สนใจในประเด็นนี้อยู่แล้ว ส่วนกลุ่มที่เขาต่อต้านคงไม่ได้มาร่วมกิจกรรมลักษณะนี้ ไม่ได้พร้อมที่จะเปิดใจ ซึ่งเราอาจใช้วิธีการออกแบบพื้นที่อีกแบบ โดยเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาสามารถได้สื่อสารอย่างที่เป็นตัวเขาเอง ซึ่งอาจเป็นคนละวาระ
วิชัย จันทวาโร (แฟ้มภาพปี 2566)
