นักวิเคราะห์ด้านห่วงโซ่อุปทานและการเมืองระหว่างประเทศวิเคราะห์รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พยายามจะใช้มาตรการขึ้นภาษีศุลกากร เพื่อกดดันให้จีนมาเจรจาด้วยนั้น อาจจะทำให้สหรัฐฯ ลำบากเสียเอง เพราะจีนดูจะมีแต้มต่อและถือไพ่เหนือกว่าถ้าหากมีสงครามการค้า อีกทั้งจีนก็เพิ่งตระเวนเยือนประเทศเพื่อนบ้าน สำทับด้วยการเตือนประเทศคู่ค้าของตนว่าอย่ายอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ

ทางการจีนได้เตือนคู่ค้าของตนว่า อย่าได้อ่อนข้อให้กับการกดดันของสหรัฐฯ ในการที่จะโดดเดี่ยวจีนทางการค้า หลังจากที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย และจีนก็เผชิญกับการประกาศขึ้นภาษีสูงมาก ในระดับที่เรียกว่าเป็นการเปิดสงครามการค้าครั้งใหม่
คำเตือนของจีน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ในการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่รัฐบาลทรัมป์มีแผนการที่จะกดดันประเทศต่างๆ ให้จำกัดการค้ากับจีนเพื่อแลกเปลี่ยนกับการงดเว้นภาษีศุลกากรกับสหรัฐฯ โดยที่ถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุว่า "การยอมเอาใจไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพ และการยอมประนีประนอมไม่ได้นำมาซึ่งความเคารพ"
โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุด้วยว่าการยอมตามสหรัฐฯ นั้นเท่ากับเป็นเพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเองแต่สุดท้ายแล้วก็จะทำร้ายทั้งผู้อื่นและตัวเองและจบลงที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย นอกจากนี้ยังเตือนว่า ทางการจีนต่อต้านการทำข้อตกลงใดก็ตามที่จะนับเป็นการบั่นทอนผลประโยชน์ของจีน ถ้าหากมีการทำเช่นนั้นทางการจีนก็จะไม่ยอมรับและมีมาตรการโต้ตอบ
เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีศุลกากรอย่างหนักต่อจีน 145% และในสินค้าบางรายการอาจขึ้นถึง 245% ในเวลาเดียวกับที่ขึ้นภาษีศุลกากรประเทศอื่นๆ ในตัวเลขที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงประเทศไทย
ท่าทีจีน-สหรัฐเริ่มผ่อนปรน จีนบอกถ้าจะพูดคุยประตูเปิดอยู่เสมอ
ทั้งนี้แม้เริ่มแรกในช่วงต้นเดือนเมษายนทรัมป์จะประกาศท่าทีแข็งกร้าวในสงครามการค้ากับจีน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ในเวลาต่อมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ส่งสัญญาณอาจเปลี่ยนท่าทีในสงครามการค้ากับจีน โดยระบุว่าอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในระดับสูงจะ “ลดลงอย่างมาก แต่จะไม่เป็นศูนย์” โดยทรัมป์กล่าวถ้อยแถลงนี้ระหว่างงานแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารสัปดาห์ก่อน (22 เม.ย.) ซึ่งถือเป็นการลดโทนวาทกรรมแข็งกร้าวก่อนหน้านี้ ที่ตอบโต้ภาษีกันอย่างพีกแล้วพีกอีกจนภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนพุ่งเกิน 145%
“145% นั้นสูงมาก และมันจะไม่สูงขนาดนั้นอีก” ทรัมป์กล่าวระหว่างตอบคำถามสื่อมวลชนที่ห้องทำงานรูปไข่ ทำเนียบขาว “มันจะลดลงอย่างมาก แต่จะไม่ถึงกับเป็นศูนย์”
โดยจนถึงขณะนี้แม้จะไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาการค้าอย่างชัดเจน แต่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มผ่อนคลายภาษีในบางสินค้า เช่น จีนได้ยกเว้นภาษีให้กับสินค้าสหรัฐฯ บางรายการ เช่น ยา อุปกรณ์การบิน เซมิคอนดักเตอร์ และอีเธน ขณะที่สหรัฐฯ ออกคำสั่งประธานาธิบดีเมื่อวันพุธ (30 เม.ย.) ยกเว้นภาษีเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์และชิ้นส่วนที่นำเข้า หลังจากเพิ่งยกเลิกภาษีสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลายรายการ เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์
ส่วนจีนระบุว่ากำลัง “อยู่ระหว่างการประเมิน” ข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ต้องการเริ่มต้นการเจรจาการค้า นับเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีเล็กน้อยที่อาจเปิดทางสู่การเจรจาในอนาคต
ด้านโฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ (2 พ.ค.) ว่า “สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณหลายครั้งผ่านช่องทางต่างๆ แสดงความต้องการจะเริ่มต้นการเจรจากับจีน ขณะนี้จีนกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา”
“สงครามภาษีและการค้าถูกจุดขึ้นโดยฝ่ายสหรัฐฯ แต่เพียงฝ่ายเดียว หากสหรัฐฯ ต้องการเจรจา จะต้องแสดงความจริงใจ นั่นหมายถึงต้องยอมรับผิดและยกเลิกการขึ้นภาษีฝ่ายเดียวทั้งหมด” แถลงการณ์ของโฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนระบุ “จุดยืนของจีนยังคงเดิม, ถ้าจะสู้ ก็จะสู้ให้ถึงที่สุด ถ้าจะคุย ประตูก็เปิดอยู่เสมอ”
ดูเหมือนว่ามาตรการกำแพงภาษีจะเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลทรัมป์ใช้ต่อรองขณะเปิดสงครามการค้ากับจีน แต่ก็มีคำถามว่าเรื่องนี้ส่งผลดีต่อสหรัฐฯ จริงไหม หรือจริงๆ แล้วจีนอาจจะถือไพ่เหนือกว่า
สหรัฐฯ ต้องการต่อรองกับจีน?
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยบอกอีกว่า เขาคาดหวังว่าการขึ้นภาษีศุลกากรแบบสูงลิ่วเช่นนี้จะส่งผลให้จีนขอเข้าต่อรองด้วยภายในช่วงหลายสัปดาห์ถัดจากนั้น และยืนยันว่าอยากจะมีการพูดคุยกันแบบตัวต่อตัวระหว่างเขากับผู้นำจีน สีจิ้นผิง
ไรอัน ฮาสส์ อดีตผู้อำนวยการแผนกจีน, ไต้หวัน และมองโกเลีย ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ต้องการให้มีการเจรจาลับหลัง แต่อยากจะคุยตัวต่อตัวกับสีจิ้นผิงด้วยตัวเองแบบที่เขาคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย
การหารือระหว่างสองผู้นำประเทศนี้ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะทำให้เกิดข้อตกลงได้ อาจจะมีการจัดตั้งผู้แทนพิเศษแบบไม่เป็นทางการของทำเนียบขาวที่เชื่อใจได้จากทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายจีน ให้วางแนวทางร่วมกันได้ การที่ใช้ตัวแทนแบบไม่เป็นทางการเข้าหารือจะทำให้ตัวแทนมีความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง และถ้าหากมีการเจรจาต่อรองแบบตรงไปตรงมากับจีนก็อาจจะช่วยเร่งให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในประเทศมีการหารือกันเรื่องการค้าได้เร็วขึ้น
ไบรอัน ฮิวจ์ โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ยืนยันว่าทางทำเนียบขาวมีช่องทางการหารือกับจีนอยู่หลายระดับทั้งจากเจ้าหน้าที่ทั่วไป และเจ้าหน้าที่ระดับสูง
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ฝ่ายจีนดูจะไม่ค่อยไว้ใจและไม่ค่อยอยากเข้าร่วมเจรจาโดยตรงกับทรัมป์มากนัก เพราะพวกเขากังวลว่าทางการจีนจะเสียไพ่ในมือที่เหนือกว่า
นักวิเคราะห์เช่น ฮาสส์ มองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนได้บทเรียนจากการที่ทรัมป์กับ เจ ดี แวนซ์ เคยทำการฉีกหน้า ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ต่อหน้าสื่อมาแล้ว ซึ่งทางการจีนคงจะไม่ยอมปล่อยให้สีจิ้นผิงถูกหยามต่อหน้าสื่อเป็นแน่
"การขาดช่องทางทางการที่น่าเชื่อถือ เป็นเหตุผลหลักว่าทำไมการต่อสายคุยกันโดยตรงระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงจะไม่เกิดขึ้น" แดเนียล รัสเซล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ในแผนกกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกล่าว
ทางการจีนดูเหมือนจะต้องการให้มีการตั้งตัวแทนมาเจรจาแทนที่จะเจรจากับทรัมป์โดยตรง ซึ่ง จอห์น ทอร์ตัน อดีตประธานของโกลด์แมนแซคผู้ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหารของบริษัทเหมืองแร่บาร์ริคโกลด์คอร์ป อาสาสมัครว่าจะเป็นคนไปคุยกับจีนเนื่องจากเคยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนรวมถึง รมต. ต่างประเทศ หวังอี้ แต่ทำเนียบขาวก็ดูเหมือนจะไม่สนใจข้อเสนอของทอร์ตัน
หรือจีนจะถือไพ่เหนือกว่า?
แต่ก็มีคำถามว่าการที่สหรัฐฯ เน้นจะเจรจาต่อรองกับจีนเป็นเรื่องดีกับสหรัฐฯ เองจริงหรือ ถึงแม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุว่าพวกเขามีแต้มต่อในสงครามการค้ากับจีน แต่การกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯ และการวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์ก็ดูจะชี้ไปในทางตรงกันข้าม
มีข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ พยายามเตรียมการมาเป็นเวลาหลายปีแล้วในการปั้นภาคส่วนผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคในสหรัฐฯ เพื่อเตรียมรับการทำสงครามการค้ากับจีน
สหรัฐฯ มีแผนการที่จะใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือในการผลักดันให้ภาคส่วนโรงงานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ แต่ทว่ากำแพงภาษีที่ว่านี้กลับเป็นตัวทำร้ายภาคส่วนการผลิตภายในประเทศตัวเองเพราะภาคส่วนนี้ต้องอาศัยชิ้นส่วนวัตถุดิบจากจีน
อดีตเจ้าหน้าที่ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ประเมินว่า ผู้นำจีนจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ และการใช้วิธีแบบกำแพงภาษีเช่นนี้ จะเป็นการทำให้รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวพวกเขาเท่านั้น
ฝ่ายจีนก็ดูมีความพร้อมสำหรับสงครามการค้าอยู่เช่นกัน พวกเขามีการโต้ตอบแบบทันควันหลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศมาตรการกำแพงภาษี โดยการที่จีนยกเลิกส่งแร่ที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมสหรัฐฯ และทำการตรวจสอบบริษัทอเมริกันในประเทศพวกเขา รวมถึงทำการคว่ำบาตรแบบจี้จุดต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการที่สหรัฐฯ ใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้ บวกกับเรื่องที่จีนเล็งเห็นว่านโยบายภาษีของทรัมป์มีความอ่อนไหวแบบส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารทุนและตราสารหนี้ ก็ยิ่งทำให้ผู้กำหนดนโยบายในจีนมีความมั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถรอให้ทรัมป์เป็นฝ่ายเข้าหาเองเพื่อที่จะลดความขัดแย้งทางการค้าได้
นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า ทำเนียบขาวเริ่มติดต่อเจรจาเรื่องการค้ากับประเทศที่พวกเขาไม่เคยมองเป็นคู่ค้าหลักๆ มาก่อน อย่าง เวียดนาม, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งทำไปเพื่อเน้นเอาไว้ต่อต้านอิทธิพลทางการค้าของจีนในประเทศเหล่านี้ รวมถึงในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกัมพูชาด้วย
ในขณะที่สีจิ้นผิงได้เดินทางไปเยือนประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง เวียดนาม, กัมพูชา และมาเลเซียแล้ว เพื่อขอความร่วมมือให้ยังคงการค้ากับจีนเอาไว้และในตอนที่เยือนเวียดนามก็มีการกล่าวจิกกัดนโยบายภาษีของทรัมป์แบบอ้อมๆ ด้วย
นิค วยาส ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของสถาบันห่วงโซ่อุปทานโลกแรนดัล อาร์ เคนดริค วิทยาลัยยูเอสซีมาร์แชลล์ กล่าวว่า "มันเป็นเกมระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ว่า ใครจะเป็นฝ่ายถอยก่อนกัน"
อะไรคือข้อได้เปรียบของจีน?
วยาส กล่าวอีกว่า "จีนรู้สึกว่าตัวเองถือไพ่ต่อรองทั้งหมดไว้ในมือแล้วก็ยังคงเก็บไพ่เหล่านี้ไว้ สวนทรัมป์ก็มองว่าตัวเองมีอำนาจเพราะพวกเรา (สหรัฐฯ) บริโภคสิ่งที่มาจากจีนมากกว่าที่จีนบริโภคจากสหรัฐฯ"
แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานและภูมิศาสตร์การเมืองหลายคนที่มองว่าจีนมีแต้มต่อและถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องอำนาจต่อรองเมื่อเทียบกับทรัมป์
แอนดรูว คอลเลียร์ นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์เพื่อธุรกิจและรัฐศาสตร์มอสซาวาร์-รอห์มานี วิทยาลัยฮาร์วาร์ดเคนเนดี กล่าวว่า จีนมีข้อได้เปรียบจากระบบของพวกเขา ในเรื่องที่จีนสามารถสร้างความยากลำบากให้กิจการสหรัฐฯ ได้ ทั้งกิจการด้านไอที และกิจการด้านการเกษตร ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็อาจจะสร้างความเสียหายให้กับจีนได้อย่างมากเช่นกัน
แต่ทว่าแรงกดดันจากภายในสหรัฐฯ เองก็เสี่ยงจะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนเห็นว่าเศรษฐกิจและตลาดแย่ลงขนาดไหนหลังมาตรการภาษีของทรัมป์
ขณะที่วยาส มองความได้เปรียบของจีนในเรื่องที่จีนกำลังครองตลาดยานยนต์ไฟฟ้าหรือรถ EV ด้วย อีกทั้งจีนยังครองสมรรถภาพในกระบวนการแต่งแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมไฮเทคของสหรัฐฯ การที่จีนยุติการส่งแร่เหล่านี้ จะส่งผลถึงสมรรถนะในการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ และส่งผลถึงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอในสหรัฐฯ ได้
ภาคการผลิตจีนเดือนเมษายนหดตัว เริ่มสะท้อนผลกระทบสงครามการค้า
ผลของกำแพงภาษี และสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป แม้มีสัญญาณผ่อนคลายลง แต่ก็ยังก่อผลกระทบอีกยาวนาน ในขณะที่ทางการจีนอาจเชื่อมั่นแต้มต่อที่มีในมือ แต่อีกด้านหนึ่งภาคการผลิตของจีนในเดือนเมษายน กลับลดกำลังการผลิตลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) แตะระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน คือ 49.0 ต่ำกว่าระดับ 50.00 ซึ่งเป็นเส้นแบ่งภาวะขยายตัวและหดตัวทางเศรษฐกิจ โดยตัวเลข PMI ของจีนเดือนเมษายนดังกล่าวยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 49.8 และถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ธันวาคม 2023
จ้าว ชิงเหอ นักสถิติอาวุโสของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่าการชะลอตัวของอุตสาหกรรมจีนเกิดจาก “สภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง” และระบุว่าจีนจะ “ประสานงานด้านเศรษฐกิจภายในประเทศและข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ” โดยมุ่งเน้นการจ้างงาน สนับสนุนธุรกิจ และรักษาเสถียรภาพของตลาด เขาย้ำด้วยว่า “ไม่มีฝ่ายใดชนะในสงครามภาษี” พร้อมชี้ถึง PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ก็หดตัวอยู่ที่ 49.0 ในเดือนมีนาคมเช่นกัน
แม้รัฐบาลจีนจะเพิ่มการอัดฉีดด้านการคลัง แต่ก็อาจไม่เพียงพอต่อการชดเชยผลกระทบ จือชุน หวง นักเศรษฐศาสตร์ประจำจีนของ Capital Economics คาดว่า GDP ปีนี้ของจีนจะขยายตัวเพียง 3.5%
เรียบเรียงจาก
