Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ' เตือนไทยตกอยู่ใต้ 'ตุลาการธิปไตย' หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งแพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ - 'รวมพลังแผ่นดิน' ย้ำจุดยืน 3 ข้อเรียกร้องเดิม คือ การขับไล่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล และยืนยันอีกครั้งว่าไม่เอารัฐประหาร - 'ปิยบุตร' ชี้พายุนิติสงครามก่อตัวระลอกใหม่ ลูกนี้มีโอกาสทยอยกวาดหมดกองเพื่อให้เกิด “สุญญากาศทางการเมือง” ตามเป้าประสงค์ของ “นักสร้างสุญญากาศทางการเมือง”

1 กรกฎาคม 2568 เพจ CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ เผยแพร่แถลงการณ์ 'ศาลรัฐธรรมนูญเป็นใหญ่ = ตุลาการธิปไตย' ระบุว่า จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่ ภายหลังประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ แพทองธาร ชินวัตร ว่าได้สิ้นสุดลง เนื่องจากขาดคุณสมบัติในเรื่อง “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5)

เครือข่ายรณรงรัฐธรรมนูญ (CALL) เห็นว่า กลไกดังกล่าวเป็นการใช้กฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมืองมากกว่าจะเป็นการใช้กฎหมายเพื่อพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตย หรือที่เรียกว่า “นิติสงคราม” เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะเป็น ‘อัตวิสัย’ หรือขึ้นอยู่กับการตีความของผู้มีอำนาจ ไม่ได้มีความชัดเจน อีกทั้งยังเป็นกลไกแทรกแซงกระบวนการทางประชาธิปไตย ทั้งอำนาจของรัฐสภาและประชาชนในการกำหนดอนาคตทางการเมือง

CALL กังวลว่า การใช้นิติสงครามในครั้งนี้ อาจจะลุกลามกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์” หรือ Judicialization of Politics หรือการที่สถาบันตุลาการขยายอำนาจเข้ามามีบทบาททางการเมือง หรือ รุกล้ำพื้นที่การตัดสินใจทางการเมืองผ่านการตัดสินคดีความ และเครื่องมือดังกล่าวล้วนเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายไม่สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องให้ประชาชนเป็นตัดสิน

โฆษณา - Advertising

โดยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเมืองในปี 2549 จนถึงวิกฤตการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้วิกฤตประชาธิปไตยไทยอันเป็นผลมาจากตุลาการภิวัฒน์มาโดยตลอด เช่น การยุบพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมจากประชาชน การตัดสิทธิผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่นำไปสู่ความพยายามสร้างสูญญากาศทางการเมืองให้เกิดการรัฐประหาร

ต่อมา หลังการรัฐประหารในปี 2557 ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เริ่มทำหน้าที่ตุลาการภิวัฒน์มากขึ้นเนื่องจากคณะรัฐประหารได้ใช้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้าแทรกแซงกระบวนการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนทำให้ศาลเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐประหาร และด้วยเหตุนี้จึงทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในยุคดังกล่าวมีความเด่นชัดในฐานะเครื่องมือทุบทำลายฝ่ายการเมืองที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับคณะรัฐประหาร และปัดป้องคดีความของคณะรัฐประหารด้วยเช่นกัน

ต่อมาหลังการเลือกตั้งในปี 2562 คณะรัฐประหารยังซ่อนกลไกสืบทอดอำนาจไว้กับวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งคณะรัฐประหารได้ใช้กลไกดังกล่าวในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กลไกดังกล่าวยังพร้อมทำ “นิติสงคราม” กับฝ่ายตรงข้าม

ยกตัวอย่างเช่น กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณี ถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในระหว่างการสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการถือหุ้นสื่อ โดยต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ให้ธนาธรพ้นจากความเป็น สส. แม้ว่าบริษัทดังกล่าวจะไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนแต่เป็นสื่อโฆษณาและได้หยุดดำเนินกิจการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม

ในขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญกลับคุ้มครองฝ่ายคสช. อย่างหนักแน่น เช่น กรณี พล.อ.ประยุทธ์ พักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารหลังเกษียณอายุราชการ ซึ่งถือเป็นการรับเงินหรือประโยชน์ใดๆ จากหน่วยงานราชการเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่ศาลกลับระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกฯ เนื่องจากเป็นไปตามระเบียบภายในของกองทัพบก (ทบ.) และยังชี้ว่ารัฐพึงจัดสรรที่พำนักให้ผู้นำประเทศ

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญ คือ การยุบพรรคก้าวไกลจากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา 112 โดยศาลตีความว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวของพรรคก้าวไกลเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งที่ อำนาจในการแก้กฎหมายเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังก้าวล้ำเข้ามาเป็นองค์กรสุดท้ายในการตัดสินของทุกอำนาจ

การขยายบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ทำให้เกิดข้อสังสัยว่า ประเทศไทยกำลังปกครองในระบอบอะไร ระหว่างระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจทางการเมือง หรือ ระบอบตุลาการธิปไตย ที่ฝ่ายตุลาการเข้ามาเป็นผู้ชี้ขาดทุกอย่างทางการเมือง

'รวมพลังแผ่นดิน' ย้ำจุดยืน 3 ข้อเรียกร้องเดิม คือ การขับไล่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล และยืนยันอีกครั้งว่าไม่เอารัฐประหาร

ด้าน กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย แถลงท่าทีภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยเตรียมจัดเวทีใหญ่อีกรอบประมาณกลางเดือน ส.ค. ส่วนเวทีต่างจังหวัดจะพิจารณาตามความพร้อม เช่น จังหวัดนั้นสามารถรวบรวมมวลชนได้จำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีมวลชนทัพหน้าที่ยังคงปักหลักที่เชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์

พร้อมย้ำจุดยืน 3 ข้อเรียกร้องเดิม คือ การขับไล่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล และยืนยันอีกครั้งว่าไม่เอารัฐประหาร

ทั้งนี้ รักษาการนายกฯ ก็ยังมีอำนาจหน้าที่ ถ้าเขาไม่หาเรื่อง ก็เป็นไปตามสถานการณ์ ยกเว้นเขาจงใจหาเรื่องหรือมีพฤติกรรมหมิ่นเหม่ รวมถึงเรื่องกาสิโนก็เช่นกัน ก็เตรียมเจอเวทีใหญ่ ส่วนจำนวนมวลชนครั้งหน้าก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน หนึ่งในแกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย กล่าว

'ปิยบุตร' ชี้พายุนิติสงครามก่อตัวระลอกใหม่ ลูกนี้มีโอกาสทยอยกวาดหมดกอง

ด้าน ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะก้าวหน้า โพสต์โซเชียลมีเดีย ระบุว่าพายุ “นิติสงคราม” ก่อตัวระลอกใหม่ ลูกนี้ รอบนี้ มีโอกาสทยอยกวาดหมดกองเพื่อให้เกิด “สุญญากาศทางการเมือง” ตามเป้าประสงค์ของ “นักสร้างสุญญากาศทางการเมือง” 
ยังพอมีเวลา ยังพอมีโอกาส

รักษาการนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจใช้อำนาจ ยุบสภาผู้แทนราษฎร ผ่าทางตันวิกฤตการเมือง คืนอำนาจให้ประชาชน ตัดสินใจกันใหม่ ป้องกัน มิให้เกิด “สุญญากาศทางการเมือง”  ให้ “ประชาชน” ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ กลับมาเป็นผู้กำหนดชะตากรรม ก่อร่างสร้างรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ที่มีกำลังวังชาใหม่ ผ่านอาณัติของประชาชน

การต่อสู้กับ “นิติสงคราม” และพวก “รัฐพันลึก” ไม่มีวันสำเร็จได้ด้วยการเจรจา วิงวอน ร้องขอ เจ้าของ “ใบอนุญาตที่ 2” เต็มที่ ก็ได้แค่เพียง ยื้อลมหายใจออกไปชั่วครู่ชั่วยาม  แต่การต่อสู้กับ “นิติสงคราม” และพวก “รัฐพันลึก” ได้ ต้องกล้าหาญใช้อำนาจในแดนของตนโต้กลับไป  ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยถูกลดทอนคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นไปมาก

"สู้สักครั้งเถิดครับ ทวงคืนเอาสายสะพาย และมงกุฎ “ประชาธิปไตย” กลับมา" ปิยบุตร ระบุ

หัวหน้าพรรคประชาชนยืนยันไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนิติสงคราม

ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้โพสต์โซเชียลมีเดีย ระบุว่า ในสภาวการณ์ทางการเมือง ณ ปัจจุบัน หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว รวมถึงการจัดคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการจัดสรรบนการต่อรองกันของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง มากกว่าการจัดสรรบนพื้นฐานของความรู้ความสามารถ ผมเห็นว่าสิ่งที่ประเทศและประชาชนต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือรัฐบาลที่

-มีเสถียรภาพและสมาธิในการทำงาน
-มีความชอบธรรมทางการเมืองและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
-มีคณะผู้บริหารที่มีศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายเฉพาะหน้าของประเทศ เช่น  การแก้ไขความขัดแย้งไทย-กัมพูชา, การเจรจากำแพงภาษีสหรัฐอเมริกา ฯลฯ

ประเทศเราจะไม่สามารถมีรัฐบาลที่มีคุณสมบัติทั้งหมดข้างต้นนี้ได้

หากไม่มี “การเลือกตั้งใหม่” ซึ่งจะเป็นทางออกดีที่สุดในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ โดยคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ

ณ วันนี้ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ หากรักษาการนายกรัฐมนตรี ตอบรับข้อเสนอของพรรคประชาชน โดยตัดสินใจยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน

แต่หากรัฐบาลยังคงเลือกที่จะไม่ยุบสภาด้วยตนเอง พรรคประชาชนจะใช้ทุกกลไกและทุกกระบวนการของสภา เพื่อทำให้เราได้เปลี่ยนรัฐบาลผ่านการเลือกตั้งครั้งใหม่โดยเร็วที่สุด

ท้ายที่สุด ผมและพรรคประชาชนยืนยันว่าพวกเราไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนิติสงคราม ที่กำจัดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกไปโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะการใช้ข้อหาเกี่ยวกับจริยธรรม ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของตุลาการเท่านั้น

ดังนั้น อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญยิ่งของรัฐบาลชุดถัดไปในการแก้ไขปัญหานี้ คือการล้มล้างผลพวงรัฐประหาร ลบล้างมรดก คสช. ที่ฝังกลไกอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สร้างกลไกการตรวจสอบรัฐบาลโดยประชาชนมีส่วนร่วม

ผมเชื่อว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่มีทางตัน ยกเว้นว่ามีคนบางกลุ่มต้องการทำทุกวิถีทางให้มันไปสู่ทางตัน เพื่อนำไปสู่การใช้กลไกอประชาธิปไตย ยึดอำนาจการตัดสินอนาคตประเทศไปจากมือประชาชน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising