27 ก.พ. 2568 ชาวอุยกูร์ 40 คนถูกรัฐบาลไทยส่งตัวกลับจีน ท่ามกลางกระแสวิจารณ์และข้อสงสัยว่าเป็นการส่งกลับโดยสมัครใจหรือไม่
7 ม.ค. 2568 ลิม กิมยา อดีต สส.พรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ถูกยิงอย่างอุกอาจ เสียชีวิตใจกลางกรุงเทพฯ
13 เม.ย. 2566 เดือง หว่าน ไต บล็อกเกอร์และนักกิจกรรมชาวเวียดนามที่ลี้ภัยในประเทศไทย ถูกลักพาตัวจาก จ.ปทุมธานี ก่อนที่ต่อมาไปปรากฏตัวอยู่ในการควบคุมของตำรวจเวียดนาม
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างการกดปราบข้ามชาติ หรือ Transnational Repression ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และนำมาสู่คำถามที่น่าสนใจว่า อะไรเป็นปัจจัยที่นำมาสู่การกดปราบ บังคับสูญหาย หรือจัดการผู้เห็นต่างในอาเซียน และเราจะมีวิธีป้องกันเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของงานเสวนาในหัวข้อ “จุดยืนของประเทศไทย จะเป็นตัวกลางสันติภาพหรือจะเป็นตัวแทนล่าผู้เห็นต่างข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2568 ภายใต้งานเทศกาลฉายภาพยนตร์ "The Myanmar Film Tour 2025" ที่จัดโดย เสมสิกขาลัย และภาคีเครือข่าย
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม วิทยากรวงเสวนา และเป็นคนที่ติดตามคดีความเกี่ยวกับการบังคับสูญหาย กล่าวเปิดประเด็นว่า การกดปราบข้ามชาติไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการปรบมือข้างเดียว มันเป็นการทำงานข้ามประเทศที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามผู้เห็นต่างทางความคิด

อาญชากรรมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐในภูมิภาคอินโดจีน
"สิ่งเหล่านี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ มันคืออาชญากรรมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐ"
พรเพ็ญ อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอินโดจีน ที่มักมีการแลกเปลี่ยนข้อตกลงในการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างลับๆ เสมอมา แม้มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จะไม่ได้ทำงานกับผู้ลี้ภัยโดยตรง แต่เมื่อเกิดกรณีความพยายามส่งตัวผู้ลี้ภัย หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลับไปยังประเทศต้นทาง ทางมูลนิธิฯ จะเข้ามาดำเนินการคุ้มครองปกป้อง เพื่อไม่ให้เกิดการถูกบังคับสูญหายหรือซ้อมทรมาน
“คนเหล่านี้หนีข้ามประเทศมา หวังว่าประเทศที่ข้ามไปจะเป็นสถานที่ปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่นักปกป้องสิทธิฯ และผู้ลี้ภัยในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักมีบริบทใกล้เคียงกันที่ทำให้คนเหล่านี้ไม่ปลอดภัย” พรเพ็ญ กล่าว
จากประสบการณ์การทำงานของพรเพ็ญ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้เธอมองว่า ประเทศไทยเคยเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยมากกว่าวันนี้ แต่ตอนนี้พวกเขาเหล่านั้นกลับต้องเผชิญกับการถูกบังคับส่งกลับ ถูกอุ้มหาย โดยความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐไทยที่เปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐของประเทศอื่นเข้ามาปฏิบัติการในประเทศ
ดั่งหลักฐานที่เราเห็นภายใต้สกู๊ปข่าวของสำนักข่าวตะวันออกกลางอย่าง ‘อัลจาซีรา’ (Al Jazeera) เรื่อง Cambodia: Was the killing of ex-MP Lim Kimya a political assassination? ปรากฏคลิปเสียงของฮุนเซน ที่บอก ‘เคลียงฮวด’ ลูกน้องคนสนิท ให้ไล่ล่านักเคลื่อนไหวชาวกัมพูชาที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศไทย โดยอาศัยความร่วมมือกับตำรวจไทย หรือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2567 ที่ทางเรดิโอฟรีเอเชีย (RFA) รายงานว่า ตำรวจไทยได้พาเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเวียดนาม เข้าไปเยี่ยมเยียนผู้ลี้ภัยชาวมองตานญาด (Montagnard) ถึงบ้านพักในประเทศไทย โดยเจ้าหน้าที่เวียดนามพยายามชักจูงให้พวกเขากลับประเทศ
“ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความร่วมมือบางอย่าง ภายใต้ประเทศในแถบอินโดจีน สิ่งนี้ทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระบบข้ามประเทศ” พรเพ็ญ กล่าวทิ้งท้ายในประเด็นดังกล่าว
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ
'พวกเราไม่เคยรู้สึกปลอดภัย' การปราบปรามข้ามชาติต่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในไทย
งานวิจัย "We Don't feel Safe" ที่ว่าด้วยการปราบปรามข้ามชาติต่อชาวเมียนมาพลัดถิ่นในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จัดทำขึ้นมาโดยทีมเสียงแห่งชายแดน (Border Voices) เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนชาวเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน อ.แม่สอด ที่มักถูกละเมิดสิทธิและการกดปราบข้ามพรมแดนทั้งจากผู้มีอำนาจฝั่งเมียนมา และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของไทย
“การปราบข้ามชาติเกิดขึ้นมานานแล้วในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา”
ลัดดาวัลย์ ต๊ะมาฟู เป็นตัวแทนของทีมวิจัยที่มาแลกเปลี่ยนในงานวันดังกล่าว เธอเล่าย้อนกลับไปในปี 2540 ที่เคยเกิดเหตุการณ์กองทัพทหารพม่าโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยห้วยกะโหลก ในเขตอธิปไตยของไทย ไม่ไกลจาก อ.แม่สอด ทั้งยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ไทยถอนกำลังออกไปก่อนการโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิต และผู้ลี้ภัยประมาณ 10,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย
“พวกเขาไม่ได้รู้สึกปลอดภัย แม้ว่าจะอยู่นอกประเทศบ้านเกิดที่พยายามทำร้ายพวกเขาแล้วก็ตามที” ลัดดาวัลย์ ระบุ
แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 30 ปี แต่ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในพื้นที่ชายแดน ไม่เคยได้รับความรู้สึกปลอดภัย ลัดดาวัลย์ ยกหนึ่งในตัวอย่างที่ทีมของเธอได้สัมภาษณ์ประกอบการทำงานวิจัยว่า มีอดีตข้าราชการจากประเทศเมียนมาที่เคยทำงานดูแลการเลือกตั้ง หลังเกิดเหตุรัฐประหารปี 2564 เขาถูกจับกุม และซ้อมทรมาน จนตัดสินใจหนีมาอยู่ที่แม่สอด ประเทศไทย
ชีวิตของอดีตข้าราชการใน อ.แม่สอด ในช่วงแรกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จนกระทั่งเขาตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตไปตลาดตามปกติ แต่อยู่มาวันหนึ่งกลับมีคนแปลกหน้าที่รู้ข้อมูลส่วนตัวทั้งชื่อคนในครอบครัว และที่ตั้งหมู่บ้านของเขา เข้ามาทักทายว่า ‘ที่บ้านพ่อกับแม่เป็นอย่างไร หมู่บ้านที่อยู่ยังอยู่กันดีรึเปล่า’ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาไม่กล้าออกไปไหนอีกเลย
“แต่ถึงคุณจะไม่ออกไปไหน”
“ก็มีการข่มขู่ทางออนไลน์ เพื่อทำให้เกิดความกังวลใจ และส่งผลกระทบในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน” ลัดดาวัลย์ กล่าว
รายงานข่าวของ CNN ได้ทำการสืบสวน และชี้ว่ากองทัพเมียนมาและผู้สนับสนุนได้ใช้แอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) เป็นเครื่องมือในการปราบปราม และคุกคามฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเคลื่อนไหวและผู้หญิงที่ต่อต้านระบอบทหาร
"การปราบข้ามพรมแดนสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นกับคนธรรมดา ต้นทุนการต่อสู้มันต่างกัน ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ละเมิดสิทธิเกิดขึ้น การขอความช่วยเหลือภายใต้กฎหมายไทย สิ่งแรกที่พวกเขาเจอคือ การถูกกฎหมายคนเข้าเมืองเล่นงาน ก่อนได้โอกาสในการเรียกร้องความยุติธรรมใดๆ" ลัดดาวัลย์ กล่าวทิ้งท้าย
ลัดดาวัลย์ ต๊ะมาฟู
'ลดทอน' ความชอบธรรม กระบวนการก่อนบังคับสูญหาย
นอกจากประเทศไทยจะกลายเป็นสถานที่ปราบปรามผู้เห็นต่างให้กับรัฐบาลในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ตัวของไทยเองก็ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวปราบปรามคนเห็นต่างในประเทศเพื่อนบ้านเช่นเดียวกัน เรื่องนี้สะท้อนผ่านสารคดีของ บุรภัทร จันทร์ประทัด ผู้สื่อข่าวประชาไท และผู้กำกับสารคดีเรื่อง “หรรษาอาลัย” (A Laughing Lament)
สำหรับสารคดีหรรษาอาลัย เป็นเรื่องราวที่ผู้กำกับได้ติดตามครอบครัวของชัชชาญ บุปผาวัฏฏ์ หรือสหายภูชนะ อดีตการ์ดกลุ่ม นปช. เหยื่อผู้ถูกบังคับสูญหายเมื่อปี 2561 หลังจากเจ้าตัวต้องระหกระเหินลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้าน ภายหลังจากการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ในช่วงปลายปีของทุกปี ครอบครัวบุปผาวัฏฏ์ จะเชิญคนใกล้ชิด มิตรสหาย และสมาชิกครอบครัวเหยื่อผู้ถูกบังคับสูญหายมาร่วมรำลึก พูดคุย และสังสรรค์ด้วยกัน
บุรภัทร ตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกอุ้มหายช่วงปี 2561-2562 มักถูก คสช.แปะป้ายก่อนว่าเป็นพวก "หัวรุนแรง" หรือดำเนินคดีในข้อหาที่รุนแรง ซึ่งเป็นกระบวนการลดทอนความชอบธรรมของผู้เห็นต่างทางการเมือง ยกตัวอย่างกรณีของภูชนะ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกค้าอาวุธ ก่อนที่ต่อมาเขาจะถูกบังคับสูญหายไปในที่สุด
บุรภัทร มองว่า ผลของกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประชาชนบางคนมองว่าความรุนแรงที่ผู้ลี้ภัยต้องได้รับเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
"สังคมไทยหลายคนยังรู้สึกว่าถูกต้องด้วยซ้ำในการปราบปรามคนเหล่านี้" บุรภัทร ระบุ
ทั้งนี้ หลังจากการทำรัฐประหารของ คสช. ในปี 2557 ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำคณะรัฐประหารเริ่มสานสัมพันธ์กับรัฐบาลกัมพูชาในช่วง 3-4 ปีแรก จากนั้นจึงเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างผู้เห็นต่าง โดยมี 9 คนที่สูญหาย ในจำนวนนี้พบศพเพียง 2 คน คือสหายกาสะลอง หรือไกรเดช ลือเลิศ และสหายภูชนะ หรือชัชชาญ บุปผาวัฏฏ์
บุรภัทร จันทร์ประทัด
บุรภัทร ตั้งคำถามว่า ถ้ารัฐบาลมองพวกเขาเหล่านี้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำไมไม่ยึดตามหลักกระบวนการยุติธรรมในการจับตัวมาดำเนินคดี แต่เลือกใช้ความรุนแรงนอกกฎหมายในการปราบปราม ซึ่งทำให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ไม่เคยได้รับความกระจ่างว่า คนที่เขารักตายเพราะอะไร
"การล่าข้ามพรมแดนเป็นเรื่องนอกกฎหมายโดยรัฐ และทำให้ตัวผู้ลี้ภัยไม่ได้ต่อสู้อย่างเป็นธรรม" ผู้กำกับสารคดี กล่าว
ในขณะที่พรเพ็ญ ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ตอบคำถามจากผู้เข้าร่วมงานเสวนาที่ถามว่าจะมีแนวทางในการป้องกันการกดปราบข้ามชาติในภูมิภาคอินโดจีนได้อย่างไร
พรเพ็ญ กล่าวว่า จะมีการบันทึกเหตุการณ์ และใช้กลไกในประเทศ ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทยมี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นการป้องกัน ปราบปราม และเยียวยาผู้ที่ถูกทรมานหรือถูกบังคับให้สูญหาย โดยเฉพาะที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
“หลักการ non-refoulement หรือการห้ามผลักดันกลับ ถูกระบุไว้ในกฎหมายไทยเป็นลายลักษณ์อักษร สิ่งที่เราต้องการความชัดเจนจากนโยบายรัฐบาลพลเรือนเพิ่มเติมคือ การยืนยันว่าจะไม่ให้เจ้าหน้าที่จากรัฐอื่นมาจูงจมูกในการจับกุมผู้เห็นต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในประเทศไทย” ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวทิ้งท้าย
ส่วนบุรภัทร มองว่า ตำรวจและทหารในภูมิภาคอาเซียนไม่ได้มีแนวคิดหรือยึดหลักสิทธิมนุษยชน เพราะสุดท้ายอำนาจและกำลังอาวุธอยู่กับพวกเขา การเกิดการยึดอำนาจและรัฐประหารในภูมิภาคนี้บ่อยครั้ง เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ผู้มีอำนาจในภูมิภาคนี้ไม่สนใจหลักการใดในการปราบปรามผู้ที่เห็นต่าง
“ผมคิดว่าควรเริ่มจากวัฒนธรรมทางสังคมร่วมกันที่เราต้องเชื่อกันก่อนว่า ต่อให้ใครสักคนเป็นคนที่ไม่ได้แสดงออกแบบเดียวกันกับที่เราเชื่อ เขาก็มีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเหมือนกันกับเรา” นักข่าวจากประชาไท กล่าว
บุรภัทร มีความหวังว่าสังคมควรได้รับบทเรียนจากสิ่งเหล่านี้ แม้กลุ่มผู้มีอำนาจจะยังคงเลือกใช้ความรุนแรงอยู่ก็ตามที แต่ยิ่งจำนวนคนในสังคมตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ ท้ายที่สุดมันจะเปลี่ยนระบบได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

