Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ตลอดเวลาสองปีภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย หนึ่งใน “เรือธง” ทางนโยบายของพรรค คือ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่พรรคเพื่อไทยกลับเสียเวลาไปกับการ “พายเรือวนอยู่ในอ่าง” ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติที่นำไปสู่ข้อสรุปที่มีปัญหา หรือ การรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องประชามติซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

แม้ว่าการพายเรือวนอยู่ในอ่างจะถูกอ้างว่าเป็นการจัดการกับข้อขัดแย้งทางกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ขัดขวางนโยบายเรือธงของเพื่อไทยจนกลายเป็น “เรือรั่ว” คือ ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล หรือ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และวุฒิสภา (ส.ว.) รวมไปถึงอุปสรรคจากองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ

ในบทความนี้จะพาไปสำรวจว่า ตลอดเส้นทางการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐบาลและรัฐสภาต้องใช้เวลาไปกับอะไรในช่วงสองปีที่ผ่านมา และท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะได้รับผลกระทบ หรือ มีอะไรมาเป็นอุปสรรคกีดขวางอยู่อีกหรือไม่


2 ปี การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ - 2 ปี ที่รัฐบาลพายเรือวนในอ่าง

โฆษณา - Advertising

การร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเร่งด่วนที่คณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดย เศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ว่า จะแก้ปัญหาความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยืนยันหลักการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ และรัฐบาลตั้งเป้าหารือแนวทางการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบกติกาที่เป็นประชาธิปไตย

ต่อมา นายกฯ เศรษฐา ได้มอบหมายให้ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 (คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ) ขึ้นมา ก่อนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวในวันที่ 3 ตุลาคม 2566 จากนั้นจึงมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการอีกสองชุด คือ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่มี นิกร จำนง เป็นประธาน และ คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางในการทำประชามติ ที่มี วุฒิสาร ตันไชย เป็นประธาน

ต่อมาในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 คณะกรรมการศึกษาฯ ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for All) ซึ่งเสนอว่าคำถามประชามติไม่ควร "ล็อคสเปค" เนื้อหา หรือห้ามแก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และ หมวด 2 พระมหากษัตริย์ เพราะเป็นการลดทอนอำนาจประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่และเป็นการจำกัดพื้นที่สำหรับความคิดเห็นที่แตกต่างของประชาชน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นตอบกลับในประเด็นนี้

จนกระทั่งวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ ได้แถลงผลสรุปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ได้แก่

  1. ก่อน รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระหนึ่ง

  2. หลัง รัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสาม (ตามมาตรา 256 (8))

  3. หลัง สสร. ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564)

โดยคำถามประชามติครั้งแรกคือ "ท่านเห็นชอบหรือไม่ให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไข หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์"

ข้อสรุปนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากแนวทาง 3 ประชามติและการคงหมวด 1 และ 2 ไว้ เป็น "ธง" ทางนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ต้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความจำเป็นของการใช้เวลาศึกษาเกือบสามเดือน นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังละเลยข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนเกี่ยวกับปัญหาของคำถามประชามติที่พวกเขาเสนอมา

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบางส่วน เช่น ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็มีความเห็นต่าง โดยมองว่าการทำประชามติเพียง 2 ครั้งก็เพียงพอตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการหาทางออกเกี่ยวกับแนวทางการทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของรัฐบาลเพื่อไทย

ต่อมาในวันที่ 22 มกราคม 2567 ชูศักดิ์ ศิรินิล และ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภา แต่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ปฏิเสธที่จะบรรจุวาระ เนื่องจากกังวลว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้รัฐสภาจึงมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจของรัฐสภาว่า รัฐสภาสามารถบรรจุร่างแก้ไชรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ หรือ ต้องจัดออกเสียงประชามติถามประชาชนก่อน

ต่อมาในวันที่ 17 เมษายน 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าการบรรจุวาระเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา และคำร้องเป็นเพียงข้อสงสัยที่ศาลเคยได้วินิจฉัยไว้แล้วอย่างละเอียด ทำให้ความพยายามของรัฐสภาในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องหยุดชะงักไปอีกสามเดือนโดยไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

เมื่อการพยายามลดจำนวนการทำประชามติลงยังไม่สบความสำเร็จ รัฐบาลเพื่อไทยภายใต้การนำของ นายกฯ เศรษฐา จึงมีมติ ครม. ออกมาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 โดยระบุว่า ครม. เห็นชอบกับแนวทางกของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ ที่ให้ทำประชามติ 3 ครั้ง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (พ.ร.บ.ประชามติฯ) ฉบับใหม่ 

ต่อมาในวันที่ 21 สิงหาคม 2567 ที่ประชุม ส.ส. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติแบบ "เสียงข้างมากสองชั้น" (Double Majority) หรือ การยึดจำนวนของผู้มาใช้สิทธิและจำนวนผู้มีสิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่งเป็นเกณฑ์การตัดสิน และให้ใช้หลักเกณฑ์ "เสียงข้างมากธรรมดา" (Simple Majority) หรือ การยึดเสียงข้างมากของจำนวนของผู้มาใช้สิทธิแทน

ต่อมา ส.ส. ได้ส่งร่างดังกล่าวให้ ส.ว. ชุดใหม่ พิจารณา ซึ่งฝั่ง ส.ว. เสียงข้างมาก หรือ กลุ่ม “ส.ว.สีน้ำเงิน” มีความเห็นว่า ควรคงหลักเกณฑ์การออกเสียงประชามติแบบ "เสียงข้างมากสองชั้น" เอาไว้ ซึ่งเป็นความเห็นในทิศทางเดียวกับพรรคภูมิใจไทย ทาง ส.ว. จึงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ของ ส.ส. ทำให้ ส.ส. ต้องกลับพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่ ส.ว. แก้ไข อีกครั้ง แต่สุดท้าย ส.ส. ก็็ไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของ ส.ว. ทำให้ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา (กมธ.ร่วมฯ) เพื่อพิจารณากันต่ออีกครั้งหนึ่

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า มีความพยายามถ่วงเวลาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ จากฝั่ง ส.ว. เนื่องจาก การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ของ ส.ว. เกิดขึ้นก่อนหน้า ส.ว. จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ในวาระที่สอง ไม่กี่วัน อีกทั้ง เมื่อมีการตั้ง กมธ.ร่วมฯ ฝั่ง ส.ว. ก็เสนอชื่ออย่างล่าช้า และเป็นช่วงเวลาที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยมีข้อขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย

ต่อมา ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 กมธ.ร่วมฯ ซึ่งมีเสียงของ ส.ว. และ ส.ส.ภูมิใจไทย เป็นเสียงข้างมาก มีมติให้ใช้ร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ของ ส.ว. (คงหลักเกณฑ์สองชั้น) แต่ฝั่ง ส.ส. ไม่เห็นชอบด้วย จึงเป็นผลให้ร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ถูกยับยั้งไว้ 180 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 และคาดว่าจะพิจารณาอีกครั้งในกลางเดือนกรกฎาคม 2568

เมื่อกระบวนการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ถูกขัดขวางให้ล่าช้า กลุ่ม Con for All ได้ยื่นหนังสือถึง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยย้ำว่าไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นทางเดียวที่จะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จก่อนสภาผู้แทนราษฎรหมดวาระในปี 2570

ต่อมา วันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ได้เข้าหารือกับประธานรัฐสภาเรื่องการบรรจุวาระดังกล่าว โดยอ้างอิงความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ควรทำประชามติเพียงสองครั้ง

และในที่สุด วันที่ 23 ธันวาคม 2567 วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ข้อสรุปร่วมกับตัวแทนภาคประชาชนและนักกฎหมายว่าประธานรัฐสภามีอำนาจในการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งได้ โดยไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และได้มีการบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2568


2 ปี การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ - 3 ครั้ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญเตะถ่วง

ในวันที่ 13 และ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีนัดพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จำนวน 2 ฉบับ คือ ฉบับของพรรคเพื่อไทย และฉบับพรรคประชาชน 

แต่ตลอดการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาทั้งสองวัน กลับเกิดเหตุ “สภาล่ม” เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนจะทราบในภายหลังว่า เป็น ‘เทคนิค’ ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการให้ยื่นถามศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งเกี่ยวกับการทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ 

ต่อมา ในวันที่ 17 มีนาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นคำถามคล้ายกับมติเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ว่า รัฐสภามีอำนาจพิจารณาและลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ หรือ ต้องจัดออกเสียงประชามติก่อน 

โดยการถามศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นับเป็น ‘ครั้งที่สาม’ ที่ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนชี้ขาดอำนาจและขอบเขตในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

ต่อมาในวันที่ 9 เมษายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของรัฐสภาไว้พิจารณาวินิจฉัย และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ต่อมาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นำความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากการไต่ส่วนในคดีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 มารวมในสำนวน และให้พยานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน

ต่อมาในวันที่ 5 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน และในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเสนอต่อศาล พร้อมทั้งกำหนดนัดพิจารณาคดีต่อในวันที่ 22 กรกฎาคม 2568

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญว่า ใช้เวลาในการพิจารณาคำร้องดังกล่าวยาวนานกว่าเมื่อครั้งมีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 กล่าวคือ ในคำร้องที่นำไปสู่คำวินิจฉัยที่ 4/2564 ศาลใช้เวลาเพียง 22 วัน นับตั้งแต่วันที่รับคำร้องไปจนถึงการมีคำวินิจฉัย แต่ในคำร้องครั้งล่าสุดซึ่งเคยมีทั้งความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ มีทั้งคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แค่ศาลกลับใช้เวลาไปไม่น้อยกว่า 120 วัน

โดยความเป็นไปได้ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีอย่างน้อย 3 แนวทาง 

แนวทางที่หนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยใหม่ และระบุชัดให้ทำประชามติ 2 ครั้ง ได้แก่

(1) การทำประชามติหลังรัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสาม

(2) ทำประชามติหลังมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จเป็นที่เรียบร้อย

หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในแนวทางดังกล่าว ก็จะถือว่า  รัฐสภาได้ข้อยุติเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการทำประชามติ และศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียวให้กับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้การทำประชามติ 2 ครั้ง ซึ่งจะทำให้รัฐสภาสามารถดำเนินการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ได้ในทันที และมีโอกาสที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทัน ปี 2570

แนวทางที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยใหม่ และระบุชัดให้ทำประชามติ 3 ครั้ง ได้แก่

(1) การทำประชามติก่อนรัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระหนึ่ง

(2) การทำประชามติหลังรัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสาม

(3) ทำประชามติหลังมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จเป็นที่เรียบร้อย

หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในแนวทางดังกล่าว ก็จะถือว่า รัฐสภาได้ข้อยุติเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการทำประชามติ เพียงแต่รัฐสภาจำเป็นจะต้อง “เดิมอ้อม” จากเส้นทางเดิม โดยเพิ่มการทำประชามติขึ้นมาอีกหนึ่งครั้ง ดังนั้น รัฐสภาจึงยังไม่สามารถพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ได้ จนกว่าจะมีการทำประชามติก่อน ซึ่งแนวทางนี้ก็มีแนวโน้มที่การจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้ได้ทัน ปี 2570 เป็นไปได้ยาก

แนวทางที่สาม ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเหมือนเดิม ได้แก่

(1) การทำประชามติก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

(2) การทำประชามติหลังการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในแนวทางดังกล่าว ก็จะถือว่า รัฐสภาไม่ได้ข้อยุติเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการทำประชามติ และทำให้เส้นทางการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องอยู่ในภาวะ “สูญญากาศทางการเมือง” ซึ่งทางออกในเรื่องนี้ คือ รัฐสภาจะต้องหาข้อยุติร่วมกัน ว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ด้วยการทำประชามติ 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง

ทั้งนี้ หากรัฐสภาได้ข้อยุติว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ด้วยการทำประชามติ 2 ครั้ง โอกาสที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทัน ปี 2570 ก็มีมากขึ้น แต่หากเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ด้วยการทำประชามติ 3 ครั้ง โอกาสที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทัน ปี 2570 ก็จะลดน้อยลงจนแทบจะเป็นไปไม่ได้

หมด 2 ปี การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ - เหลือ 2 ปี สุดท้ายของรัฐบาล

ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2570 คือ วันที่สภาผู้แทนฯ จะหมดวาระ นั่นหมายความว่า รัฐบาลและรัฐสภาเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 ปี ในการผลักดันในนโยบายการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ท่ามกลางความท้าทายทางการเมือง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรอคำวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติว่า มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือ ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม หรือไม่

หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า นายกฯ แพทองธาร ขาดคุณสมบัติเพราะขาดความซื่อสัตย์สุจริตและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ก็จะเป็นพ้นให้นายกฯ แพทองธาร ต้องพ้นจากตำแหน่ง และจะต้องมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ ภายใต้รายชื่อบัญชีว่าที่นายกฯ ที่พรรคการเมืองเสนอไว้ ซึ่งมีอยู่แค่ 5 รายชื่อ ได้แก่

  1. ชัยเกษม นิติสิริ พรรคเพื่อไทย

  2. อนุทิน ชาญวีรกุล พรรคภูมิใจไทย

  3. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ

  4. พีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ

  5. จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อทิศทางนโยบายว่า จะเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือ ครม. ชุดใหม่ หรือไม่ และแนวทางการทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นอย่างไร แต่ทว่า หากยึดตามกรอบเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามข้อเสนอของ ครม.เศรษฐา หรือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเพื่อไทย และพรรคประชาชน โอกาสที่จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ก่อนการเลือกตั้งในปี 2570 เท่ากับศูนย์ อย่างดีที่สุด คือ มีการเลือกตั้ง สสร. 

อย่างไรก็ดี แม้การเปลี่ยนตัวนายกฯ อาจจะส่งกระทบต่อนโยบายการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อยู่บ้าง แต่หากเสียงข้างมากของรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วย ส.ส. และ ส.ว. ยังมีความมุ่งมั่นในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ กลไกทางรัฐสภาก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ภายใต้รัฐบาลรักษาการ ดังนั้น การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จึงขึ้นอยู่กับ “เจตจำนงทางการเมือง” ของรัฐสภา ไม่ใช่ตัวนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

 
 
 
 
 
 
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising