Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ตอบสิ่งที่ไม่ได้ถาม ระบุว่า “ห้ามประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรง” ไม่ต่างกับการโยนขวากหนามกองใหญ่ลงบนถนนสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรคนำเสนอโมเดลการได้มา สสร. แก่สังคม ทั้งที่ไม่มีโมเดลใดดีไปกว่าการมอบอำนาจการสถาปนารัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนผ่านการเลือก สสร.

นี่คือจุดยืนของ ‘ณัชปกร นามเมือง’ ผู้จัดการเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ที่ยังคงยืนยันว่า สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100% มิเช่นนั้นอาจทำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผิดกับการแบ่งเค้กของพรรคการเมืองและกลุ่มชนชั้นนำ ขณะที่ประชาชนได้เพียงมองตาปริบๆ

ณัชปกรกล่าวว่า หากกระบวนการบิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น การ Vote No ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า แล้วตั้งต้นใหม่ เขายินดีเดินอ้อมมากกว่าพุ่งตรงสู่กับดักของชนชั้นนำ

ณัชปกร นามเมือง คนด้านซ้าย 

โฆษณา - Advertising

ศาลรัฐธรรมนูญทำเกินอำนาจหรือไม่?

เนื่องจากขณะสัมภาษณ์คำวินิจฉัยฉบับเต็มยังไม่เผยแพร่ ณัชปกรจึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจตีความได้ 2 ทาง

ทางแรก คือ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการขีดเส้นว่าประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเพียงอธิบายว่าหมวด 15 ไม่ได้เขียนให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็ไม่ได้จำกัดอำนาจรัฐสภารที่จะแก้ไขหมวด 15 เพื่อให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงได้

ทางที่ 2 คือ ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเกินหน้าที่ของตนเอง ณัชปกรมองกรณีนี้ใน 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือคำถามที่ส่งไปถามเพียงว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ไม่ได้ถามว่าประชาชนสามารถเลือก สสร. ได้โดยตรงหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญจึงตอบเกินสิ่งที่ถาม ซ้ำคําวินิจฉัยยังเป็นการขยายความหมวด 15 ถือว่าตอบนอกประเด็น ประเด็นที่ 2 ก็คือขัดกับคําวินิจฉัยในอดีตของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน หมายความว่าประชาชนจะใช้อำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไรก็ต้องทำตามกลไกรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาจะแก้ให้ สสร. เลือกตั้งได้หรือไม่ก็เป็นอำนาจของรัฐสภา

“มาตรา 3 ในรัฐธรรมนูญบอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ใช้อำนาจผ่านกลไกรัฐสภาอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญตีความว่า สสร. เราเลือกตั้งไม่ได้ สมมุติว่าคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่า สสร. เลือกตั้งไม่ได้ มันก็เท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญจงใจใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติกฎหมาย เพราะไม่ได้ให้อำนาจในการตอบนอกประเด็น กับใช้อำนาจขัดต่อมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ”

สภาต้องยืนยันอำนาจตน อย่ารีบหมอบให้ศาลรัฐธรรมนูญ

ปัญหาเกี่ยวเนื่องตามมาก็คือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตอบคำถามที่ไม่ได้ถาม คําวินิจฉัยนี้จะมีผลผูกพันหรือไม่ รัฐสภาจำเป็นต้องฟังหรือไม่

ณัชปกรกล่าวว่า จุดยืนของภาคประชาชนคิดว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจนอกเหนือจากอำนาจที่ตนเองมีและขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คําวินิจฉัยนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันต่อองค์กรใดเลย รัฐสภาไม่จำเป็นต้องยอมตาม

อย่างไรก็ตาม ณัชปกรย้ำว่าต้องรอดูคำวินิจฉัยฉบับเต็มก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอธิบายหรือให้เหตุผลต่อกรณีนี้อย่างไร ซึ่งเขาคาดว่าจะออกมาภายในสัปดาห์นี้ อีกทั้งจะยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินคดีกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และส่งสัญญาณถึงรัฐสภา

“หมวด 15 บอกว่าอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา แล้วศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ซึ่งหมวด 15 ก็แค่พูดถึงเรื่องการแก้ไข ยังไม่มีเรื่องการจัดทำใหม่ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐสภายืนยันอำนาจตัวเองว่ามีอำนาจในการเลือก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง คุณก็แค่ไปแก้หมวด 15 ให้มีหมวดว่าด้วยการจัดรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็ให้มี สสร. เลือกตั้ง ถ้าเรามองว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ปิดประตูการแก้ใหม่ มันก็ยังเดินต่อไปได้

“ผมว่าประชาชนไม่ได้น้อมรับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นรัฐสภาไม่ควรจะรีบหมอบ คือตอนนี้กลายเป็นว่าทุกพรรคการเมืองไปดีไซน์โมเดล สสร. ที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหมด ทั้งที่คําวินิจฉัยเต็มยังไม่ออกเลย ซึ่งพรรคการเมืองก็ชี้แจงว่าพยายามจะผ่าทางตันไว้ก่อน” ณัชปกรกล่าว

ดังนั้น รัฐสภาสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15 ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงได้ เว้นเสียแต่ว่า...คำวินิจฉัยฉบับเต็มจะมีการเขียนดักเอาไว้เพื่อปิดหนทางนี้ ซึ่งณัชปกรคาดการณ์ว่าคำวินิจฉัยฉบับเต็มอาจจะไม่ถึงขั้นปิดประตู “แต่น่าจะอ่านไม่รู้เรื่อง”

“หมายความว่าอ่านแล้วก็รู้สึกว่า ตีความได้ 2 แง่ 2 ง่าม ผมรู้สึกว่ากลุ่มชนชั้นนำพยายามจะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญมันซับซ้อน และเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย ทั้งหมดทั้งมวลที่ถามว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง สสร. จะมายังไง รัฐสภาจะมีอำนาจแค่ไหน มันก็คือว่าเขาไม่อยากให้ร่างใหม่และไม่อยากให้อำนาจในการร่างใหม่อยู่ในมือประชาชนร้อยเปอร์เซ็นต์ มันจึงถูกโยนกันไปมา ผมเดาว่าตัวคําวินิจฉัยก็อาจจะซับซ้อนยุ่งเหยิง แล้วก็ดูเป็นเทคนิคไปหมด”

สสร. ไม่มาจากประชาชน เท่ากับปล่อยให้ชนชั้นนำแบ่งเค้กกันเอง

ณัชปกรแสดงความเห็นว่า วันนี้ประชาชนต้องยืนยันและกดดันให้รัฐสภาลุกขึ้นสู้กับศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะพรรคประชาชน เขาให้เหตุผลว่า

“พรรคประชาชนซึ่งเคยเป็นคนดันเพดานสูงที่สุด ก็กลับมาเล่นเกมเดียวกับพรรคการเมืองอื่น ซึ่งผมว่ามันทำให้บรรยากาศเหมือนเราไม่มีอะไรในการต่อสู้กับกลุ่มชนชั้นนํา แล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นเพียงแค่การแบ่งเค้ก”

หากปล่อยให้รัฐสภามีอำนาจเลือก สสร. ทุกพรรคการเมืองก็จะแบ่งเค้กกัน คำถามของณัชปกรคือการแบ่งเค้กนี้เป็นไปเพื่อความต้องการของใคร รัฐสภาหรือประชาชน? ถ้าดำเนินไปในลักษณะนี้ ประชาชนจะถูกตัดออกจากสมการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

CALL จึงวางแนวทางการเคลื่อนไหวไปที่การกดดันพรรคการเมืองให้ยอมรับอำนาจประชาชน ไม่ยอมตามศาลรัฐธรรมนูญ เรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม และเชิญนักวิชาการมาช่วยกันตีความคําวินิจฉัยส่วนตนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน

“ถ้ารัฐสภาไม่ยอมตาม ผมคิดว่าอำนาจสุดท้ายที่อยู่ในมือประชาชน คือการรณรงค์ประชามติ ถ้าสุดท้ายที่มา สสร. มันแบ่งเค้กกันแล้วไม่ตอบโจทย์อะไรประชาชนเลย ผมคิดว่าเราโหวตโนดีกว่า แต่ก่อนจะไปอีกยกหนึ่ง ผมคิดว่าควรจะมีการทำประชามติอีกหนึ่งคําถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง”

แม้ว่าจะทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเนิ่นช้าออกไป แต่หลักการที่ว่า สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะต้องคงไว้ให้ได้

MOA ไร้น้ำหนัก เสนอส้ม-แดงจับมือล้ม ‘รัฐบาลหนู’ ก่อนประชามติ

ในส่วนของบันทึกข้อตกลงหรือ MOA (Memorandum of Agreement) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ณัชปกรเห็นว่าไม่มีน้ำหนักในทางการเมืองสักเท่าไร เนื่องจากฟากพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ต้องการแก้รัฐธรรมนูญและมีความเป็นไปได้ว่าจะออกแบบการได้ สสร. ที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคภูมิใจไทยมากที่สุด เมื่อถึงจุดนั้น ณัชปกรตั้งคำถามกลับไปยังพรรคประชาชนว่าจะยอมตามหรือไม่ ซึ่งเขาคิดว่าพรรคประชาชนจะตกที่นั่งลําบากเนื่องจากอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน เพราะ สว. อยู่ในมือพรรคภูมิใจไทย

“ผมคิดว่าเบื้องต้น ถ้าพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนจับมือกันแน่น คุณจะมีอำนาจต่อรองในการเอาภูมิใจไทยออกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ แต่การแก้รัฐธรรมนูญก็จะเดินยากอยู่เหมือนเดิม เพราะจะติดล็อค สว. 67 เสียงที่ยังไม่พอ ก็ต้องสู้กันไป แต่ผมรู้สึกว่าถ้าสุดท้ายภูมิใจไทยพยายามจะเดินหน้าไปสู่สิ่งที่ประชาชนไม่อยากได้ แล้วเราจะต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนเพื่ออะไร สุดท้ายแล้ว 4 เดือนนี้ตอบโจทย์ใคร ตอบโจทย์ประชาชนหรือตอบโจทย์พรรคประชาชน

“ผมรู้สึกว่าคุณอยากยุบสภามากเลย แต่ว่าการอยากยุบสภามันจะนําไปสู่อะไร ผมยังไม่เห็นว่ามันจะนําไปสู่ฉากทัศน์ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ยังไง หรือจะมียุทธวิธียังไง”

ด้วยความที่ณัชปกรเห็นว่ากรอบ MOA 4 เดือนระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนมีความหละหลวมและพลังการต่อรองไม่เท่ากัน ถ้าการได้ สสร. เป็นแค่การแบ่งเค้ก เขาก็ถามกลับพรรคประชาชนว่าจะยอมเดินอ้อมไปกับภาคประชาชนหรือไม่

“คุณจะยอมจับมือกับพรรคเพื่อไทยโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจอนุทินออกจากอำนาจ แล้วเดินหน้าทำประชามติ ซึ่งอาจจะทำประชามติสองคําถามเลยก็ได้คือ ถามว่าจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มั้ย กับ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งมั้ย แล้วก็เริ่มต้นแก้มาตรา 256 กันใหม่

“ฉะนั้นจะยุบสภา 4 เดือน 5 เดือน 8 เดือน ผมไม่ได้ซีเรียสอะไรกับการยุบสภา แต่ผมซีเรียสว่าเป้าหมายทางการเมืองสูงสุดของเราคืออะไร ถ้าเรารู้สึกว่าวันนี้เราอยู่ในสภาวะที่ถูกยึดอำนาจ เราเลือกตั้งไป พรรคการเมืองก็พร้อมจะถูกถอดถอนได้ตลอดเวลา พร้อมถูกยุบได้ตลอดเวลา พร้อมถูกดำเนินคดีได้ตลอดเวลา เราไม่อยากอยู่ภายใต้สภาวะแบบนี้ เราต้องแหกกรงนี้ออกไป จะช้าก็ช้าครับ แต่ไปให้ถึงเป้าหมายดีกว่า” ณัชปกรกล่าว

สสร. จากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นโมเดลที่ดีที่สุด

ขณะที่สัมภาษณ์โมเดลการได้ สสร. ของพรรคภูมิใจไทยยังไม่ถูกเสนอ ณัชปกรจึงตั้งต้นด้วยโมเดลที่ภาคประชาชนเห็นว่าควรจะเป็น และเคยเสนอไปแล้วเมื่อปี 2563

“สิ่งที่ภาคประชาชนอยากได้ ผมคิดว่าเราถกเถียงกันมาพอสมควรตั้งแต่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเมื่อปี 2563 ตอนนั้นเราให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง คล้ายระบบปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งเมื่อเข้าไปสู่สภาแล้วปรากฏว่าตอนนั้นพรรคเพื่อไทยเขาใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็มีการถกเถียงกันว่าทําไมต้องมีระบบประเทศ ทําไมต้องมีระบบจังหวัด จนผมคิดว่าปีนี้เราตกผลึกกันระดับหนึ่งว่าเราต้องมีตัวแทนอย่างน้อย 2 รูปแบบก็คือระบบตัวแทนที่มาจากระดับประเทศโดยใช้ระบบเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์หรือสัดส่วน เพราะจะเอื้อให้คนกลุ่มต่างๆ สามารถเข้ามาสู่ระบบเลือกตั้งได้ ยกตัวอย่างกลุ่ม LGBTIQ กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาจจะมีแนวโน้มรวมกลุ่มกันแล้วมีข้อเสนอบางอย่างจะสามารถเข้าสู่ระบบนี้ได้

“แต่ว่าระบบสัดส่วนก็มีข้อเสียอยู่ ถ้าสมมุติว่าใครกินที่นั่งเกิน 51 เปอร์เซ็นต์ คุณชนะตลอด มันจะไม่ใช่การร่างรัฐธรรมนูญแบบที่คำนึงถึงคนทุกกลุ่ม มันจึงจำเป็นต้องมีตัวแทนในระดับพื้นที่เพื่อมาถ่วงดุลไม่ให้มันเทไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากจนเกินไป สุดท้ายก็ออกมาเป็นร่างพรรคประชาชนฉบับที่แล้วว่า 2 สภามีสัดส่วน สสร. เท่ากันจากประเทศและจากจังหวัด ทำงานคู่กัน”

แต่ภายหลังคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา พรรคเพื่อไทยยังยืนรูปแบบเดิม ขณะที่พรรคประชาชนมีการปรับระบบเล็กน้อยโดยแบ่งให้มีแม่น้ำ 2 สาย สายหนึ่งคือคณะยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกสายหนึ่งคือคณะที่ปรึกษา คล้ายกับ สสร.ประเทศ และ สสร.จังหวัด โดยคณะที่ปรึกษาทำหน้าที่กำกับคณะยกร่างอีกที

ณัชปกรตั้งคำถามต่อพรรคประชาชนว่า คณะที่ปรึกษานี้จะมีอำนาจการกํากับคณะผู้ร่างมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าแค่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้วไปเสนอ คณะผู้ร่างจะฟังหรือไม่ก็ได้ คณะที่ปรึกษาก็ย่อมไม่มีประสิทธิภาพพอจะนำเสียงของประชาชนไปกดดันคณะผู้ยกร่างได้

จุดอ่อนประการต่อมาซึ่งเป็นของทุกพรรคก็คือ เวลาบอกว่ารัฐสภาเลือก สสร. ต้องไม่ลืมว่าอำนาจ ส.ส. กับ สว. เท่ากัน แต่ความชอบธรรมทางการเมืองไม่เท่ากัน ซึ่งอาจทำให้เกิดการบิดเบือนเสียงของประชาชน ยกตัวอย่างเช่นไม่ว่าจะเป็นระบบของพรรคใดก็ตามจะสามารถการันตีได้อย่างว่าคนที่ได้คะแนนมากที่สุดจะเข้ารอบ เพราะถ้าสภาไม่เลือกบุคคลนั้น คะแนนเสียงของประชาชนที่เทให้ก็ไร้ความหมาย

“ส.ส. และ สว. ความชอบธรรมไม่เท่ากัน แต่มีอำนาจเลือกเท่ากัน มันมีแนวโน้มจะเป็นการแบ่งเค้กของรัฐสภา ซึ่งระบบนี้สุดท้ายจะไม่ตอบโจทย์ประชาชนเท่าไหร่ แล้วเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภูมิใจไทยคุม สว. อยู่

“ทีนี้ข้อเสนอของผมคืออะไร ผมเสนอว่าเป็นไปได้ไหมที่เฉพาะ ส.ส. เลือกกันเองก่อน แล้วค่อยส่งไปให้ สว. พิจารณา ถ้า สว. ไม่เห็นชอบกับรายชื่อไหนก็ส่งกลับมา แต่คุณจะเปลี่ยนชื่อหรือไม่เปลี่ยน คุณก็แค่ยืนยันด้วยเสียงที่มากกว่าไปยัง สว. ก็จบ ถ้าเป็นระบบแบบนี้มันก็จะทำให้เห็นว่าอำนาจที่ยึดโยงกับประชาชนที่สุดเป็นอำนาจใหญ่”

แต่ก็ดังที่ได้ยืนยันไปก่อนหน้า การให้ประชาชนเป็นผู้เลือก สสร. ทั้งหมดยังถือเป็นโมเดลที่ดีที่สุดและ CALL จะผลักดันไปในแนวทางนี้

“ช่วงที่เขาแก้ 256 เราจะตะโกน ทำกิจกรรมเพื่อให้เขาได้ยินว่าประชาชนอยากได้อะไร และถ้าร่างมาตรา 256 ผ่านวาระ 3 คุณตอบคําถามที่ประชาชนอยากได้ไม่ได้ ถ้าโมเดล สสร. มันตอบไม่ได้ เราก็มีพลังสุดท้ายของเราก็คือโหวตโนประชามติ”

คำถามประชามติต้องไม่ล็อกหมวด 1 หมวด 2

จุดวิกฤตหนึ่งคือประเด็นหมวด 1 และหมวด 2 ที่ฝั่งอนุรักษนิยมไม่ต้องการให้แตะต้อง แน่นอนว่าณัชปกรไม่เห็นด้วย เขามองประเด็นนี้ออกเป็น 2 มิติ

มิติแรกในเชิงหลักการ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยยกเว้นหมวดใดหมวดหนึ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการยืนยันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนในการสถาปนารัฐธรรมนูญแล้ว หากล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อาจเกิดความยุ่งเหยิงในทางนิติวิธีตามมา ณัชปกรยกตัวอย่าง

“ในหมวด 2 ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า องคมนตรีจะต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งวุฒิสภา ทีนี้สมมติว่าเราแก้รัฐธรรมนูญแบบให้ไม่แตะหมวด 2 แต่เราเปลี่ยนระบบรัฐสภาใหม่กลายเป็นสภาเดี่ยว มันก็แปลว่ามันขัดและแย้งกับหมวด 2 อย่างชัดเจนเพราะมันจะยังมีคําว่าวุฒิสภาอยู่ แต่หมวดรัฐสภาเราเอาวุฒิสภาออกไปแล้ว ก็จะมีปัญหา 2 ขยัก ขยักแรกคือสุดท้ายแล้วเอาวุฒิสภาออกได้มั้ย เพราะหมวด 2 มีคําว่าวุฒิสภาอยู่ ขยัก 2 คือสุดท้ายแล้วมันก็ต้องกลับมาแก้หมวด 2 อยู่ดีหรือเปล่า

มิติที่ 2 ในเชิงเนื้อหา ที่ผ่านมามีการถกเถียงกันมากเรื่องการขยายพระราชอำนาจหลังจากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องส่วนราชการในพระองค์ที่เพิ่มเข้ามาซึ่งทำให้การบริหารจัดการราชการส่วนนี้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งขัดกับหลัก the king can do no wrong ที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถใช้อำนาจทางการเมืองได้โดยตรง ต้องใช้อำนาจผ่านผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

“ผมว่าอันนี้ก็เป็นความท้าทายว่าฝ่ายที่เรียกร้องให้แก้ รู้สึกว่าเขาก็อยากให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญใช่ไหมครับ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะแก้หรือไม่ ผมก็ตอบไม่ได้ สุดท้ายเสียงส่วนใหญ่อาจจะบอกว่าระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ของเราไม่เป็นไร เรายังคงหมวด 2 ไว้แบบนี้ ซึ่งสำหรับผม ถ้าคนทั้งประเทศยินยอมพร้อมใจ สสร.ร่างมาเป็นทางนี้ ผมก็คงต้องเคารพ แต่ว่าการไม่เปิดพื้นที่ให้ถกเถียงเรื่องนี้เลยเสมือนว่าเรื่องนี้ไม่มีความขัดแย้งอยู่เลย ผมว่าเป็นเรื่องที่ประหลาด ถ้ามองว่ารัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการหาฉันทามติร่วมกันของสังคมที่เราจะอยู่กันอย่างสันติสุข แล้วก็แก้ปัญหาผ่านกลไกทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้ แต่คุณไม่ให้พูดเรื่องนี้ ความขัดแย้งนี้มันก็ไม่หมดไปสักที”

ด้วยเหตุนี้คำถามประชามติจึงควรเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ล็อกคำถามว่าห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 ณัชปกรคาดการณ์ด้วยว่า ไม่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะแตะต้องหมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ สุดท้ายจะต้องมีคนร้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่นอน

“การไปร้องต้องไม่มีผลให้เราลดเพดาน แล้วเราต้องยืนยันว่าการไปร้องของเขาไม่สมเหตุสมผล เช่นการถามประชามติเรื่องนี้จะนําไปสู่การล้มล้างการปกครองก็ไม่จริง เพราะหนึ่งคือศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนกำหนดคําถามนี้เอง ถ้าเกิดคนกำหนดคำถามนี้เป็นคนล้มล้างรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ล้มล้างสิ

“อันที่สองก็คือไม่ว่ายังไง การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ซึ่งบอกว่าเราห้ามเปลี่ยนระบอบการปกครองและห้ามเปลี่ยนรูปแบบของรัฐ เพราะฉะนั้นที่คุณร้องทั้งหมดนี่ไม่ใช่เพราะคุณกลัวว่าเราจะไปล้มล้างการปกครอง แต่คุณต้องการให้กระบวนการนี้มันติดขัด มีปัญหา เพราะคุณไม่อยากคืนอำนาจให้เราร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมไม่กลัวการร้องเลย”

แผน 7 เดือนนับจากนี้

ณัชปกรเปิดเผยว่า CALL และภาคประชาชนกำหนดแผน 7 เดือนสู่การร่างรัฐธรรมนูญไว้ โดยในเฟสแรกคือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม จุดท้าทายที่สุดอยู่ที่โมเดลการได้ สสร. โดยดูจากเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่

  • ตัวแทนที่จะได้มามีความชอบธรรมหรือไม่
  • ส.ส. กับ สว. มีอำนาจในการเลือก สสร. เท่ากันหรือไม่
  • กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นอย่างไร

หาก 3 ข้อนี้ผ่าน ณัชปกรกล่าว่า 4 เดือนหลังก็ไม่ต้องทำอะไรมาก และมุ่งทิศทางการรณรงค์ให้คนไปโหวตเยส

“แต่ถ้า 3 เดือนแรกที่เราต่อสู้กันเรื่องเลือกตั้ง สสร. ไม่สำเร็จเลย เช่นสุดท้าย ครม.เคาะคําถามประชามติแบบล็อคหมวด 1 หมวด 2 โมเดล สสร.ก็พิกลพิการ แบ่งเค้กให้กับกลุ่มชนชั้นนํา เราก็จะต้องใช้ 4 เดือนสุดท้ายตั้งแต่มกราคม 2569 ไปจนถึงเมษายนชวนคนไปโหวตโนทั้งสองคําถาม

“แต่สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือ คําถามประชามติดี แต่โมเดล สสร.ทุเรศ ผมคิดว่าโดยความเคยชินของมนุษย์เวลาเข้าคูหาโอกาสที่คุณจะเยส คุณจะเยสทั้งคู่ ถ้าโนคุณจะโนทั้งคู่ เวลาบอกให้ประชาชนเยสหนึ่งใบ โนหนึ่งใบ ในการรณรงค์เป็นอะไรที่ยากมาก ผมว่านี่คือความท้าทายข้างหน้า”

ดังที่ณัชปกรบอกว่ายินดีจะเดินอ้อม ดังนั้น ถ้าผลประชามติปรากฏว่าโหวตโนทั้งสองคำถามเป็นเสียงส่วนใหญ่ จังหวะก้าวต่อจากนั้นคือการกดดันพรรคการเมืองให้ประกาศจุดยืนว่าจะเดินหน้าไปสู่การทำประชามติ ‘ครั้งใหม่’ ที่ยืนยันว่า ‘สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง’ ถ้าพรรคการเมืองใดประกาศจุดยืนนี้ ก็จะมีการรณรงค์ให้ประชาชนโหวตให้แก่พรรคการเมืองนั้น

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising