‘ทีมไทยแลนด์’ หารือภาษีทรัมป์ที่บ้านพิษณุโลก ‘พิชัย’ รองนายกฯ และรมว.คลัง เผย 3 ข้อเจรจาสหรัฐฯ ยืนยันไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่ง-ยอมรับเป็นคนเชิญทักษิณมาร่วมวงคุยวันนี้เพื่อให้คำแนะนำ
วันนี้ (11 ก.ค.) สำนักข่าวไทยรายงานว่ามีการประชุมทีมเศรษฐกิจ “ทีมไทยแลนด์” ที่บ้านพิษณุโลก นำโดย พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือแนวทางจัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมในการเจรจากับสหรัฐอเมริกา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีหนังสือแจ้งเตือนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 36% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568
การประชุมครั้งนี้มีหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดย อรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า เข้าร่วมประชุมด้วย เนื่องจากสินค้าทางการเกษตรและอาหารหลายรายการที่ส่งออกไปสหรัฐ อาจได้รับผลกระทบจากภาษีดังกล่าว
จตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์และคณะทำงานเร่งประชุมตั้งแต่ไทยได้รับหนังสือแจ้งภาษี เพื่อเตรียมข้อมูลเชิงลึกในการเจรจา รวมถึงร่างมาตรการช่วยเหลือภาคส่วนต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย
ทางด้านสำนักข่าวเดอะรีพอร์ตเตอร์ไลฟ์สด พิชัย รมว.คลัง แถลงข่าวภายหลังการประชุม โดยพิชัยระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือกันจากที่เมื่อวานนี้ (10 ก.ค.) ตนได้เรียกประชุมภาคอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ถึงผลกระทบที่คาดการณ์ว่าจะได้รับและมาตรการรองรับ โดยแยกเป็นหมวดๆ ไป จากการพูดคุยดังกล่าวก็ได้ข้อมูลเยอะพอสมควรให้กลับไปทำการบ้าน คงจะได้ก่อนวันจันทร์นี้ เพื่อจะดูว่าผลกระทบของแต่ละ sector เป็นอย่างไร เพื่อให้การทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นไปอย่างเรียบร้อย
พิชัยกล่าวย้ำว่าการที่สหรัฐฯ ส่งจดหมายมานั้นเป็นการเลื่อนเวลา ส่วนของขั้นตอนการเจรจายังไม่สิ้นสุด ในวันนี้ก็มีการทบทวนกัน เรามีเวลาถึงวันที่ 1 ส.ค. เพื่อให้ได้ข้อยุติกับสหรัฐฯ
พิชัยกล่าวถึงแนวทางการเจรจาว่ามี 3 ข้อ
- การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ต้องไม่ให้ได้รับผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมรายย่อย
- การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ต้องมีวิธีการกำกับดูแลให้ทั่วถึง ไทยจะใช้โอกาสนี้ทบทวนตัวเองเรื่องการกำกับดูสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งขาเข้าและขาออก
- มาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เรื่องหลักการมีกำหนดกว้างๆ ไว้แล้ว เหลือไปทำการบ้านในรายละเอียด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการหารือในวันนี้ที่มีทักษิณเข้ามาด้วย พิชัยตอบว่า ตนเป็นผู้เชิญทักษิณมาเอง เนื่องจากทักษิณเป็นคนรู้เรื่องเหล่านี้ดี น่าจะให้ข้อคิดเห็นที่ดี
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เวียดนามได้อัตราภาษีที่ 20% ทำให้เอกชนเป็นห่วงว่าถ้าเราได้มากกว่า 20% อาจทำให้ได้รับผลกระทบจากประเทศคู่แข่ง ตรงนี้เรามีมาตรการอย่างไร
พิชัยตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราคุยกันว่าเราจะทำให้ดีที่สุด สิ่งที่ทำก็มีหลายเรื่อง ไม่ใช่มีแต่เรื่องอัตราภาษี มีเรื่องอื่นๆ ประกอบด้วย หวังว่าไม่ให้เกิดการเสียเปรียบ
อีกประเภทหนึ่งคือสินค้าผ่านทาง หมายถึงสินค้าที่นำเข้าเพื่อมาประกอบ ในวันนี้เราเชื่อว่าประเทศไทยเริ่มเข้มงวดมากกว่าถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ จึงทำให้ไม่น่าจะได้รับผลกระทบเยอะในส่วนนี้
สำนักข่าวไทยรายงานคำพูดพิชัยกล่าวว่า จะสรุปข้อมูลที่ได้ประชุมกัน รวมถึงที่ได้หารือกับภาคเอกชน ในวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคมนี้ ว่ามีข้อเสนอใดที่จะต้องปรับปรุงเพื่อยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมอีกหรือไม่ จากเดิมที่เคยเสนอสหรัฐไปแล้วเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม และจะหาโอกาสในการพูดคุยทางออนไลน์กับผู้ปฏิบัติว่ายังต้องการอะไรอีก เพื่อทำความเข้าใจกันก่อน และปรับปรุงข้อเสนออีกเล็กน้อย หากจำเป็นก็พร้อมจะเดินทางไปพูดคุย
ทั้งนี้ พิชัย ยังระบุว่าสหรัฐต้องการเจรจาภาษีเกือบทุกตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตร แม้จะมีมูลค่าไม่มากแต่ที่เกี่ยวพันกับคนหมู่มากอาจให้ความสนใจมากหน่อย
เดอะรีพอร์ตเตอร์รายงานว่า ก่อนที่พิชัยจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากบ้านพิษณุโลก โดยปรากฏภาพ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย จตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินลงมาส่งทักษิณภายหลังการหารือร่วมกัน
ด้านวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์การเมืองและที่ปรึกษาด้านนโยบายพรรคประชาชน เสนอ 4 ข้อเสนอรับมือภาษีทรัมป์ ก่อนที่ไทยจะเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง
1. ตอนนี้คือสัญญาณเตือนภัย ตอนต่อไปอันตรายกว่า วีระยุทธมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ทรัมป์กำลังสร้าง “หลุมดำ” ดูดให้ประเทศคู่ค้าทั่วโลกรีบวิ่งกรูเข้ามายื่นข้อเสนอใหม่ให้สหรัฐฯ ตอนนี้เกมยังไม่จบ และไทยยังไม่ได้เผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ การเจรจารอบต่อไปก่อนเส้นตายวันที่ 1 ส.ค. นี้
หากรัฐบาลไทยไม่ตั้งหลักให้และยอมทุ่มทุกอย่าง เพื่อให้สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีจาก 36% ลงมา โดยสิ่งที่จะนำไปแลกไม่ใช่แค่ลดภาษีนำเข้าเพื่อเปิดตลาดไทยเท่านั้น แต่อาจจะรวมถึงการยอมในมาตรการการควบคุมคุณภาพ ข้อกำหนดด้านสุขอนามัย ไปจนถึงนโยบายความมั่นคงด้วย
รัฐบาลและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ควรคิดถึงแต่การลดตัวเลขภาษี 36% และเป้าหมายระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยและคนไทยจากสิ่งที่เอาไปแลกด้วย เพราะหากไม่รอบคอบแล้ว ข้อเสนอที่เอาไปยื่นให้สหรัฐฯ อาจสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยทั้งด้านอุตสาหกรรมและการเกษตรในระยะยาว
สถานการณ์ที่เลวร้ายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรัฐบาลเอาทุกอย่างไปแลก จนประเทศไทย “เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง” อาทิด้านส่งออกก็จะส่งไปได้น้อยลง ในขณะที่ด้านนำเข้าก็จะเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมภาวะการผลิตถดถอยภายในประเทศ และลดอำนาจต่อรองของไทยในเวทีภูมิรัฐศาสตร์ เสี่ยงจะเกิด "แผลเป็นทางเศรษฐกิจ" ที่รุนแรงยิ่งกว่าตอนโควิด
2. เดินหน้าช่วยกลุ่มเสี่ยง SME 4,990 บริษัท แรงงาน 500,000 คน วีระยุทธเสนอว่า มาตรการที่ควรดำเนินการมานานแล้ว แต่ยังไม่เริ่มเสียทีก็คือ การเดินหน้าไปหากลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์
การทำงานในอนุกรรมาธิการ Trade War ได้ข้อมูลจากแบงก์ชาติว่าในบรรดา 30,000 บริษัทไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ นั้นมี SMEs อยู่ 4,990 บริษัท ทั้งหมดนี้จ้างงานรวมกัน 500,000 กว่าคน บริษัทจำนวนมากอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เกษตร โลหะ สิ่งทอ ผู้ประกอบการที่ได้ทำการรับฟังบอกว่า "ซอฟต์โลน" หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำไม่ได้ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม บางกลุ่มต้องช่วยพยุงจ้างงาน บางกลุ่มต้องช่วยลดต้นทุน บางกลุ่มต้องการตลาดใหม่ บางกลุ่มชะตากรรมขึ้นกับบริษัทข้ามชาติที่กำลังจะย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม
อุตสาหกรรมอย่างผู้ผลิตของเล่น เครื่องดินเผา เครื่องประดับ คือ Craft Industry ที่มือคนไทยเก่งกว่ามือชาติอื่นๆ ผู้ประกอบการไทยที่อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ “เก่งจริง” เพราะต้องฝ่าฟันมาทั้งคลื่นจีน คลื่นเวียดนาม คลื่นโควิด การที่พวกเขาต้องมาเจอช็อกแบบสงครามการค้าที่จะทำลายตลาดส่งออกไปจึงเป็นเรื่องไม่เป็นธรรม และสะเทือนการจ้างงานหลายแสนครอบครัว
3. จัดการสินค้าสวมสิทธิจริงจังเสียที ที่เสนอเช่นี้วีระยุทธกล่าวว่า เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากไทยโดยอ้างว่าไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ฝั่งไทยก็พยายามบอกว่า อย่าไปเชื่อตัวเลขส่งออกที่ว่าเยอะๆ เลย เพราะมีสินค้าสวมสิทธิ์แฝงอยู่ทั้งนั้น และประกาศว่าจะตรวจสอบจริงจัง แต่ผ่านไป 2 เดือน นอกจากจะไม่มีการกวาดล้างโรงงานสวมสิทธิ์จริงจังแล้ว ยังเอาตัวเลขส่งออกที่พุ่งสูงมาประชาสัมพันธ์ด้านเดียว โดยไม่มีแนวทางจัดการกับด้านนำเข้าเลย
ปัจจุบันมีสินค้ามูลค่าระดับพันหรือหมื่นล้านบาทที่เข้ามาใช้ไทยเป็นทางผ่าน นำสินค้าจากประเทศอื่นมา "ใส่โจงกระเบน" แล้วส่งออกต่อไปยังประเทศที่ 3 ปกปิดแหล่งกำเนิดเดิมที่โดนแบน ทั้งนี้ รัฐบาลควรทราบว่าไม่ใช่ว่าสินค้าทุกอย่างที่ส่งไปสหรัฐฯ จะต้องขอใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Certificate of Origin (CO) ถ้านับจากมูลค่าจะพบว่ามีสินค้าแค่ 28% เท่านั้นที่มาขอใบ C/O จึงมีโอกาสที่สินค้าสวมสิทธิจะหลุดรอดไปได้สูงมากในระบบปัจจุบัน
หากต้องการทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เกิดจากผู้ผลิตไทยหรือโรงงานต่างชาติที่มาสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยแบบชัดๆ รัฐบาลต้องเดินหน้าปราบปรามจริงจัง
การจัดการสินค้าสวมสิทธิควรทำด้วยการ “เล่นใหญ่” บุกไปจับโรงงานสวมสิทธิให้เป็นข่าวสักครั้ง เพื่อส่งสัญญาณให้กลุ่มทุนเทาเห็นว่า ประเทศไทยจะไม่ปล่อยให้พฤติกรรมสวมสิทธิลอยนวลอีกต่อไป
4. รื้องบใหม่ เตรียมรับแรงกระแทก วีระยุทธกล่าวว่า หน่วยงานราชการจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพย่อมต้องมีการจัดสรรกำลังคนและงบประมาณให้สอดคล้องกัน โดยพรรคประชาชนเคยเตือนไว้แล้วในการอภิปรายงบประมาณ 69 วาระหนึ่ง เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมแล้วว่าประเทศไทยไม่ควรจัดงบประมาณแบบเดิมๆ เพราะปีนี้เป็นปีเสี่ยง “เผาจริง” ที่ปัจจัยภายนอกทุกด้าน ทั้งการท่องเที่ยวและการค้าจะส่งผลลบกับเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง
จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่สายสำหรับการปรับทิศทาง เพราะขณะนี้ งบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการงบประมาณ หากรัฐบาลพร้อมปรับใหญ่ กรรมาธิการของพรรคประชาชน 16 คนก็พร้อมทำงานด้วย ช่วยปรับการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่รัฐบาลต้องตั้งเป้าชัดเจนว่าจะนำงบประมาณไปใช้กับอะไร มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอย่างที่เคยเกิดมาแล้ว
เงินจำนวน 3.78 ล้านล้านบาทนี้คือ "เงินก้นถุง" ของประเทศที่เราทุกคนมีร่วมกันในยามวิกฤต
